หน้าแรก | ติดต่อเรา | ร่วมงานกับเครือมติชน
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2557
คอลัมน์ประจำ เทคโนฯ เกษตร ไม้ดอกไม้ประดับ เยาวชน-เทคโนโลยี เทคโนฯ ปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยงสวยงาม เทคโนฯ ประมง การตลาด-แปรรูป ภูมิปัญญาไทย จิปาถะ

สัมภาษณ์พิเศษ/ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กับภารกิจงานวิจัย เพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน
ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา
คอลัมน์ประจำ
วันที่ 23 สิงหาคม 2556
อ่าน 3,303 ครั้ง
พิมพ์


สภาวิจัยแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัย และมีบทบาทเป็นหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนการวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายโครงการทั้งขนาดเล็กและใหญ่ จากทุกระดับในหลายหน่วยงานต่างมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า


สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วางกรอบของงานวิจัยในปีนี้ ให้เป็นงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำผลงานทั้งหมดที่โดดเด่นมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกแห่งปี ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2556 (Thailand Research Expo 2013) และปีนี้ถูกจัดขึ้นต่อเนื่อง เป็นปีที่ 8 โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 23-27 สิงหาคม 2556 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์เซ็นทรัลเวิลด์

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2556 (Thailand Research Expo 2013) ในปีที่ 8 นี้ ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระบบวิจัยจากทั่วประเทศ เป็นเวทีระดับประเทศที่จะให้นักวิจัยทั้งมือใหม่ มือเก่า มือสมัครเล่น มืออาชีพ ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานของตัวเอง สำหรับผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ แบ่งได้เป็นกลุ่มเรื่อง ได้แก่

งานวิจัยพื้นฐาน, งานวิจัยเชิงประยุกต์ ด้านคุณภาพชีวิตและสังคม, งานวิจัยเชิงประยุกต์ ด้านความมั่นคง, งานวิจัยเชิงประยุกต์ ด้านเศรษฐกิจ, งานวิจัยเชิงประยุกต์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ-สิ่งแวดล้อม และงานวิจัยเชิงประยุกต์ด้านธรรมาภิบาลและคอร์รัปชั่น ซึ่งปีนี้มีผลงานจากกว่า 100 บุคคล/หน่วยงาน ในเครือข่ายและระบบวิจัย นำผลงานมาจัดแสดงกว่า 500 ผลงาน

ที่สำคัญอีกไม่นานแล้วที่ประเทศไทย จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community: AEC) โดยหัวใจหลักของการรวมเป็นหนึ่งของ 10 ประเทศ ในอาเซียน คือการสร้างความแข็งแกร่งให้สมาชิก AEC ในการเจรจาต่อรองทางเศรษฐกิจการค้าในระดับโลกเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่ไทยเรายังจะต้องคำนึงถึงให้มากภายใต้การรวมเป็นหนึ่ง คือ เราจะต้องแข่งขันกันเองกับประเทศสมาชิก AEC อยู่ดี

ดังนั้น กระบวนการที่จะทำให้เราเป็นที่หนึ่ง ทั้งใน AEC และระดับโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชากรได้นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า การวิจัยและ พัฒนาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะส่งผลให้ประเทศไทยของเราเดินไปถึงเป้าหมายนั้นได้

ในการนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติสัมภาษณ์พิเศษจาก ศาตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ  เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ถึงทิศทางนโยบายการวิจัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม ในการนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในประเทศ

การวางกรอบงานวิจัย ของ วช.

วช. เป็นหน่วยงานระดับนโยบาย ซึ่งจะต้องมีการวางเป้าหมายในงานวิจัยด้านต่างๆ และในปัจจุบันได้พยายามเน้นให้เกิดงานวิจัยเพื่อให้ครบวงจร คือตั้งแต่การวางเป้าหมาย แล้วทำวิจัย เมื่อได้ผลจากงานวิจัยแล้วจึงนำไปขยายผลหรือต่อยอดให้ไปสู่การทำงานที่เป็นรูปธรรม

ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้จึงเป็นการมุ่งเน้นว่าจะมีเป้าหมายอะไร ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศเรามีทรัพยากรที่จำกัด ถ้าจะทำทุกเรื่องคงไม่ได้ แต่ที่เน้นเป็นสำคัญอย่างทางด้านเกษตร เพราะมีสิ่งที่ต้องเร่งผลักดันอยู่ 5 อย่าง ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และปาล์มน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม พืชชนิดอื่นนอกจากที่กล่าวมาก็จะมีการสนับสนุนเช่นเดียวกัน

