‘อดีตวิศวกรหนุ่ม-ภรรยา’ ก้าวสู่ธุรกิจเครือข่าย‘เลกาซี’ 5 ปี รายได้หลักล้าน

เป็นสองสามีภรรยาที่โปรไฟล์หน้าที่การงานไม่ธรรมดา แต่ยอมปล่อยมือจากงานประจำที่มั่นคงมาทำธุรกิจเครือข่าย สร้างพลังบวกจนประสบความสำเร็จได้เป็นนักธุรกิจระดับ Crown Diamond และกลายเป็นมนุษย์เงินล้านในธุรกิจเครือข่ายของเลกาซี

สำหรับ คุณเต้ – อร่าม ชวเจริญพันธุ์ อดีตวิศวกรหนุ่ม กับ คุณอ่าย – อดิศรา วรรธนาศิรกุล อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประจำอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และทายาทธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารทะเล

ทำไม คุณเต้และคุณอ่าย ยอมโบกมือลาจากงานประจำ ซึ่งจัดว่ามีหน้าตาในสังคม มาทำธุรกิจเครือข่ายเลกาซีอย่างเต็มตัว และทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จได้เป็นมนุษย์เงินล้าน

“เลกาซี”พาสองสามีภรรยามาพบปะสื่อมวลชน ตอบทุกคำถามที่สงสัย ที่ Serealscape Studio เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา

คุณเต้ เล่าว่า เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอกไฟฟ้า เป็นวิศวกรฝึกหัด 2 เดือน พอได้เจอไลฟ์สไตล์งานประจำ ก็พบว่าไม่ค่อยชอบ ไม่ค่อยอิสระ เลยออกมาเป็นติวเตอร์สอนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ม.ปลาย ต้องยอมรับว่ารายได้ดีมาก เพราะสอนทุกวัน ไม่มีวันหยุด ผ่านมา 1 ปี เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เราเริ่มรู้สึกว่ามีรายได้เยอะ แต่เราไม่มีเวลาใช้เงิน และที่เสียไปเรื่อยๆ คือ สุขภาพ จึงเป็นโอกาสมองหาว่าเราจะทำอะไรดี ที่จะได้ทั้งเงิน สุขภาพ เวลา จนมีโอกาสมาศึกษาและได้เจอกับธุรกิจเครือข่าย

“ในตอนนั้นผมเลือกมาร่วมงานกับเลกาซี เพราะเล่นเป็นทีม ไม่มีเป็นฝั่งบริษัท ฝั่งนักธุกิจ เรามีทีมร่วมกัน ทีมวางแผนการตลาด ทีมทำกิจกรรมงาน ทีมจรรยาบรรณ พูดคุยกันตลอด ที่สำคัญคือ ฟังกัน เป้าหมาย แผนงาน ประเมิน ปรับปรุง ต่อยอด ไปด้วยกันจริงๆ

“ช่วงเริ่มต้น คุณอ่ายไม่เห็นด้วย แต่เรารู้สึกว่าจากที่เราฟังมันดี ตัวผมเองมีรายได้เดือนแรก 4 บาท คุณอ่ายบอกว่า ได้น้อยนะ พอเดือนที่ 2 เพิ่มมาเป็น 10,000 บาท พอเดือนที่ 3 เพิ่มเป็น 30,000 บาท ตรงนั้นอาจเป็นรายได้ที่ไม่เยอะมาก ยังน้อยกว่าเงินเดือนคุณอ่าย น้อยกว่าที่ผมสอนพิเศษ แต่สิ่งที่ผมเจอคืออัตราการเติบโตของธุรกิจไวมาก โดยประมาณเดือนที่ 3 คุณอ่ายก็เริ่มเห็นด้วย เอาสินค้ามาทดลองใช้

