ข้าวโพดหลังนา ทยอยเก็บผลผลิต สร้างกำไรงามแก่เกษตรกร

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายเดือนมีนาคมแล้ว คาดว่าจะได้ผลผลิตดี สร้างกำไรงามให้แก่เกษตรกรผู้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ลดปริมาณการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุประมาณ 120 วัน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาในช่วงฤดูแล้ง เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยง

แหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความชัดเจนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน

ตามแนวทางประชารัฐ สนับสนุนมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกรในการลดรอบการปลูกข้าว อันเป็นการสร้างสมดุลอุปสงค์ อุปทาน เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้

ให้กับเกษตรกร

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561

ที่ผ่านมา โดยตอนนี้ ในบางพื้นที่ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นต้นเดือนพฤษภาคม 2562 และเพื่อให้การขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีคุณภาพ ได้ราคาดี จึงจำเป็นต้องมีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดแห้งสนิท ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้แรงงานคนและเครื่องจักร พร้อมทั้งควรระวังและหลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวในขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนตกทันที เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง หากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้น อาจทำให้เกิดเชื้อราและมีการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินได้

ในด้านการตลาด จากการวางแผนก่อนการผลิตเพื่อหาตลาดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดตั้งจุดรับซื้อ 262 แห่ง และสำหรับพื้นที่ไม่มีสหกรณ์ ได้ประสานหน่วยงานภาคเอกชนตั้งจุดรับซื้อแล้ว 32 จุด

ทำให้เกษตรกรมีแหล่งขายผลผลิตที่แน่ชัด ไม่ไกลจากแปลงปลูก ป้องกันปัญหาที่เกษตรกรจะหาแหล่งขายไม่ได้ หรือต้องขนไปขายข้ามจังหวัด จึงช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

จากผลตอบรับของเกษตรกรที่นำผลผลิตออกจำหน่ายแล้วโดยตรง พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการ เพราะขายได้กำไรดีกว่าข้าวนาปรัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ให้ผลผลิตเกิน 1,000 กิโลกรัม

ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ในราคา 8 บาท ต่อกิโลกรัม ที่ความชื้นที่ 14.5% เกษตรกรก็จะมีรายได้ประมาณ 8,000

กว่าบาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ไม่เกิน 5,000 ต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบแล้วรายได้และกำไรที่เกษตรกร

จะได้รับมากกว่าการทำนาปรังอย่างน้อยประมาณ 3,000 บาท ต่อไร่

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้

บทความก่อนหน้านี้เปลี่ยน “ปูทะเล” เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้!
บทความถัดไปส่องไม้ผลภาคใต้ตอนล่าง สศก. เตรียมจับตาใกล้ชิด ถ้าไม่กระทบแล้ง ปีนี้ผลผลิตชุก