ขมิ้นชันทับปุด จังหวัดพังงา คุณภาพดี ที่หนึ่งในไทย

ตำบลถ้ำทองหลาง อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เป็นแหล่งผลิตขมิ้นคุณภาพดีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดตรัง และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สำรวจพบว่า ขมิ้นที่ปลูกในพื้นที่ตำบลถ้ำทองหลาง มีสีเหลืองเข้มของสารเคอร์คิวมิน มากกว่าขมิ้นที่ปลูกในแหล่งอื่น ถึง 5 เท่าตัว ซึ่งสาร “เคอร์คิวมิน” มีสรรพคุณ ต่อต้านไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเอดส์ มะเร็ง โรคเรื้อน ป้องกันการแข็งตัวของเม็ดเลือด ใช้รักษาแผลพุพอง ผื่นคัน ท้องอืด ท้องเฟ้อ ฯลฯ

ตำบลถ้ำทองหลาง นับเป็นทำเลทองของการปลูกขมิ้นคุณภาพดีแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากผืนดินแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ ดินมีแร่ธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะบริเวณที่ราบเชิงเขา ผนวกกับภูมิปัญญาชาวบ้านจากรุ่นสู่รุ่น ในด้านการปลูกดูแลขมิ้น ผสมผสานกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ขมิ้นตำบลถ้ำทองหลาง มีคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ มีสีสันสวยงาม รวมทั้งผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)

ต้นขมิ้น

ชาวบ้านในตำบลถ้ำทองหลาง เริ่มต้นปลูกขมิ้นเป็นพืชเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2514 โดย คุณหีบ เพิ่มทรัพย์ เป็นคนแรกที่นำขมิ้นมาทดลองปลูกในหมู่บ้าน ปรากฏว่าต้นขมิ้นเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เพราะปลูกในเนื้อดินสีแดง ทำให้หัวขมิ้นมีสีเหลืองเข้ม มีสีสวยมากกว่าปกติ จึงเป็นที่นิยมของตลาดในวงกว้าง และมีขยายพื้นที่ปลูกขมิ้นไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีสภาพดินสีแดงเช่นเดียวกัน

ในระยะแรก ชาวบ้านปลูกขมิ้นและนำออกขายในลักษณะขมิ้นสดเป็นหลัก ปรากฏว่าได้ผลกำไรน้อย และมีข้อจำกัดในเรื่องอายุการขาย ช่วงปี 2526 เกษตรกรผู้ปลูกขมิ้น อำเภอทับปุด ประสบปัญหาราคาขมิ้นตกต่ำ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท เหลือแค่ 4 บาท ต่อกิโลกรัม ดังนั้น ชาวบ้านเขาตำหนอนจึงได้รวมตัวกันจัดตั้ง “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเขาตำหนอน” เพื่อแปรรูปผลผลิตจากขมิ้นผงด้วยครก ต่อมาได้พัฒนาครกกระเดื่องถีบด้วยแรงคนเพื่อทุ่นแรง ต่อมาปี 2542 รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนโรงเรือนและเครื่องบดขมิ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น

สำนักงานเกษตรอำเภอทับปุด สภาเกษตรกรจังหวัดพังงา สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์จังหวัดพังงา ฯลฯ ได้เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ เงินทุน และอุปกรณ์ต่างๆ ให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเขาตำหนอนพัฒนาต่อยอดสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในลักษณะ ข้าวเกรียบขมิ้น ขมิ้นแคปซูล สบู่สมุนไพร ข้าวเกรียบกุ้งผสมขมิ้น รวมทั้งพริกแกงนานาชนิด ทั้งแกงเหลือง แกงไก่ แกงกะทิ แกงไตปลา เป็นต้น

ปัจจุบันสินค้าชุมชนแห่งนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาว สร้างชื่อเสียงและรายได้เข้าสู่จังหวัดพังงา ปีละกว่า 20 ล้านบาท ทางกลุ่มจะปันผลให้สมาชิกทุกสิ้นปีในเดือนธันวาคม และหักรายได้ส่วนหนึ่งสำหรับบริหารจัดการกลุ่มและดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ 5% แต่ละปี สมาชิกจะมีรายได้ประมาณ 50,000-60,000 บาท 

