สาวจุฬาฯ สานต่ออาชีพครอบครัว พลิกโฉมสวนมะม่วง 250 ไร่ ต่อยอด ทำฟาร์มช้อป “บ้านหมากม่วงเขาใหญ่”

“บ้านหมากม่วง เป็นฟาร์มช้อป (farm shop) ที่ขายผลผลิตที่มาจากสวนเป็นหลัก นอกจากนั้น ยังทำผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มาจากมะม่วงในสวนของเรา หลายๆ ผลิตภัณฑ์ เรามีพวกฟาร์มทัวร์ (farm tour) ที่ให้ลูกค้ามานั่งทานที่สวนของเรา

ความตั้งใจของ คุณแนน หรือ คุณวราภรณ์ มงคลแพทย์ สาวน้อยที่จบการศึกษาจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายมาเป็นกุญแจดอกสำคัญในการพลิกโฉมสวนมะม่วง พื้นที่กว่า 250 ไร่ ในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่เป็นอาชีพของครอบครัว

จุดเริ่มต้นของการกลับมาพัฒนาสวนมะม่วงของครอบครัว คุณแนน เล่าให้ฟังว่า เกิดจากครอบครัวของตนเอง เธอเห็นพ่อกับแม่ทำสวนมะม่วงมาตลอดกว่า 30 ปี โตมากับสวนมะม่วง ตั้งแต่วันที่ครอบครัวไม่มีอะไร จากชีวิตที่ติดลบ แต่ ณ วันนี้ ครอบครัวและเธอโตมาได้ มีทุกวันนี้ได้ เพราะอาชีพที่เกิดจากการทำสวนมะม่วงของพ่อและแม่ ด้วยเหตุผลนี้จึงกลายเป็นโจทย์ “ว่าจะทำอย่างไร ที่จะสามารถพัฒนาและยกระดับ เก็บรักษาอาชีพนี้ไว้ให้อยู่กับครอบครัวไปตลอด”

จากโจทย์ที่เธอตั้งให้กับตัวเอง การตัดสินใจไปศึกษาในสาขาวิชาที่สามารถจะนำมาพัฒนาต่อยอดอาชีพเกษตรกรรมจึงเป็นตัวเลือกแรกที่เธอตัดสินใจไปศึกษาด้าน major food poisoning & food safety จากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นตั้งใจไปเรียนเพื่อที่จะกลับมาพัฒนาต่อยอดสวนมะม่วงของคุณพ่อ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเราจะกลับมาทำอะไรได้บ้าง แต่คิดว่ามันเป็นอย่างเดียวที่บ้านเรายังขาดความรู้ ก็น่าจะสามารถเอามาต่อยอดเป็นธุรกิจที่บ้านได้ และเป็นสิ่งที่ตัวเองน่าจะทำได้ดี พอประเมินตัวเองแล้วว่า น่าจะกลับมาทำได้ ก็เลยเรียนเพื่อที่จะกลับมา ไม่ได้มีเป้าหมายอย่างอื่นให้ชีวิต ก็เป็นที่มาให้กลับมาทำเกษตรต่อจากพ่อและแม่”

“เรียนรู้ด้วยหัวใจ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน”

คุณแนน เรียน นำองค์ความรู้ที่เรียนมาตลอด 4 ปีเต็ม ผนวกกับบริบทของพื้นที่เขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยการนำมะม่วงสุกจากสวนมาสร้างมูลค่า แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จำหน่ายผ่านฟาร์มช้อป

