“ผักหวาน” ใครก็ว่าปลูกง่าย ดูแลยาก…ทำยังไง? ให้ออกยอดตัดขายได้ทั้งปี

จำได้ว่าสมัยก่อน ผักหวานป่า หากินยากมาก เพราะจะมีอยู่แต่ในป่าและได้กินเฉพาะช่วงหน้าร้อน-หน้าฝน เท่านั้น แต่หลายปีมานี้มีการนำเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่ามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบผักชนิดนี้มีกินได้ตลอดทั้งปี ในราคาที่จับต้องได้

สวนผักหวานป่า อมรฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโพนสุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกแห่งที่ปลูกผักหวานป่าขายทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม โดยมี คุณพิมพ์พกานต์ ซ้ายกาละคำ อดีตพยาบาลสาว เป็นเจ้าของ ซึ่งในสวนนี้มีเนื้อที่ 23 ไร่  นอกจากจะปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ ยังแบ่งปลูกพืชผักผลไม้อื่นๆ อีก อาทิ ไผ่บงหวาน 6.5 ไร่ ปลูกข้าว รวมถึงมะม่วง มะขามเทศ หม่อน ฝรั่งไส้แดง มะเดื่อฝรั่ง สมุนไพรหลากหลาย พืชผักสวนครัวนานาชนิด และเห็ดขอนขาว

เดิมนั้น คุณพิมพ์พกานต์ ทำงานเป็นพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และเป็นพยาบาลอิสระ รวมระยะเวลากว่า 10 ปี กระทั่งเริ่มสนใจการทำเกษตรอย่างจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แรงจูงใจที่อยากมาทำเกษตร เนื่องจากเจ้าตัวมองแล้วว่าคนต้องกินอาหารทุกวัน การทำธุรกิจอาหารและการเกษตรน่าจะเหมาะกับยุคปัจจุบันที่พืชผักอาหารราคาแพงขึ้น ในส่วนของราคาผักหวานป่าก็แพง ตกกิโลกรัมละ 300-500 บาท ถือว่าสูงมากทีเดียว อีกทั้งยังนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงเลียง แกงจืด แกงส้ม เป็นต้น

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2551 ทางครอบครัวได้ลองปลูกผักหวานป่า เพราะเห็นว่าคนอีสานชอบกินแกงผักหวานป่ามาก อีกทั้งคนในพื้นที่ยังไม่มีใครปลูกได้ ดูแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน และได้ไปดูแนวทางการปลูกผักหวานป่าจากอำเภอบ้านหมอ จังหวัด สระบุรี จากนั้นสั่งเมล็ดพันธุ์มาเพาะกล้า หลังจากปลูกผักหวานป่ามาได้สัก 7 ปี พ่อก็เสียชีวิต ทำให้แม่ต้องดูแลสวนผักหวานป่าคนเดียว คุณพิมพ์พกานต์จึงได้เข้ามาช่วยงานในสวนเต็มตัว และยังเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยใช้ผลผลิตในสวนมาทำทั้งหมด

คุณพิมพ์พกานต์ เล่าว่า ช่วงแรกได้ใช้เงินลงทุน ประมาณ 500,000 บาท ลงทุนปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ เนื่องจากที่ดินแปลงปลูกไม่มีไฟฟ้าและแหล่งน้ำ ต้องขุดสระ 2 สระ ประมาณ 1 ไร่ แล้วนำดินไปถมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และใช้เงินในการปลูก เตรียมเมล็ดพันธุ์ เครื่องสูบน้ำ 2 ตัว ค่าแรงงานปลูกและดูแลอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มเก็บผักหวานป่าเมื่อเข้าปีที่ 5 ผักหวานป่าเริ่มโตเต็มที่ คาดว่าจะได้เงินทุนคืนภายในปีนี้ และปีหน้ามีเป้าหมายจะได้ผลผลิตจากผักหวานป่า 500,000 บาท ต่อปี