“ต้องยอมรับว่าที่เราเติบโตเร็วขึ้น คนใกล้ตัวเริ่มสนับสนุนด้วย จากตอนแรกไม่เห็นด้วยเลย จากนั้นในเดือนที่ 6 มีรายได้เข้ามา 100,000 บาท  และเดือนที่ 8 มีรายได้ประมาณ 130,000-140,000 บาท มันมากกว่ารายได้ของเรา 2 คน รวมกัน เราก็เลยมีโอกาสมาคุยกันว่าจะเอายังไงต่อ และเริ่มงานกับเลกาซีเต็มตัว กระทั่งมาถึงปีที่ 5 และได้เป็นมนุษย์เงินล้าน”

ทำไม ถึงได้เป็นมนุษย์เงินล้าน คุณเต้ เผยว่า เรามีรายได้จากแผนธุรกิจในระบบ 3 ข้อ 1. จากการดูแลคนที่เราแนะนำมาบริโภคซ้ำๆ ทุกเดือน 2. จากการบริหาร พัฒนา ดูแล ทีมงานและผู้บริโภคทุกคนในองค์กร 3. จากลิขสิทธิ์สอนงานคนที่เราแนะนำมาทำธุรกิจเป็น จนดูแลตัวเอง ทีมงาน จนมีรายได้ โดยทั้งหมดรวมกันต้องเกิน 1,000,000 บาท ต่อเดือน

“สิ่งสำคัญที่เป็นคอนเซ็ปต์ของธุรกิจเครือข่าย คือ 1. ใช้ดีแล้วบอกต่อ แสดงว่าเราต้องใช้สินค้าก่อน จนมั่นใจว่าดีและบอกต่อ 2.ศึกษาว่าสินค้าของเลกาซี ทำไมถึงใช้ดี 3. เริ่มกล้าบอกต่อคนรอบตัวด้วยความสบายใจ 4. ปลายทางคือการดูแลระยะยาว เราไม่ต้องการให้คนซื้อเดือนนี้แล้วหายไป เราไม่ต้องการให้คนที่มาซื้อสินค้าแล้วหายไปจากการดูแลไม่ดี

“ถ้าสินค้าดีจริง อยู่ภายใต้การดูแลที่ดี ทุกคนจะใช้ซ้ำ เพราะฉะนั้นเราจะดูแลกันอย่างจริงใจ เน้นเรื่องการห่วงใย ไม่ห่วงยอด เราพูดเสมอว่าสินค้าทุกตัวของเลกาซีคือเครดิตชีวิตเรา จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราทำธุรกิจนี้เราได้แต่เงิน แต่ไม่ได้เครดิต คนรอบตัวไม่โอเค คนพูดถึงเราไม่ดี”

เมื่อถามว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์โรคระบาดใหญ่ไวรัส โควิด-19 มีการปรับตัวยังไง   ส่งผลให้เป็นมนุษย์เงินล้านด้วยหรือเปล่า คุณเต้ ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ 1.ทุกคนอยากมีสุขภาพกายดี 2. ทุกคนอยากมีสุขภาพการเงินที่ดี แต่การทำงาน มันไม่ได้ 2 อย่างพร้อมกัน บางงานให้สุขภาพดี มีเวลาออกกำลังกายเยอะ แต่มีรายได้น้อย แต่บางงานได้เงินเยอะมาก แต่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง แต่ธุรกิจเครือข่ายเลกาซีในมุมของผมสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 2 อย่าง

“เลกาซี ทำให้เราสามารถเปลี่ยนการดูแลตัวเอง กลายมาเป็นการทำเงินได้ในเวลาเดียวกัน อันนี้คือพื้นฐานซึ่งเลกาซีเป็นอยู่แล้ว พอมาในยุคโควิด-19 คนเริ่มตระหนักถึงการดูแลตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนคนไม่ใส่แมสก์ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องบอกทุกคนใส่หมด ทุกคนเริ่มมาคุยเรื่องของภูมิคุ้มกัน ทุกคนเริ่มคิดว่าทำยังไงไม่ให้ฉันป่วย ตรงนี้ผมว่าเป็นสิ่งที่เลกาซีมีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันคนอยากฟังมากขึ้น พร้อมฟังมากขึ้น เมื่อก่อนคุยเรื่องภูมิคุ้มกัน ก็จะบอกว่าฉันแข็งแรงดีอยู่แล้ว เธออย่ามาคุยกับฉัน แต่ตอนนี้คนฟังมากขึ้น โควิดทำให้คนทั่วโลกตระหนักเรื่องของการดูแลตัวเอง

