หน้าแรก | ติดต่อเรา | ร่วมงานกับเครือมติชน
วันที่ 01 ตุลาคม 2557
คอลัมน์ประจำ เทคโนฯ เกษตร ไม้ดอกไม้ประดับ เยาวชน-เทคโนโลยี เทคโนฯ ปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยงสวยงาม เทคโนฯ ประมง การตลาด-แปรรูป ภูมิปัญญาไทย จิปาถะ

ไม้ผลแปลก และหายาก
ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
คอลัมน์ประจำ
วันที่ 14 มีนาคม 2556
อ่าน 2,858 ครั้ง
พิมพ์


จากการสำรวจในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน จะมีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้น และสม่ำเสมอ มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์แห่งนี้ ได้ปรับปรุงพันธุ์ให้ผลอ่อนมีสีแดงออกม่วง ตั้งแต่ยังเป็นผลอ่อน ผู้เขียนได้ยอดมะม่วงพันธุ์ลูกผสมจากแปลงทดลองของศูนย์แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์ และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากไว้กับต้นมะม่วง R2E2 เวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวัน 2 สายพันธุ์ เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต โดยทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อมะม่วงลูกผสมว่า T1 และ T2 (T ย่อมาจาก Taiwan)

ฤดูกาลที่ผ่านมา มะม่วง T1 และ T2 ได้มีการออกดอกและติดผล สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าในระยะที่ผลมะม่วง T1 และ T2 มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเฉพาะผล T1 เมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้น สีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงรับประทานสุกที่รสชาติอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน คาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต

ในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่ง มีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้นเฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตร เท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูก เจ้าของสวนบอกว่า นำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้ระบุประเทศ แต่คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งในไต้หวันปัจจุบันนี้ จะมีขนาดผลใหญ่, ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่าได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผลผลิต เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผลจะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังและขนาดผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 200 กรัม ต่อผล รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย อร่อยมาก

เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า ชมพู่สตรอเบอร์รี่แต่จะเปรียบเทียบกับบ้านเราคล้ายกับมีรสชาติของชมพู่ม่าเหมี่ยวปนเล็กน้อย เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจในตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน ปัจจุบันได้มีเกษตรกรไทยนำพันธุ์ชมพู่จากไต้หวันมาปลูกจนให้ผลผลิตแล้ว โดยเฉพาะชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่มีลักษณะประจำพันธุ์ดังนี้

ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 200 กรัม หรือ 5 ผล ต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีขาวอมชมพูหรือสีชมพูอมแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่ มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตร และความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวานกรอบ มีความหวานประมาณ 13-14 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก     

ที่ผ่านมาในอดีต การปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรงเพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่าต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีภาระเลี้ยงผลมาก ที่สำคัญในช่วงปลายปี 2554 ประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน เกษตรกรที่ปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอน น้ำท่วมขังเพียงไม่กี่วัน พบว่า ต้นมะนาวยืนต้นตายเกือบทั้งหมด ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกต้นมะนาวโดยใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศรอดตายหลายราย เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง 

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์ แป้นดกพิเศษซึ่งมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากัน และมีการติดผลเป็นพวง เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษสามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นอายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปี ก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่ เกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่ต้นมะนาวควรจะมีอายุยืนอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์, สวิงเกิล, โวลคา-เมอเรียน่า ฯลฯ เป็นต้นตอซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าทนทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงและมีรากแก้ว โดยเฉพาะต้นที่เสียบบนตอส้มโวลคา-เมอเรียน่า เจริญเติบโตเร็วมาก

ฟักยักษ์ไต้หวันคนจีนและคนไต้หวันจะนิยมใช้ฟักในการทำซุปในลักษณะเดียวกับหัวไชเท้า คนจีนถือว่าฟักเขียวเป็นยาเย็นใช้ดับกระหายในฤดูร้อน ประโยชน์ทางสมุนไพร ฟักใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้บำบัดโรคเบาหวาน ลดไขมันในเส้นเลือด และมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนัก คนจีนมีการนำเอาฟักเขียวทั้งเปลือกมาต้มน้ำดื่มเป็นยาแทนน้ำ สำหรับไต้หวันมีการนำฟักมาบริโภคหลายรูปแบบ อาทิ ดองไว้รับประทานกับข้าวต้ม ทำซุปต้มจืด และที่พัฒนาล่าสุดคือ นำมาผลิตน้ำฟักกระป๋องพร้อมดื่ม กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบันนี้

ขณะนี้ไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ฟักให้มีขนาดผลใหญ่มากเพื่อรองรับการแปรรูปเป็นน้ำฟักพร้อมดื่ม และได้มีการนำเมล็ดฟักยักษ์จากไต้หวันมาทดลองปลูกในประเทศไทยได้ขนาดของผลใหญ่ใกล้เคียงกับที่ปลูกในไต้หวัน คือ มีน้ำหนักผลเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20-25 กิโลกรัม ต่อผล

ฟักยักษ์เป็นพืชเถาเลื้อย ชอบขึ้นค้าง การทำค้างเพื่อให้ฟักเลื้อยนั้นสามารถทำก่อน หรือระหว่างการปลูกก็ได้ โดยการใช้เสาไม้ที่หาได้จากท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ต้นกระถิน หรือยูคาลิปตัส เป็นต้น ขุดหลุมฝังเสา ให้มีความสูงจากพื้น 1.5-2 เมตร ตัดไม้ไผ่ เศษกิ่งไม้ หรือใช้ตาข่ายสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาด ทำเป็นร้านให้เถาฟักเลื้อยขึ้น ซึ่งการทำให้เถาฟักเลื้อยจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี ไม่เสี่ยงต่อการทำลายของโรคทางดิน