“หลังจากดิฉันได้ทำการตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมตสวนผักหวานป่าให้คนในพื้นที่ได้รู้จักเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าในชุมชนทั่วอำเภอและทั้งจังหวัด มีออเดอร์จองผักหวานป่ากันข้ามวัน ลูกค้าต้องเข้าคิวรอ แจ้งจองล่วงหน้ากัน 1-2 วัน  ลูกค้ากินแล้วติดใจผักหวานป่ายอดอ่อนๆ เก็บสดใหม่ทุกวัน ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ถึงตี 5 ทุกวัน เพื่อเก็บผักหวานป่าให้ทันออเดอร์ ซึ่งทำให้มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และลูกค้าต่างบอกปากต่อปากว่า ถ้าจะกินแกงผักหวานป่าให้อร่อยต้องซื้อจาก อมรฟาร์มเท่านั้น”

คุณพิมพ์พกานต์ บอกด้วยว่า ผักหวานป่านอกจากจะทำเป็นอาหารได้หลายเมนูแล้ว คนโบราณยังนิยมนำมาทำยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคได้หลายชนิด เนื่องจากเป็นพืชที่มีโปรตีน วิตามินซี และใยอาหารสูง ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ในส่วนของรากผักหวานป่า สามารถนำมาต้มเพื่อแก้อาการปวดมดลูกและแก้ดีพิการ อีกทั้งแก่นต้นผักหวานนำมาต้มน้ำดื่มแก้อาการปวดตามข้อ

สำหรับชาผักหวานป่า มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด โรคมะเร็ง เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก ดื่มง่าย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

เทคนิคการปลูกผักหวานป่า

คุณพิมพ์พกานต์ ยังได้แจกแจงเทคนิควิธีการปลูกและการดูแลผักหวานป่าเพื่อให้ออกตลอดทั้งปีว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกจากการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เนื่องจากจะได้ต้นผักหวานป่าที่มีรากเดินดีและแข็งแรง อีกทั้งจะมีชีวิตอยู่ได้นานเป็น 100 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ชั่วลูกชั่วหลาน

สำหรับขั้นตอนการปลูกก็ไม่ยาก เริ่มจาก

1. รองก้นหลุมด้วยขี้วัว

2. ปลูกหลังจากเพาะกล้าเมล็ดได้สัก 1 เดือน

3. ขุดหลุมปลูกไม่ต้องให้ลึกมาก

4. ระยะปลูกที่แนะนำ 1×1 เมตร จะได้จำนวน 400 ต้น ต่อไร่ และระยะ 2×2 เมตร จะได้ 200 ต้น ต่อไร่

5. ต้นอ่อนต้องครอบด้วยกระถางหรือเข่งไม้ไผ่ ให้ต้นกล้าผักหวานป่าต้นอ่อนโดนแสงแดดน้อย เป็นเวลา 1 ปี

6. หลังปลูกเสร็จ ต้องให้น้ำประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

7. ในฤดูกาลแตกยอดเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี ในช่วงที่ต้องการให้ผักหวานป่าออกยอด ควรตัดแต่งกิ่ง

8. ให้ขี้วัว ขี้หมู ขี้ไก่ ปีละ 2-3 ครั้ง

9. พ่นน้ำหมักชีวภาพหัวปลีฉีดพ่นยอดผักหวานป่า จะทำให้ยืดยาวได้น้ำหนัก

ช่วงที่เหมาะแก่การปลูกในพื้นที่ราบดอนประมาณเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม เมื่อได้รับน้ำสม่ำเสมอผักหวานป่าจะเจริญเติบโตเร็ว ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นเนินเขา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูก จะต้องปลูกประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน

เจ้าของอมรฟาร์มบอกว่า การปลูกผักหวานป่าหลายคนบอกว่า ปลูกง่าย ดูแลยาก ตายง่าย โตช้า มีแนวโน้มตายมากกว่ารอด แต่จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของทางฟาร์ม ค้นพบเทคนิคการปลูกผักหวานป่าให้รอด และโตไวด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ ดังนี้

1. ปลูกในพื้นที่ป่าที่มีอยู่แล้ว เช่น ป่าเต็งรัง สวนป่า

2. ผักหวานป่าชอบแดดรำไร ชอบมีต้นไม้พี่เลี้ยง เช่น ตะขบ มะขามเทศ ยางนา ขี้เหล็ก มะม่วง ประดู่

3. ที่ดินเหมาะแก่การปลูก ต้องเป็นที่เนิน ดอน ภูเขา น้ำไม่ท่วมขัง

4. การบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกผักหวานป่า เช่น ห้ามน้ำท่วมขัง ให้น้ำในหน้าแล้ง ต้องวางระบบน้ำให้ดี