“อีกข้อคือ คนเริ่มเซฟตัวเอง ไม่กล้าใช้เงิน บางคนไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่กลัวไปก่อน ไม่กล้าใช้เงิน รู้สึกว่าอยากจะมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น อยากจะมีรายได้อีกทางหนึ่ง ตอนนี้ผมว่าปัจจุบันการมีรายได้หลายทางเป็นเรื่องปกติ การทำงานเพิ่มอีก 1 อาชีพ เป็นค่านิยม เรียกว่าคนยุคนี้ไม่มีใครอายที่จะทำหลายๆ งาน ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน เลกาซี ตอบโจทย์ทั้ง 2 เรื่อง ทั้งเรื่องสุขภาพและโอกาสทำเงินมันง่าย บางทีเริ่มต้นแค่หลักร้อยหลักพัน แต่ได้ระบบปฏิบัติการซัพพอร์ตในธุรกิจหลักล้าน ทำให้คนรู้สึกว่าเริ่มได้เลย เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจากนี้จะไปยังไง จะไปไกลแค่ไหน ไม่รู้ว่าหลังโควิดจะมีอะไรที่แย่กว่านี้ไหม ตรงนี้เลกาซีเลยตอบโจทย์

“เลกาซี ทำแบบนี้อยู่แล้ว เมื่อเขามองหา เขาก็จะมองเห็น และจะได้ยินมากขึ้น ต้องยอมรับและขอบคุณเทคโนโลยีตอนนี้ด้วย โซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม มันทำให้การกระจายเรื่องราวหรือการสื่อสารเร็ว เมื่อก่อนสมัยผมเด็กๆ คนอาจจะเชื่อดารา แต่เดี๋ยวนี้พอโลกเปลี่ยน ตอนนี้มันเป็นเรื่องของนาโนอินฟลูเอ็นเซอร์ (เพจหรือบุคคลในโลกออนไลน์ที่มีผู้ติดตามหรือไลค์เพจ ตั้งแต่ 1,000 – 5,000 คน ถึงจะมีไม่มาก แต่ก็เข้าถึงคนติดตามได้อย่างทั่วถึง) คนจะเริ่มเชื่อคนใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้เป็นปัจจัยผสม คนมองหาสุขภาพ คนมองหารายได้เพิ่ม และยุคโควิดเราต้องยอมรับว่ากระแสโซเชียลเน็ตเวิร์กแรงขึ้น เพราะคนไม่ได้ไปไหนอยู่แต่ในโซเชียล”

กว่าจะประสบความสำเร็จได้เป็นมนุษย์เงินล้าน ต้องฟันฝ่าอุปสรรคอะไรบ้าง คุณเต้ เผยว่า อุปสรรคแรกคือคนใกล้ตัว ต้องยอมรับว่าโปรไฟล์การศึกษาการงานของคุณอ่ายถือว่าดี อาจเป็นด้วยก่อนหน้านั้นเพื่อนรอบตัวของคุณอ่ายอาจรู้สึกไม่ดี มีภาพติดตาธุรกิจเครือข่ายไม่ดีมากนัก ตอนแรกคุณอ่ายบอกว่าไม่กล้าบอกเพื่อนว่าแฟนทำอะไร เขารู้สึกไม่ภาคภูมิใจในงานที่เราเลือก