“จริงๆ ตอนแรกที่กลับมาทำร้านใหม่ๆ ตอนนั้นคิดน้อยใจ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ มีความโลกสวยอยู่ประมาณหนึ่ง แล้วคิดว่าเขาใหญ่มันเป็นเมืองท่องเที่ยว คิดว่ายังไงเรากลับมา ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ คงจะขายนักท่องเที่ยว คือไม่ได้มีแผนที่ดีอะไรมากมาย แค่ตอนนั้นมันมีไฟ มีใจที่กล้า ที่จะกลับมาทำ แล้วก็คิดว่าตัวเองทำได้ พอกลับมาจริงๆ แล้ว เราก็จะรู้ว่าสภาพเศรษฐกิจที่เราอยู่จริงๆ ที่เรายังไม่เคยศึกษามันดีๆ จริงๆ แล้วมันเป็นยังไง กลับมาเจอสิ่งที่มันเป็นความจริง เป้าหมายที่มันคนละเรื่องเลยกับที่เราคิดเอาไว้ มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราต้องกลับมาทำงานหนัก ไม่ใช่แค่กับงานของตัวเอง แต่ต้องทำร่วมกับคนในครอบครัวทั้งบ้าน งานมันไม่ใช่แค่หน้าร้าน แล้วทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด ตั้งแต่สวนมาถึงหน้าร้าน มาถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป

แนนคิดว่าหลายๆ คนเจอ เป็นปัญหาของเด็กที่เรียนเพื่อที่จะกลับบ้านไปทำเกษตร เพราะพ่อแม่ก็ไม่อยากให้กลับมาเท่าไร เขากลัวว่าเราจะลำบาก เราเป็นผู้หญิงด้วย กลับมาทำอะไรแบบนี้ เขากลัวว่าจับแล้วมันไม่ใช่ว่าจะปล่อยได้ มันก็ต้องทำต่อไปตลอดทั้งชีวิต แล้วเราจะอยู่กับมันได้ไหม เขาห่วงเราแบบนั้นมากกว่า ก็เลยไม่ค่อยอยากให้กลับมา แต่แนนคิดว่าสิ่งพวกนั้นมันเกิดจากการที่เรามีประสบการณ์และความคิดที่มันต่างกัน พ่อกับแม่ขายส่งมาทั้งชีวิต แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าทำสวนมะม่วงแบบเราคือจะไปทางไหน ยังไงต่อได้ เขายังคิดไม่ออกกับเรื่องพวกนี้ หน้าที่ของเราก็คือ เอาสิ่งที่เขาส่งเราไปเล่าเรียน แล้วไปเห็นทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสร้างภาพในหัวให้เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วสุดท้ายมันก็จะเป็นการจับมือเดินไปด้วยกัน”

เขียนกลยุทธ์ ศึกษา และทำความเข้าใจ

การทำการเกษตรในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง การวางแผนบริหารต้นทุนและทรัพยากรการผลิตให้สอดคล้องกับรายได้ ตลอดจนการหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตในแต่ละฤดูกาลนั้นนับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่คุณแนนและครอบครัวให้ความสำคัญ

“แนนว่า เกษตรกรทุกคนเจออยู่แล้ว เพราะเราทำงานกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสภาพดิน ฟ้า อากาศ ถ้าพูดถึงปัญหา ก็จะมีเหมือนเกษตรกรทั่วๆ ไป คือ ผลผลิต อาจจะได้ตามที่เราวางแผนบ้าง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มีขาดทุนบ้าง ได้ดีบ้าง แนนว่าเป็นธรรมดาของอาชีพเกษตรกรรม แต่เราต้องวางแผนและจัดการมันให้ดี

การวางแผนที่ดี ในที่นี้คือ มันต้องมาจากการทำงานหลังบ้าน ให้มันมีประสิทธิภาพที่สุด คุยกันกับครอบครัว เพราะว่าธุรกิจมันข้องเกี่ยวกันมากเลย พ่อต้องทำให้ผลผลิตดีที่สุด เพื่อที่จะสนับสนุนเรา เราต้องมาปรับแผนของฟาร์มด้วยกัน ทำยังไงให้มันตรงกับหน้าร้าน ผลผลิตช่วงนี้ใช้มากน้อยแค่ไหน มันก็ต้องเขียนโมเดลธุรกิจมาให้มันดีพอ แล้วเราก็ต้องมีความรู้เพียงพอที่จะทำมัน สิ่งที่แนนใช้ตลอดจะเป็นพวกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราพยายามเอาสิ่งพวกนี้มาปรับใช้ รู้จักตัวเอง ประมาณตน รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ เรามีอะไรบ้างมันก็คล้ายๆ swot ถ้าจับคู่ห่วงนี้กับธุรกิจ มันต้องมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี แนนว่าสิ่งพวกนี้สำคัญที่สุด”