สำหรับ ข้าว ซึ่งมีมูลค่าสูง และประเด็นของข้าวมีส่วนสัมพันธ์กับคนในหลายมิติ จะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวมีจำนวนเป็นล้านครอบครัว ประเด็นคือ จะทำอย่างไร ให้ข้าวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกร

“ดังนั้น เป้าหมายงานวิจัยไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเท่านั้น แต่ยังมีความหมายว่าต้องการให้คนที่เกี่ยวข้องได้มีการพัฒนาควบคู่ไปด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นชาวนา คนปลูกยางพารา คนปลูกมันสำปะหลัง คนเหล่านี้จะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้มากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาให้ครอบคลุม และถือเป็นหลักการที่ทาง วช. ยึดมาตลอด”

งานวิจัย ไม่ใช่ของไกลตัว

ความจริงต้องบอกว่า งานวิจัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ยกตัวอย่างหลายสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็มีที่มาจากงานวิจัย ถามว่า แล้วทำไมชาวบ้านจึงได้รู้ว่า เหตุใด จึงต้องพรวนดินในช่วงเวลาต่างๆ หรือการหว่านเมล็ดพันธุ์เวลาใดจึงเหมาะสมต่อการปลูกพืชแต่ละชนิด อันนี้เป็นเพราะบรรพบุรุษของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นได้มีการศึกษามาแล้วว่า ช่วงเวลาใด ทำอะไร ถึงจะมีความเหมาะสมและสอดคล้อง ที่จะทำประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

อย่างชาวประมงที่คอยสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแล้วมีการบันทึกข้อมูลไว้ว่า ช่วงใด จะเกิดพายุ หรือมีพายุเข้ามามากน้อยในช่วงเวลาใด การได้เห็นซ้ำๆ บ่อยๆ แล้วจดบันทึกข้อมูลไว้ สิ่งเหล่านี้ก็นับเป็นงานวิจัย

หรืออย่างกรณี ข้าว ถ้าชาวบ้านบอกว่า ผลผลิตต่อไร่ต่ำเกินไป และต้องการเพิ่มผลผลิต ฉะนั้น สิ่งที่นักวิชาการจะต้องทำคือต้องย้อนกลับไปถึงวิธีการปลูกข้าว อาจจะต้องมีการวิเคราะห์ไปถึงวิธีการปลูกข้าวแบบเดิมที่เคยทำสืบทอดกันมา หรืออาจเพราะสภาพฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ฝนเคยตกแล้วไม่ตกตามเวลาที่เคยเป็นมา หรือพื้นที่ปลูกเดิมในอดีตเคยปลูกแล้วให้ผลผลิตสูง แต่ต่อมากลับลดน้อยลง เพราะดินขาดธาตุอาหารที่สำคัญ

ดังนั้น งานวิจัยจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ในเวลาต่อมาอาจจะต้องมีการทำงานร่วมกันจริงจัง ระหว่างนักวิชาการกับชุมชนเพื่อจะได้คอยเก็บข้อมูล เพราะเพียงแค่นักวิชาการที่เป็นอาจารย์ต่างมีภารกิจมากมาย หากจะต้องลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ทุกอย่างด้วยตัวเองอาจไม่มีเวลา ดังนั้น พอเป็นการทำงานร่วมกันกับชุมชนแล้ว ก็จะให้ชุมชนมีหน้าที่เก็บข้อมูลส่งมาให้จึงถือเป็นความสำเร็จของทั้งสองฝ่าย

ผนึกกำลังหลายหน่วยงาน

สร้างเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ

นอกจากการร่วมมือทำงานระหว่างนักวิชาการและชาวบ้านแล้ว ในระดับบนทุกหน่วยงานที่มีบทบาทด้านงานวิจัยจะต้องร่วมมือทำงานด้วยกันในลักษณะบูรณาการ ผนึกกำลังกัน ผลที่เกิดขึ้นจะเกิดประโยชน์มหาศาล ซึ่งเรียกว่าเป็นเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ หรือ ค.อ.บ.ช. ที่เป็นการทำงานวิจัยเพื่อมุ่งเป้าหมายโดยการแบ่งภารกิจงานให้มีความชัดเจน อย่างของ วช. กำหนดว่า จะทำหน้าที่เชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์และการจัดงบประมาณ ส่วนพันธมิตรอื่นจะมีหน้าที่จัดสรรทุนวิจัยให้แก่นักวิจัยตรงตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ที่วางไว้