นอกจากนี้ ยังมีความยากในการเริ่มต้นธุรกิจเครือข่าย คือ การเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะมาก ตอนแรกผมก็ยังสอนพิเศษอยู่ กลายเป็นว่าเวลาที่ให้คุณอ่ายหายไป พอสอนพิเศษเสร็จ เราต้องไปเรียนรู้พัฒนาตัวเองอีก เพราะฉะนั้นอุปสรรคแรก คือคนใกล้ตัว เพราะเขาไม่เข้าใจ ต้องเคลียร์ตัวเองทุกวัน จริงๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วยมากนัก ความยากในตอนแรก น่าจะเป็นเรื่องการพยายามให้คนใกล้ตัวเข้าใจ ส่วนเรื่องการแนะนำธุรกิจเปลี่ยนความคิดคน เป็นอุปสรรคที่ใครๆ ก็เจออยู่แล้ว ผมไม่ได้มองว่ามันยาก มันเป็นเงื่อนไขที่เราต้องเจอ

“สำหรับคนๆ หนึ่ง ที่กำลังมองหาอะไรใหม่ๆ เพื่อหารายได้เพิ่ม อยากให้คิดว่า เราไม่มีทางได้อะไรใหม่ๆจากการกระทำเดิมๆ เพราะสิ่งที่เราเคยทำ ถ้ามันทำให้เราประสบความสำเร็จ ชีวิตเราอาจประสบความสำเร็จไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ อาจต้องมาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เพราะฉะนั้นในเรื่องแรงบันดาลใจ ผมอยากให้กำลังใจในเรื่องกล้าหาญให้มากพอที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ กล้าหาญให้มากพอที่จะยอมเปิดใจศึกษา เรียนรู้ ฟังในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยฟัง จากนั้นผมคิดว่าทุกคนมีวิจารณญาณมากพอในการตัดสินใจว่าเราจะเลือกทำอะไรหรือไม่ทำอะไร”

ด้านมุมมองทิศทางของธุรกิจเครือข่ายในอนาคต คุณเต้ มั่นใจว่า ธุรกิจเครือข่ายยังไปได้อีกไกลมาก เพราะการตลาดที่กำลังมาแรงที่สุด คือการตลาดแบบใช้ดีแล้วบอกต่อ เป็นการพูดคุยเพื่อนบอกเพื่อน ใช้อะไรแล้วดี ทำไมสวยขึ้น ทำไมดูดีขึ้น

“เพราะฉะนั้นในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก ธุรกิจเครือข่ายในมุมของผม อาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ด้วยซ้ำ ถ้าคนเริ่มเข้าใจ คนเริ่มดูเป็น คนเริ่มวิเคราะห์เป็น ผมเชื่อว่าธุรกิจเครือข่ายยังมีพื้นที่อีกเยอะมาก มีคนต้องการโอกาสอีกเยอะมาก”

ขณะที่ภาพลักษณ์ของธุรกิจเครือข่าย คุณเต้ ยืนยันว่า จริงๆ แล้วตัวธุรกิจเครือข่ายดีมานานแล้ว แต่ภาพจำไม่ดีในสังคม มันเป็นเรื่องพฤติกรรมของคน มีอยู่ 2 กลุ่ม 1.เข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย รู้สึกว่าง่ายๆ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะ ไปขายเพื่อน กดดันเพื่อน คนกลุ่มนี้จะไปสร้างภาพจำให้คนรอบตัวว่า ธุรกิจเครือข่ายต้องไปตื้อคน ไปชวนขาย ชวนซื้อ จนถึงวันนี้ก็ยังมี แต่เชื่อว่าน้อยลงเรื่อยๆ ผมว่าในยุคนี้คนที่จะทำธุรกิจเครือข่ายเริ่มมองออกแล้วว่า ใครคือของจริง ใครคือคนสมัครเล่น 2.ตั้งใจทำผิดกฎหมาย แต่ใช้คำว่าธุรกิจเครือข่ายมาเป็นหน้าบ้าน สุดท้ายคนก็หลงเชื่อและเจ็บตัวโดนหลอก เขาก็เลยเป็นภาพฝังใจว่าเครือข่ายหลอกเอาเงิน โกงเงิน แต่จริงๆ เขาไม่ใช่เครือข่ายตั้งแต่แรก ผมเชื่อว่าคน 2 กลุ่มนี้ จะเริ่มหายไป ด้วยสื่อมวลชนที่มีความเข้าใจในการสื่อสาร คนจะเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าคนทำเครือข่าย จริงๆ เป็นแบบนี้ คนทำผิดกฎหมายเป็นแบบนี้