วางแผนการผลิตให้มีคุณภาพ

ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์

ในการทำสวน ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกษตรถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป องค์ประกอบอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อลักษณะของมะม่วงที่ไม่ใช่แค่ผิวสวย ไซซ์ลูกใหญ่ แต่เหนืออื่นใด ความปลอดภัยและรสชาติที่มันอยู่ข้างในต้องตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น องค์ความรู้ในการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“คุณพ่อแนนเขาทำสวนมาจนถึงวันนี้ 30 ปีแล้ว เขายังบอกว่า เขาต้องเรียนรู้ เริ่มต้นใหม่ทุกๆ วัน อ่านหนังสือเพิ่มเติมทุกๆ วัน เพราะว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไป สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ปัญหาโรคและแมลงมันมากมายไปหมด ไหนจะการที่เรามาทำหน้าร้าน เราต้องเจอลูกค้าตัวต่อตัวทุกๆ วัน เขาให้ผลตอบรับเราตลอดเลยว่า มะม่วงเราเป็นแบบนั้นนะ แบบนี้นะ มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่เราทำขายๆ ส่งเข้าตลาดไป

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราทำในและนอกฤดูเพราะเราไม่ได้มีหน้าร้านในการทำรายละเอียด เพราะฉะนั้นเราจะส่งต่อไปกับบริษัทที่ทำส่งออกไปเลย ส่วนที่เหลือก็ขายเข้าตลาดสี่มุมเมือง แต่พอ ณ ปัจจุบัน เราทำหน้าร้าน แผนของเราก็ต้องปรับ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าในแต่ละปีเราจะต้องเจอกับอะไรที่มันควบคุมไม่ได้ สภาพดิน ฟ้า อากาศ อะไรต่างๆ โรคแมลงจะระบาดมากน้อยแค่ไหน เราจำเป็นต้องใช้สารจำกัดแมลง เราก็ต้องเช็คก่อนว่ามันระบาดมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ฉีดมั่วซั่วไปก่อน เรียกได้ว่าเรา lean business เรามากกว่า แล้วพยายามไปคุมต้นทุนในส่วนอื่น เช่น การขนส่ง ก็ให้มันคุ้มทุนขึ้น หรือเราจะพยายามบริหารจัดการผลผลิตเราผ่านหน้าร้านยังไง เพื่อที่จะเพิ่ม margin ทุกๆ ลูก ในแปลงเรา”

ต่อยอดผลผลิตจากสวน

แปรรูป เพิ่มมูลค่า จำหน่ายผ่านฟาร์มช้อป

นอกจากการบริหารจัดการสวนให้มีคุณภาพแล้ว คุณแนนยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่า โดยการนำผลผลิตบางส่วนจากสวนมาบริหารจัดการจำหน่ายผ่านฟาร์มช้อป ภายใต้แบรนด์ บ้านหมากม่วงเขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียวมะม่วงสุก ไอศกรีมมะม่วง พุดดิ้งมะม่วง น้ำมะม่วง และอื่นๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะม่วงของสวนให้ได้มากที่สุด

“ทั้งหมดนี้จะทำมาจากพวกผลผลิตที่มันขายได้ราคาถูกจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงสุกคาต้น มะม่วงที่แตกเสียหาย ซึ่งเดิมทีมันไม่มีคุณค่าหรืออะไรก็ตาม หรือมะม่วงที่ลูกเล็ก ไซซ์ตกเกรด หรือผิวลายๆ จะคิดทุกอย่างว่า จะทำโปรดักซ์ตัวนี้เท่ากับเราขายมะม่วงพ่อได้กิโลกรัมละเท่าไร ได้ลูกละเท่าไร อันนั้นคือ วิธีทำงานที่เราทำให้มันเป็นศูนย์กลางเกษตรกร”