อีกประเด็นของการผนึกกำลังคือ เรื่องฐานข้อมูลของงานวิจัย หากมองย้อนกลับไปเมื่อเริ่มมีการทำงานวิจัยครั้งแรก เมื่อ ปี 2502 ที่นับเป็นช่วงเวลากว่า 50 ปี และเป็นช่วงเวลาที่สร้างประโยชน์ของงานวิจัยได้มาก ในสมัยนั้นมีการระบุว่า ประเทศไทยกำลังจะมีประชากรเพิ่มขึ้น และมีความกังวลว่า ข้าวที่ผลิตอยู่อาจไม่เพียงพอกับการรองรับประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น งานวิจัยจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยกำหนดว่า ถ้าทำนาในเขตชลประทาน สามารถทำได้ 2 ครั้ง พร้อมกันนั้นต้องมีการวิจัยหาพันธุ์ข้าวที่สามารถเก็บผลผลิตได้เร็ว ขณะเดียวกันได้มีการพัฒนาระบบชลประทานไปด้วย พื้นที่ใดที่ทำเป็นระบบชลประทานจึงเก็บกักน้ำได้ เพราะการมีเขื่อนอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสม

กระทั่งในที่สุดผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ประเทศมีปริมาณข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างพอเพียง และยังสามารถผลิตเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศได้อีก ต่อมาเมื่อหลายประเทศพยายามแข่งขันปลูกข้าวเพื่อส่งออก ดังนั้น ประเทศเราก็คงต้องหาทางหนีด้วยการวิจัยเรื่องข้าวที่ไม่เฉพาะเป็นอาหารอย่างเดียว แต่จะเพิ่มคุณค่าของข้าวเพื่อให้มีคุณสมบัติในการเป็นยาอีกด้วย

“เพราะจากการวิจัยพบว่า ในข้าวมีสารบางอย่างที่สามารถป้องกันและรักษาโรคได้ อย่างเช่น กาบา ที่ช่วยลดการเกิดเบาหวานได้ หรือมีการวิจัยเพื่อพัฒนาแป้งจากข้าวเจ้าให้มีคุณสมบัติเหมือนแป้งสาลี ทั้งนี้ เพื่อใช้แทนข้าวสาลี แล้วยังลดการนำเข้าแป้งสาลี ดังนั้น ต่อไปหากมีข้าวเหลือเป็นจำนวนมาก ราคาก็จะไม่ตก เพราะสามารถแปรรูปได้ ดังนั้น อันนี้คือเป้าหมายของการวิจัยและพัฒนา” 

การเตรียมพร้อมของ วช. ก่อนการเข้าสู่ AEC

AEC มี 3 เสาหลัก ถ้าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจก็ชัดเจนอยู่แล้ว คือนับจากนี้ต่อไปการผลิตจะไม่ได้เพื่อประโยชน์ของประเทศเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การเข้าสู่  AEC แสดงให้เห็นว่า นับจากนี้ตลาดไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นตลาดของประเทศไทยในฐานะประชาคมอาเซียน เพราะสามารถส่งขายไปที่ไหนก็ได้ และการผลิตจำนวนมากขึ้นก็ยังมีแหล่งขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง การแข่งขันก็สามารถทำได้

อีกประเด็นคือ เรื่องแรงงาน ควรจัดระบบระเบียบให้ดีและชัดเจน ควรหาแรงงานที่มีคุณภาพ ยกตัวอย่าง แพทย์ พยาบาล ซึ่งขณะนี้ในชนบทกำลังขาดแคลน อาจเพราะความเจริญไม่ทั่วถึง แต่ขณะเดียวกัน ถามว่า แพทย์ จากพม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา ซึ่งแพทย์จากประเทศเหล่านี้มีรายได้ต่ำกว่าไทย ดังนั้น ถ้าเปิดโอกาสให้แพทย์จากประเทศเหล่านี้ที่มีคุณภาพเข้ามาฝึกอบรมในประเทศไทย และการรับเข้ามาอาจมีการตั้งเกณฑ์มาตรฐานในการรับเพื่อให้มีความชัดเจน

“ผมมองว่า การวิจัยในกลุ่ม AEC หากมีความสนใจร่วมกันในด้านใดด้านหนึ่งแล้ว ต่างฝ่ายก็ศึกษากันไป หลังจากนั้น ให้นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน ถ้าเป็นลักษณะเช่นนี้จะมีความสำเร็จเกิดขึ้น และส่วนตัวยังตั้งเป้าหมายว่างานวิจัยในอาเซียนควรเป็นงานวิจัยในหัวข้อที่มีความสนใจร่วมกัน และต่างฝ่ายจะได้ประโยชน์เหมือนกัน