ด้าน คุณอ่าย คนที่คอยเคียงข้างคุณเต้ตลอดมา เผยถึงการตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจเครือข่ายกับเลกาซี โดยการชักชวนของคุณเต้ จากคนที่ไม่เห็นด้วย กลับมาเห็นด้วยได้อย่างไร คุณอ่าย เล่าว่า จบจากภาควิชาวิทยาศาสตร์เทคโลยีการอาหาร เอก food science คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกียรตินิยมอันดับ 2 ที่บ้านทำโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ทำธุรกิจส่วนตัว การเลือกเรียน food science เพื่อช่วยซัพพอร์ตกิจการที่บ้าน แต่พอเรียนจบอยากทำงานประจำเพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้ชีวิต จึงมาทำหน่วยงานการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประจำอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ พอหน่วยงานย้ายฐานกลับมาที่เมืองไทย ตอนนั้นเป็นแฟนกับคุณเต้ ก็เลยได้รับการชักชวนเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายของเลกาซี

“เหตุผลที่เปลี่ยนจากงานประจำมาทำธุรกิจเครือข่าย น่าจะเป็นเรื่องของผลลัพธ์ที่เรารู้สึกว่าปลายทางของชีวิตการทำงานของเรา กับปลายทางของผลลัพธ์การประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย ค่อนข้างต่างกัน โดยทั่วไปผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง อยากมีชีวิตครอบครัวที่ดี อยากมีความมั่นคงในชีวิต อยากมีอนาคตที่ดี อยากมีความมั่นใจในการเกษียณตัวเอง เวลาเราแก่แล้วจะมีความมั่นคง มีรายได้มากเพียงพอที่จะดูแลตัวเองและครอบครัว เลยรู้สึกว่าถ้าเรายังคงทำงานประจำ สิ่งที่เราต้องการอาจจะไม่ได้ แต่ถ้าเราลองมาทำธุรกิจเครือข่าย ผลลัพธ์ที่เขาเล่าให้เราฟังตอนนั้น แม้ว่าเรายังไม่เห็น แต่ถ้าได้จริงมันคุ้มค่าที่จะลอง เลยตัดสินใจลองทำเต็มที่ สมมุติว่าสุดท้าย เราไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายจริงๆ เราก็มั่นใจในความสามารถตัวเองว่าจะสามารถหางานที่ดีอื่นที่จะดูแลตัวเองได้

“ในปีแรกเราทำงานประจำคู่ขนานกับธุรกิจเครือข่าย เวลา 08.00-17.00 น. ทำงานประจำ จากนั้นใช้เวลากับธุรกิจเครือข่าย เป็นปีที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต เพราะเราใหม่กับธุรกิจเครือข่าย และไม่อยากให้เสียชื่อเสียงในงานประจำด้วย เรียกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน 200% ทำทั้ง 2 อย่างให้ดีที่สุด

“พอวันหนึ่งผลลัพธ์ในธุรกิจเครือข่ายมากเพียงพอ สามารถทดแทนรายได้จากงานประจำได้  ไม่น่าเชื่อว่าจริงๆ แล้ว เราใช้เวลาไม่ถึง 8 เดือน ที่มีรายได้แซงงานประจำขึ้นมา เป็นการตัดสินใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด” คุณอ่าย กล่าวทิ้งท้าย

 

บทความก่อนหน้านี้มะแว้ง พืชผักเป็นยารักษาได้สารพัดโรค
บทความถัดไปเกษตรกรบึงกาฬเลี้ยงโคเนื้อ ใช้พื้นที่ 1 ไร่ สร้างรายได้กว่า 1 แสนต่อปี