บีเอเอสเอฟ ยึดมั่นในเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนภายในปี 2573

บีเอเอสเอฟ ยึดมั่นในเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักที่จะช่วยให้เกษตรกรรมมีความยั่งยืนมากขึ้น และสนับสนุนความต้องการที่เร่งด่วนของสังคม บีเอเอสเอฟ จะช่วยเกษตรกรบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 30% ต่อตัน ของปริมาณผลผลิต ธุรกิจอารักขาพืชของ บีเอเอสเอฟ จะมีผลประกอบการประจำปีที่เพิ่มขึ้นจากผลงานด้านความยั่งยืนที่สำคัญในห่วงโซ่ธุรกิจถึง 7% นอกจากนี้ บีเอเอสเอฟ จะนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาสู่พื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 400 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 2,500 ล้านไร่ และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของ บีเอเอสเอฟ ถูกนำมาใช้งานตามหลักความปลอดภัยที่ถูกต้อง คำมั่นสัญญาใหม่นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินตามกลยุทธ์ของ บีเอเอสเอฟ ในด้านการเกษตรที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562

“เกษตรกรรมคือพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การดำเนินชีวิตด้วยสุขภาวะที่ดีของทุกคนบนโลก ในทศวรรษอันใกล้ ความมั่นคงทางอาหารของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อให้สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และราคาที่สามารถจับต้องได้อย่างเพียงพอสำหรับประชากรในโลกที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องลดผลกระทบที่มีต่อโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีขึ้น – ผลผลิตที่เกิดจากรูปแบบที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งดีต่อโลกใบนี้และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้” วินเซนต์ กลอส ประธานบริหารธุรกิจอารักขาพืช ของ บีเอเอสเอฟ กล่าว “ด้วยเป้าหมายที่เชื่อมโยงกัน เราสนับสนุนเกษตรกรทั่วโลกเพื่อทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในการร่วมกันสร้างผลลัพธ์ในเชิงบวกต่อระบบอาหารจากเกษตรกรรม”

เกษตรกรรมที่เท่าทันภูมิอากาศ

บีเอเอสเอฟ จะสนับสนุนเกษตรกรให้มีการใช้คาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศที่ผันผวนด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ช่วยให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึง :

  • ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบริหารจัดการไนโตรเจน เช่น Vibelsol® และ Vizura® ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ในส่วนสารกำจัดวัชพืช Kixor® ที่ช่วยให้เกษตรกรปลูกพืชโดยไม่ต้องไถพรวน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากดิน และลดการใช้น้ำมันดีเซล
  • พืชสายพันธุ์ใหม่ อย่างเช่น InVigor® ที่ช่วยให้เมล็ดพันธุ์คาโนลา เพิ่มผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตภายใต้สภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้น
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์ และดิจิทัลโซลูชั่นส์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ในขณะเดียวกัน บีเอเอสเอฟ กำลังคิดค้นแนวทางที่จะกระตุ้นประสิทธิภาพของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างแนวทางใหม่ๆ ให้กับเกษตรกร ด้วยผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์เหล่านี้ บีเอเอสเอฟ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 30% ต่อตัน ของผลผลิต

วิธีการที่ยั่งยืน

เป้าหมายของ บีเอเอสเอฟ คือการเพิ่มโซลูชั่นส์ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรทุกๆ ปี จึงทำให้ บีเอเอสเอฟ ลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแนวทางการดำเนินงานด้านนวัตกรรมในส่วนงานวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยเกณฑ์การดำเนินงานอย่างยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานด้านนวัตกรรมในส่วนงานวิจัยและพัฒนาของ บีเอเอสเอฟ ประกอบด้วยโซลูชั่นส์ที่สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ :

  • โซลูชั่นส์ที่มีมี Revysol® เป็นองค์ประกอบหลักสำหรับสารป้องกันกำจัดโรคพืช ที่ยังสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวสาลีได้ถึง 4% บนพื้นที่เพาะปลูกเดิม และยังช่วยให้เกษตรกรสามารถปกป้องที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติได้
  • ตั้งเป้าหมายในการใช้โซลูชั่นส์ทางชีวภาพ (BioSolution) เช่น ฟีโรโมน RAK® ซึ่งรบกวนการผสมพันธุ์ของแมลงเม่าบางชนิด ปกป้องพืชตลอดทั้งวงจรชีวิตในฐานะผู้ดูแลธรรมชาติที่เสริมการอารักขาพืชแบบเดิม
  • นวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ เช่น แตงโมจิ๋ว Pingo Doce® ที่ช่วยให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงขยะจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บีเอเอสเอฟ นำกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมาเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และผ่านข้อกำหนดตามความยั่งยืนโดยหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน (Sustainable Solution Steering) หน่วยงานธุรกิจอารักขาพืชของ บีเอเอสเอฟ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบริษัท บีเอเอสเอฟ ที่ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 22 พันล้านยูโร ภายในปี 2568 ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวเร่ง  (Accelerator Products) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนความยั่งยืนในตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) หน่วยงานอารักขาพืช มีเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการขายของโซลูชั่นทุกปี ด้วยการสนับสนุนด้านความยั่งยืนที่ 7%

ฟาร์มดิจิทัล

ดิจิทัลไลเซชั่นสามารถช่วยให้ภาคการเกษตร ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ บีเอเอสเอฟ จะช่วยเกษตรกรด้วยเครื่องมือทางดิจิทัลในการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีกำไร ในขณะที่ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตมากขึ้นด้วยต้นทุนที่น้อยลง เพื่อให้กระบวนการทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การดูแลพื้นที่เพาะปลูกไปจนถึงกระบวนการทั้งหมดในการผลิตและจัดจำหน่ายอาหาร (food supply chain) ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ในนาม xarvio™ ของบีเอเอสเอฟ ช่วยให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชอย่างเหมาะสม การเติมสารอาหารในพืชและดิน การคำนวณพื้นที่เพาะปลูกอย่างเหมาะสม (automated buffer zones) และการเฝ้าติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ ประชากรแมลง ที่เป็นศัตรูพืชและเป็นประโยชน์ต่อพืช เครื่องมือดิจิทัลยังมีความสามารถในการเข้าถึงเกษตรกรจำนวนมาก รวมถึงในประเทศที่มีการพัฒนาน้อย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้และสร้างความตระหนักถึงความยั่งยืนในเกษตรกรรม บีเอเอสเอฟ ตั้งเป้าหมายที่จะนำดิจิทัลเทคโนโลยีไปสู่พื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 400 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 2,500 ล้านไร่ ภายในปี 2573

การดูแลผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร

บีเอเอสเอฟ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยนำเสนอการดูแลผลิตภัณฑ์ทุกชนิดอย่างถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องและปลอดภัยในพื้นที่เกษตรกรรม บีเอเอสเอฟ สร้างการเข้าถึงของเครื่องมือเกี่ยวกับดูแลผลิตภัณฑ์และการบริการที่ปรับให้เหมาะสมกับการทำงานประจำวันของเกษตรกรทุกคน สิ่งเหล่านี้รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันตนเอง การฝึกอบรมที่ปรับให้เหมาะสม ดิจิทัลโซลูชั่นส์ และเทคโนโลยี แอปพลิเคชั่นใหม่ เช่น โดรน ที่ช่วยลดเวลาในการทำงานและลดการสัมผัสสารอารักขาพืชที่อาจเกิดขึ้น การริเริ่มใช้โดรนได้เปิดตัวแล้วในประเทศจีนและโคลัมเบีย อีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของ บีเอเอสเอฟ ในการทำให้การดูแลผลิตภัณฑ์อารักขาพืชง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้นคือ ระบบการถ่ายโอนแบบปิด easyconnect ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับพันธมิตรและได้รับการสนับสนุนจากผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเกษตร โดยคาดว่าจะเปิดตัวในตลาดครั้งแรกในปี 2564/2565

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดไปที่ เว็บไซต์ความยั่งยืน

บทความก่อนหน้านี้คุณเล็กฟาร์ม กาญจนบุรี ที่นี่ มีแต่แมวสายเลือดแชมป์โลก
บทความถัดไปสะเลเต สมุนไพรพื้นบ้าน ใช้เป็นยาภายนอกในการแก้อักเสบ ฟกช้ำดำเขียว