‘กระจับเขาควาย’ วัชพืชทางน้ำ มูลค่าไม่ธรรมดา

กระจับ เป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู มีอยู่ทั่วไป ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ชอบน้ำนิ่ง มีรากหยั่งยึดดินและมีไหล ใบเดี่ยวมี 2 แบบ ใบที่ลอยน้ำมีก้านยาว อวบน้ำและพองเป็นกระเปาะตรงกลาง ทำให้ลอยน้ำได้ดี แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปพัด ใบจะเรียงรอบลำต้นเวียนเป็นเกลียวถี่ๆ ทำให้ดูเหมือนใบแผ่เป็นวงรอบต้น ใบอีกแบบหนึ่งอยู่ในน้ำ เป็นเส้นฝอยๆ คล้ายราก

ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่โคนก้านใบ มีกลีบดอก 4 กลีบ บานอยู่เหนือน้ำ เมื่อติดผลแล้ว ก้านดอกจะงอกลับลงน้ำและผลจะเจริญอยู่ใต้น้ำ ผลอ่อนสีม่วงอมแดงจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ส่วนที่เป็นเขาโค้ง 2 ข้าง เจริญมาจากกลีบเลี้ยง ผลหรือฝักกระจับมีสีดำขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็งงอโค้งคล้ายเขาควาย เมื่อกะเทาะเปลือกนอกที่แข็งออก จะได้เนื้อในสีขาว มีแป้งมาก

สำหรับประโยชน์ของกระจับมีมากมาย ซึ่งส่วนมากและการใช้ประโยชน์จากกระจับจะนิยมนำฝักกระจับ มารับประทานเนื้อของฝักกระจับ สามารถนำเอามาทำอาหารหวานและอาหารคาวได้มากมาย ส่วนต้นกระจับหลายคนนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เหมือนบัว ต้นกระจับนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้ นำมาทำยาแก้ปวดท้อง นอกจากนั้น ต้นกระจับที่เหลือจากการนำมาใช้ประโชยน์นั้นนิยมนำมาทำปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถวับน้ำได้ดี เหมาะแก่การปลูกพืช

นิยมนำมาต้มรับประทาน

คุณสุนัน พละเจริญ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เกษตรกรผู้ปลูกกระจับ ที่อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า  กระจับเป็นพืชที่ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ที่มีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี ปัจจุบัน มีปลูกมากในแถบภาคกลาง โดยเฉพาะที่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อุทัยธานี สุพรรณบุรี

กระจับ ปลูกไม่ยาก แต่ต้องเอาใจใส่ ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมหรือแล้ง เนื่องจากอยู่ในน้ำอยู่แล้ว มีน้ำแค่เพียง 60 เซนติเมตร ก็อยู่ได้แล้ว ที่สำคัญยังปลูกขายฝักหรือขายต้นทำเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย

“กระจับ ให้ผลผลิตดี แต่ไม่แนะนำให้ปลูกกระจับอย่างเดียวตลอดไป เพราะพื้นที่ที่มีน้ำขังตลอด ไม่นานจะเกิดสาหร่าย ซึ่งเป็นปัญหาในการปลูกกระจับ จริงๆ ควรปลูกในพื้นที่นาสลับ หรือควบคู่กับการทำนา  โดยการทำนากระจับ มักจะเริ่มดำในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และเก็บผลผลิตในเดือนตุลาคมของทุกปี” คุณสุนัน เล่าให้ฟัง และได้เล่าให้ฟังถึงรายละเอียดต่างๆ อีกดังนี้

ขั้นตอนการปลูก

วิธีการ เหมือนกับการดำนา เอายอดพันธุ์มาดำ โดยนำยอด 1-2 ยอด ฝังลงไปในพื้นดิน ระยะห่างระหว่างต้นและแถว (1.1 x 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ = 1,000 กอ)

และหลังจากปลูก 1 สัปดาห์  ใส่ปุ๋ยสูตร  24-8-8

ต้นกล้าเริ่มตั้งตัวและทอดยอด

จากนั้นให้เริ่มเติมน้ำเข้าแปลงเป็นระยะๆ (น้ำคลอง ค่า pH 6.5-7.0) จนระดับความสูงขั้นต่ำ 60 เซนติเมตร

พอต้นแข็งแรงเริ่มแตกกอและตั้งยอด บำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 24-8-8 อีกครั้ง

ร่วมกับปุ๋ยน้ำหรือสารสกัดสมุนไพร ฉีดพ่นทางใบ ทุกๆ 15-20 วัน

การลงทุน

สำหรับพื้นที่ 1 ไร่  ใช้เงินลงทุน 4,000-6,000 บาท (ค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าแรง)

เมื่ออายุต้นครบ 4 เดือน จะเริ่มเก็บผลผลิตชุดแรก  โดยต้นกระจับ 1 กอ จะให้ผลผลิต 2-3 ฝัก

เฉลี่ย 1,000 – 1,200 กิโลกรัม/ไร่

ส่วนการขาย ขายให้กับแม่ค้าในพื้นที่ ที่ไปต้มขาย หากจะเข้าโรงงาน ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งโรงงานที่ว่า อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี  ใช้เปลือกสกัดเป็นยา  นอกจากนี้ มีบางส่วนส่งร้านขนมหวาน

พื้นที่ปลูกในปัจจุบัน

ปัจจุบัน พื้นที่ปลูก ที่ตำบลศรีประจันต์  มีปลูกประมาณ 100-200 ไร่ ก็ขยับสลับไปเรื่อย ในอดีตทำกันบ้านละ 1-2 ไร่ พอใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ แต่ปัจจุบัน ปลูกในเชิงการค้ากันมากขึ้น

“นี่เราไปดีล กับสำนักงานอุตสาหกรรมภาค 8 ในการผลิตแป้งกระจับ หรือจะนำไปทำเป็นแป้งอะไรได้บ้าง ซึ่งหากมีการแปรรูปได้ ก็จะสามารถมีช่องทางการขายได้มากขึ้น”

รายได้

ผลผลิตต่อฤดู หากมีการผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน จะเสี่ยงโดนฝน แต่จะได้ราคาดี กก.ละ 18-20 บาท ถ้าปลูกช้าไปกว่านั้น ราคาจะตกมาที่ 11 บาท/กก.

เช่น ใน 1 ไร่ ได้ 1,000 กก. ราคา กก.ละ 18 บาท ก็จะได้ 18,000 ต่อไร่

ตอนนี้มีเรื่องการขายยอดสวยงามเข้ามาอีก 1 ยอด 1 บาท -1.20 บาท สามารถทำยอดขายได้อีก ฉะนั้น 1 ไร่ ผลผลิตเกือบๆ 20,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การเก็บผลผลิต

กระจับอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน  กระจับแก่ มีสีน้ำตาลเข้ม คนเก็บมือใหม่  ใช้วิธีกดเขา ถ้าเขาแก่ แข็ง ไม่หัก หากนำไปต้มกิน ต้องใช้กระจับแก่ แข็งๆ

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสที่ 25 เมษายน พ.ศ.2562