ตอนที่กลับมาสิ่งแรกที่ตั้งไว้ คือ ทำให้บ้านหมากม่วงจัดการผลผลิตในแปลงปลูกของเราให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตฟาร์มแต่ละปี ซึ่งปีๆ หนึ่งผลผลิตจากพื้นที่สวนกว่า 250 ไร่ มะม่วงประมาณ 8,500 ต้น เรามีผลผลิตประมาณ 200 ตัน ต่อปี สิ่งที่เราต้องจัดการให้ได้คือ 100 ตัน ต่อปี ซึ่งร้านค้ามีหน้าที่ทำให้ตรงนี้มันเกิดขึ้น เป้าหมายปีแรกแนนจัดการไป 5 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 2 ขยับเพิ่มมาเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 3 ก็สัก 12-13 เปอร์เซ็นต์ และเป้าหมายที่เราไม่คิด คือ การที่ได้ปอกมะม่วงตัวเองปีเป็นแสนๆ ลูก เราได้ทำเพราะว่างานของเราจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น ดังนั้น ทุกๆ วันที่เราปอก เราจะรู้ว่ามะม่วงอันนี้มาจากโซนไหน แล้วมันกำลังมีปัญหาอะไรอยู่ รสชาติมันเป็นยังไง ทดสอบกันตลอดเวลา คือตรงนี้มันทำให้เราทราบว่าตอนนี้ผลผลิตเรามันมีปัญหาอะไร”

คุณแนน ยังบอกอีกว่า หน้าร้านมีส่วนในการพัฒนาฟาร์ม เพราะการพูดคุยพบปะกับลูกค้าจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปคุยกับคุณพ่อ มันไม่เหมือนกับอดีตที่เป็นลูกๆ แล้วขนส่งเข้าตลาดไปเลย การปอกทำให้เราทราบว่า มันเป็นอะไร เราเอากลับไปคุยกับพ่อ พ่อก็จะวินิจฉัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น มากไปกว่านั้นคือ มันก็เหมือนสวนใหญ่ๆ เรามาวิเคราะห์กันว่าปีนี้มันเกิดปัญหาอย่างนี้ ถ้าเราอยากพัฒนามะม่วงให้มันดีขึ้น รสชาติดีขึ้น เนื้อสัมผัสดีขึ้น ความหวานต่างๆ จะทำยังไง เพราะฉะนั้นต้องจัดการพวกธาตุอาหารล่วงหน้า 1 ปี 2 ปี แล้วแต่ธาตุ เพื่อให้ในวันข้างหน้าผลผลิตเราจะดีขึ้น ตามที่เราอยากจะได้”

ความสำเร็จ และความหวังต่อจากนี้

การพัฒนาการเกษตรด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และคืนสิ่งที่ดีให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตลอดห่วงโซ่นั้น ได้ผลักดันให้ บ้านหมากม่วงเขาใหญ่ ก้าวสู่ความสำเร็จขั้นต้นที่เป็นฐานในการพัฒนาธุรกิจและชุมชนต่อไปในอนาคต

“ถ้าในด้านฟังก์ชั่นของร้านมีหลายสิ่งที่เราทำได้สำเร็จไปแล้ว เรื่องตัวเลขเราก็สามารถเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่มันก็จะมีตรงเรื่องอื่นๆ ที่คิดว่ามันสำคัญกว่าเรื่องตัวเลข คือ แนนทำให้ทุกๆ คนกลับมาทำงานร่วมกัน อยู่ด้วยกัน มีความสุข มีความทุกข์ร่วมกัน ช่วยกันทำอาชีพนี้ต่อไป แนนอยากใช้ร้านเป็นเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนให้สวนอยู่กับเราไปได้ตลอด”

แต่มากไปกว่านั้น การกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ตั้งเป้าหมาย คือการรักษาภูมิปัญญาของครอบครัวเราไว้  ยังเป็นตัวอย่างที่ช่วยนำเสนอผลผลิตในผืนดินปากช่องให้คนรู้จักมากขึ้นอีกด้วย

 

บทความก่อนหน้านี้ไอเดียเจ๋ง สร้างเงินจากเศษปลา “คุกกี้ก้างปลาสลิด” ผลงาน ม.หัวเฉียว
บทความถัดไปหนุ่มพังงา ทำอาชีพจับจักจั่นทะเลขายให้กับร้านอาหาร สนนราคาตัวละ 1 บาท บางวันโชคดีจับได้มากถึง 500-1000 ตัว ต่อวัน