ยกตัวอย่าง เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย สนใจเรื่องการวิจัยมะพร้าว และประเทศไทยสนใจเรื่องมะพร้าวเหมือนกัน แล้วทั้ง 2 ประเทศ ให้ทำวิจัยกันไป จากนั้นให้นำข้อมูลที่ศึกษามาแลกเปลี่ยนกัน”

เป้าหมายงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2556 ชุมชน สังคม

และท้องถิ่น ต้องเข้าถึงงานวิจัย

สำหรับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติที่ผ่านมา เป็นการมุ่งเน้นที่การวิจัย เพื่อหาความรู้ สู่การเรียนรู้แล้วสามารถนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง แต่ในการจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน

เดิมคนทั่วไปมักคิดว่า งานวิจัยเป็นเรื่องของนักวิชาการ พอจัดงานวิจัยครั้งใด จะมีนักวิชาการ นักศึกษา เป็นจำนวนมากที่แห่เข้าชมงานกันมากมาย แต่ละปีมีผู้เข้าชมงานหลายหมื่นคน แต่คราวนี้ต้องบอกว่า งานวิจัยไม่ใช่เฉพาะของนักวิชาการเท่านั้น แต่งานวิจัยสามารถนำไปใช้พัฒนาด้านใดก็ได้ ซึ่งจะต้องรวมไปถึงการพัฒนาชุมชนและสังคม เพราะเป็นสิ่งที่ปรารถนาจะเห็นภาพให้มากขึ้น

“เพราะฉะนั้นจึงกำหนดว่า งานวิจัยที่จะนำมาแสดงจะต้องทำให้เป็นเรื่องที่ง่าย สื่อสารและทำความเข้าใจให้ได้ง่าย ขณะเดียวกันต้องมีการจับประเด็นที่คิดว่าคนที่มาร่วมงานในระดับชาวบ้านหรือผู้บริหารในระดับท้องถิ่นสามารถเข้าถึงงานวิจัยได้อย่างง่าย

หรือหากมาดูแล้วเห็นว่า สิ่งที่พบอาจเป็นเรื่องยากที่จะปรับเข้าสู่ท้องถิ่นของท่าน อีกทั้งต้องการให้ทำในเรื่องอะไรก็สามารถให้ข้อมูลได้ ซึ่งต่อไปอาจต้องส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อไปช่วยแก้ไขปัญหาที่แท้จริง และนั่นนับเป็นเป้าหมายของทาง วช. ในการจัดงานครั้งนี้” เลขาฯ วช. กล่าวในที่สุด

สำหรับ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2556 ที่กำหนดจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 23-27 สิงหาคม 2556 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์มีกิจกรรมภายในงานมากมาย ทั้งการประชุมสัมมนาที่มีหัวข้อน่าสนใจ กว่า 100 หัวข้อ อาทิ บทเรียนจากโครงการพระราชดำริ, การสัมมนาทางวิชาการระหว่าง ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 7, การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในไทย-ญี่ปุ่น, ชุมชนพลังงานพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน,Kitchen of the World, สองล้านล้านบาทกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งประเทศ ฯลฯ ที่เปิดโอกาสให้กับนักวิจัยและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเข้ารับฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โดยมีวิทยากรจากหลากหลายสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับข้อประชุมมาเป็นวิทยากร อาทิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี, ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ฯลฯ

ผู้สนใจเข้าฟังการประชุมสัมมนา สามารถดูรายละเอียดหัวข้อการประชุม และชมนิทรรศการงานวิจัยที่น่าสนใจได้ และสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ ที่ www.researchexpo.nrct.go.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 539-3128 ในวันและเวลาราชการ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ โทร. (086) 332-4290 เฉพาะเวลา 08.00-18.00 น.

 

       

 

 

 

 

 

 

อ่าน 3,303 ครั้ง
พิมพ์

ภาพที่เกี่ยวข้อง








ข่าวยอดนิยม
บันทึกไว้เป็นเกียรติ / สวนภูผาลัม กับ การปลูกอินทผลัมสมัยใหม่
บันทึกไว้เป็นเกียรติ/พันธุ์มะละกอ ที่น่าปลูก ในปี 2556
บันทึกไว้เป็นเกียรติ / ประสบการณ์ที่เรียนรู้ “ปลูกฟักทอง”
บันทึกไว้เป็นเกียรติ/การปลูกและการจัดการสวนมะม่วง แบบประสบการณ์
บันทึกไว้เป็นเกียรติ/มะม่วงแปลก และหายาก ที่น่าปลูกในอนาคต