ฟักยักษ์ไต้หวันเป็นฟักที่มีผลขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ควรใช้เชือกสานเป็นตาข่ายแขวนผลไว้เพื่อรับน้ำหนักผล และป้องกันขั้วผลขาด การทำค้างเหมาะสำหรับทำในฤดูฝน หรือทุกฤดู แต่หากต้องการลดต้นทุนในการทำค้าง หรือไม่ทำค้าง ควรเลือกปลูกฟักในฤดูหนาวที่ไม่จำเป็นต้องทำค้างก็ได้ แต่ต้องมีการช่วยจัดเถาให้เลื้อยกระจายไม่แน่นทึบจนเกินไป หลังจากฟักติดผลแล้วควรใช้ฟางข้าว หรือแผ่นโฟมรองผลฟักเพื่อป้องกันโรค และแมลงทำลายผล

ผู้เขียนได้ไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2554 ก่อนหน้านั้นไม่ทราบว่าคนเกาหลีใต้นิยมบริโภคมันเทศเหมือนกับที่ญี่ปุ่นและไต้หวัน แต่เมื่อได้เข้าไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าชื่อดังเกาหลีใต้แห่งหนึ่งกลับพบว่ามีหัวมันเทศมาวางขายเป็นจำนวนมาก อาจจะกล่าวได้ว่ามีปริมาณมากกว่าทุกประเทศที่ผู้เขียนได้เคยไปดูงานมา เนื่องจากเป็นการขายหัวมันเทศสดที่มีการบรรจุหีบห่ออย่างประณีต โดยบรรจุถุงหรือกล่อง กล่องละ 1 กิโลกรัม

มันเทศเกาหลีใต้ที่วางขายในเกาหลีใต้จะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ เนื้อสีเหลืองและเนื้อสีเหลืองส้มโดยบรรจุขายเป็นกล่องหรือถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม ขายถึงผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 8,600 วอน ซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วเป็นเงิน 230 บาท โดยประมาณ นอกจากนั้น ยังมีมันเทศที่ผลิตในรูปของเกษตรอินทรีย์และขายในราคาเดียวกัน ผู้เขียนได้ซื้อมันเทศเกาหลีใต้มาทุกสายพันธุ์รวมถึงมันเทศที่ปลูกแบบอินทรีย์ด้วยและได้นำหัวมันเทศเกาหลีใต้มาทดลองนึ่งรับประทาน ผลปรากฏว่าเป็นสายพันธุ์มันเทศที่มีรสชาติอร่อยมาก แบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ คือ

พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 1มีลักษณะเด่นตรงที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือเก็บเกี่ยวมาบริโภคได้หลังจากที่ปลูกลงดินไปเพียง 90 วัน หรือ 3 เดือน เท่านั้น ผิวเปลือกมีสีชมพูอมแดง เนื้อมีสีเหลืองส้ม เนื้อละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานอร่อย

ในขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่ง คือพันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 2มีลักษณะคล้ายกับมันหวานญี่ปุ่น คือผิวเปลือกมีสีแดงเข้ม เนื้อมีสีเหลือง แต่เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานกว่า คือจะต้องปลูกอย่างน้อย 4 เดือน เนื้อมีความนุ่ม ไม่แข็ง และมีรสชาติหวานมาก เมื่อบริโภคแล้วเนื้อมีส่วนคล้ายกับเกาลัด สังเกตว่ามันเทศเกาหลีใต้ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะมีรสชาติไม่หวานเท่าที่ควรแล้ว ข้อควรระวังเป็นพิเศษคือ ปัญหาของการทำลายของ ด้วงงวงมันเทศหรือ เสี้ยนดินซึ่งจะทำให้รสชาติของมันเทศมีรสขมและมีกลิ่นเหม็น ลักษณะของหัวมันเทศที่บรรจุในถุงและในกล่องที่เกาหลีใต้นอกจากจะมีขนาดหัวใกล้เคียงกันแล้ว หัวมันเทศจะมีดินเกาะติดอยู่โดยไม่ได้ล้างทำความสะอาดซึ่งจะเป็นข้อดีที่จะช่วยยืดอายุของหัวมันเทศให้ยาวนานขึ้น

ปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้ขยายพื้นที่ปลูกมันเทศพันธุ์เกาหลีใต้ทั้ง 2 สายพันธุ์ และเริ่มให้ผลผลิตพร้อมที่จะเปิดตัวเผยแพร่ให้เกษตรกรและผู้สนใจได้บริโภคมันเทศที่มีรสชาติอร่อยมากและขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น รสชาติและคุณภาพของมันเทศเกาหลีใต้ที่ปลูกโดยชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรมีรสชาติหวานอร่อยไม่แพ้ที่ปลูกในประเทศเกาหลีใต้

อ่าน 2,858 ครั้ง
พิมพ์

ภาพที่เกี่ยวข้อง








ข่าวยอดนิยม
บันทึกไว้เป็นเกียรติ / สวนภูผาลัม กับ การปลูกอินทผลัมสมัยใหม่
บันทึกไว้เป็นเกียรติ/พันธุ์มะละกอ ที่น่าปลูก ในปี 2556
บันทึกไว้เป็นเกียรติ / ประสบการณ์ที่เรียนรู้ “ปลูกฟักทอง”
บันทึกไว้เป็นเกียรติ/การปลูกและการจัดการสวนมะม่วง แบบประสบการณ์
บันทึกไว้เป็นเกียรติ/มะม่วงแปลก และหายาก ที่น่าปลูกในอนาคต