สำหรับการดูแลต้นผักหวานป่าให้ได้ใบดกและดี มีหลายปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ระวังหนู และแมงอีนูน หนอนจาะแทะต้น ระวังน้ำขัง รากเน่า ฝนฟ้าพายุ และระวังอย่าเหยียบหรือกระแทกต้นผักหวานบ่อยๆ

คุณพิมพ์พกานต์ ให้ข้อมูลอีกว่า ด้วยความที่ดินเป็นที่ราบดอน การบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งจำเป็น จึงขุดสระน้ำและเจาะบ่อบาดาลไว้ใช้ พอถึงหน้าแล้งก็บริหารจัดการน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ หน้าฝนก็คอยดูแลไม่ให้น้ำท่วมขัง เพราะถ้าปล่อยให้น้ำแช่ขังจะทำให้รากเน่า ต้นผักหวานจะตายได้ ที่สำคัญต้องคอยตรวจว่ามีหนอนเจาะต้นผักหวานป่าหรือไม่ เพราะแมลงหนอนร้ายจะมากับพวกปุ๋ยขี้ไก่

แรกทีเดียวนั้น ทางอมรฟาร์มปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ แต่ปีนี้ได้เพิ่มมาเป็น 10 ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพืชชนิดนี้ต้องมีพืชพี่เลี้ยงด้วย โดยทางฟาร์มปลูกมะม่วง หม่อน และฝรั่ง เป็นพืชพี่เลี้ยง

ผักหวานป่าจะแตกยอดยาวพร้อมเก็บ และเก็บได้ต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม หากต้องการเก็บยอดจนถึงเดือนสิงหาคม สามารถกระตุ้นให้แตกยอดได้ด้วยการลิดใบแก่ออก และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากเดือนสิงหาคมแล้ว ให้หยุดการเก็บยอด จนกว่าจะถึงกลางเดือนกันยายน ค่อยเริ่มการตัดแต่งกิ่งลิดใบออกอีกครั้ง เพื่อจะได้ยอดอีกครั้งกลางเดือนตุลาคม ซึ่งผักหวานป่าจะพักตัวช่วงหน้าฝนตกชุกในเดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน

และในช่วงฤดูหนาว ถ้าเจออากาศหนาวเย็นผักหวานป่าจะไม่ชอบ เริ่มจากเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม จะหยุดชะงัก ยอดหงิกงอ หลังจากนั้นผักหวานป่าจะออกยอดดีในฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว

พร้อมกันนี้ทางอมรฟาร์มมีจำหน่ายเมล็ดผักหวานป่า พันธุ์ยอดเหลืองใบใหญ่ ราคากิโลกรัมละ 400 บาท โดยการันตีให้ด้วย และขายต้นกล้าผักหวานป่า ความยาวต้นประมาณ 15-30 เซนติเมตร ราคาถุงละ 20 บาท ซึ่งข้างในถุงจะมีต้นลำไยให้ด้วย เพื่อใช้เป็นต้นพี่เลี้ยง สามารถนำไปปลูกได้เลย ส่วนกิ่งพันธุ์ต้นหม่อนขาวที่ใช้การเสียบยอด ทาบกิ่ง และกิ่งตอน ขายกิ่งละ 150 บาท

ด้วยความที่สวนมีผักหวานป่าให้ลูกค้าได้ซื้อตลอด และยังมีผลผลิตแปรรูปอื่นๆ ขายด้วย จึงมีนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูสวนอยู่ตลอด ซึ่งทางฟาร์มเปิดให้ชมฟรี แต่ขอให้โทร.แจ้งล่วงหน้าก่อน

“ในอนาคต อมรฟาร์ม อยากจะทำเป็นธุรกิจเกษตรในรูปแบบฟาร์ม&แฟคทอรี่ ที่ผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบฟาร์มสเตย์”

บทความก่อนหน้านี้เอสซีจี เอาใจคนรักบ้าน ตอบเทรนด์ประหยัดพลังงาน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ แก้ปัญหาหลังคารั่ว ช่วยให้ลูกค้า “ประหยัดพลังงาน ไร้กังวล อยู่สบาย” ภายใต้หลังคาเอสซีจี
บทความถัดไปแดนดินถิ่นดอกไม้งาม สวน “มนตราจำปาลาว” จำปาสัก และแรงงาน จาก สปป.ลาว…สู่เมืองไทย