รักษาความสด และยืดอายุการเก็บรักษาสัตว์น้ำ

รักษาความสด และยืดอายุการเก็บรักษาสัตว์น้ำด้วยเครื่องผลิตน้ำแข็งเหลวโอโซน ตอบโจทย์วงการประมง ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ปัจจุบันความต้องการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อถนอมอาหารและรักษาสภาพความสดของอาหารทะเลนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้วัตถุดิบที่ได้จากแหล่งทำประมงหรือจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนั้น ยังคงความสดใหม่ได้นานที่สุด ซึ่งสมัยก่อนการใช้ความเย็นเก็บรักษาสัตว์น้ำจะใช้น้ำแข็งจากน้ำจืดส่งผลให้อาหารทะเลมีการเปลี่ยนแปลงสี รสชาติอย่างรวดเร็วระหว่างการเก็บรักษา 

การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารทะเล อย่างการใช้น้ำแข็งเหลวโอโซนที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำแข็งจืด และมีผลึกขนาดเล็ก นุ่ม ไม่ทำให้อาหารทะเลเสียหายจากการกดทับหรือบาดเข้าไปในเนื้อ อีกทั้งมีการเพิ่มโอโซนช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียส่งผลให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษาสัตว์น้ำให้ยาวนานขึ้น

ทีมนักวิจัยไทยภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)  (สวก.) โดยมี คุณขจร เรเชียงแสน หัวหน้าโครงการวิจัยและทีมงานได้วิจัยและพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตน้ำแข็งเหลวโอโซน (Research and Development on Ozonated Slurry Ice Machine) ที่มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 80 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ซึ่งน้ำแข็งเหลวโอโซน (OSI) ที่ผลิตได้นั้น ผ่านเกณฑ์คุณภาพด้านจุลินทรีย์ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 61 (พ.ศ. 2524) ซึ่งการวิจัยและพัฒนาเครื่องผลิตน้ำแข็งเหลวโอโซน (Research and Development on Ozonated Slurry Ice Machine) ถือเป็นเทคโนโลยีการเก็บรักษาอาหารทะเลให้มีความสดใหม่ โดยมีความสำคัญต่อผู้ผลิตอาหารทะเลตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหารทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลพรีเมียมและเศรษฐกิจประมง

จากการทดสอบการเก็บรักษาด้วยน้ำแข็งโอโซนโดยใช้ปลากะพง พบว่าเนื้อปลากะพงที่เก็บรักษาโดยใช้น้ำแข็งเหลวโอโซนมีความปลอดภัยต่อการผู้บริโภคทั้งการบริโภคดิบและบริโภคสด และผลการทดสอบทางจุลินทรีย์พบว่าปลากะพงที่เก็บรักษาใน OSI เป็นเวลา 12 วันผ่านเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416) พ.ศ. 2563 เรื่อง อาหารทะเลที่บริโภคในลักษณะสดหรือดิบ ซึ่งมีความปลอดภัยสามารถใช้เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารทะเลได้ 

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยไทยยังได้มีข้อเสนอว่า สำหรับการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องผลิตน้ำแข็งเหลวโอโซน ยังคงต้องมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ขนาดกำลังผลิตที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อย่างเช่น เรือประมงพื้นบ้าน แพจำหน่ายอาหารทะเลเพื่อการบริโภคสด แผงจำหน่ายอาหารทะเลในห้าง modern trade ภัตตาคาร ร้านอาหารญี่ปุ่น โรงผลิตน้ำแข็งเหลวแบบประจำที่ หรือหน่วยผลิตแบบเคลื่อนที่ รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์เก็บรักษาน้ำแข็งเหลว (storage tank) ให้คงสภาพอยู่ได้เป็นเวลานาน

ดังนั้น ในอนาคตควรสร้างกระบวนการเรียนรู้ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีการถนอมรักษาคุณภาพอาหารทะเลด้วยน้ำแข็งเหลวแก่ผู้มีความเกี่ยวข้องต่อไป ได้แก่ ชาวประมง และผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำ และขยายผลต่อไปยังแพปลา ตลาดสัตว์น้ำ ผู้รวบรวมเก็บรักษาและผู้ประกอบการโลจิสติกส์และแปรรูป (กลางน้ำ) และผู้บริโภค (ปลายน้ำ) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตและใช้ประโยชน์จากน้ำแข็งเหลวโอโซนเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหารทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลพรีเมียมและเศรษฐกิจประมงของไทยต่อไป