แปลงปลูกขมิ้น

การปลูกดูแล

ชาวบ้านนิยมปลูกขมิ้นแปลงใหญ่บนที่ราบเชิงเขา บางรายปลูกขมิ้นแซมในสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ชาวบ้านจะไถพรวนเตรียมดิน โดยไถยกร่อง เก็บวัชพืชออกก่อน ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ระยะปลูกในระยะห่าง 30-40 เซนติเมตร โดยเริ่มปลูกขมิ้นประมาณช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม โดยทั่วไปต้นขมิ้นสามารถเติบโตได้ในสภาพดินทุกชนิด สำหรับมือใหม่ที่สนใจปลูกขมิ้น ควรปลูกในแหล่งดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง หากปลูกในดินเหนียวควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ตัน ต่อไร่ เพื่อปรับปรุงคุณภาพดินก่อนปลูก โดยทั่วไปพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกขมิ้นได้ประมาณ 10,000 กอ

ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ นิยมปลูกขมิ้นสายพันธุ์พื้นเมือง ปลูกโดยใช้แกนขมิ้นที่เรียกว่า “แม่หัวขมิ้น” อายุ 1 ปี เป็นแม่พันธุ์ ก่อนปลูกจะนำแม่หัวขมิ้นไปแช่ยากันรา ยาฆ่าเพลี้ย เพื่อป้องกันโรคหัวเน่าและกำจัดเพลี้ย หลังจากนั้น จะนำท่อนพันธุ์มาใส่ก้นหลุมแล้วกลบดินทับพอประมาณ ปลูกท่อนละหลุม โดยทั่วไป หากปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ ใช้หัวแม่ และใช้แง่ง หากปลูกด้วยหัวแม่จะให้ผลผลิตประมาณ 3,300 กิโลกรัม ต่อไร่ หากปลูกด้วยแง่ง จะให้ผลผลิตประมาณ 2,800 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูกขมิ้นไปได้ 40-45 วัน เกษตรกรจะทำการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกโดยใช้จอบดายหญ้าและพรวนดินไปพร้อมกัน บริเวณโคนต้นจะใช้มือถอนวัชพืชแทน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ มีสภาพดินอุดมสมบูรณ์ จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม ระยะแรกที่ปลูก ขมิ้นไม่เจอปัญหาโรคและแมลงรบกวน แต่ระยะหลังที่มีการปลูกขิงเพิ่มในท้องถิ่น ปรากฏว่าต้นขมิ้นเจอปัญหาโรคแง่งเน่า ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ติดมากับพันธุ์ขิง จึงต้องคอยดูแลเป็นพิเศษมากขึ้น 

ขมิ้นสด

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกขมิ้นไปได้ 7-8 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หัวขมิ้นแห้งสนิท สังเกตได้จากใบขมิ้นมีอาการใบเหี่ยวแห้ง โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้กอละ 1 กิโลกรัม หรือไร่ละ 2,500 กิโลกรัม หากขุดผลผลิตขึ้นมาไม่หมด สามารถเก็บไว้ขุดใหม่ได้ในปีถัดไป หลังเก็บเกี่ยว ให้รวบรวมผลผลิตไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำ เพื่อล้างเศษดินออกให้หมด ก่อนทำการตัดแต่งขมิ้น เพื่อขายหัวสด และแบ่งบางส่วนนำมาแปรรูปเป็นขมิ้นผง เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าการขายหัวขมิ้นสด 

ขมิ้นตากแห้ง
ตากสมุนไพรในโรงอบ

การแปรรูปขมิ้นผง

หัวขมิ้นสด น้ำหนัก 5-6 กิโลกรัม สามารถแปรรูปเป็นขมิ้นผงได้ 1 กิโลกรัม ขั้นตอนการแปรรูป เริ่มจากนำหัวขมิ้นอายุ 1 ปี มาล้างตัดแต่งทำความสะอาด ตากแดด 1 วันก่อนนำไปหั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดอีก 3-4 วัน จนขมิ้นแห้งกรอบ เก็บใส่ถุงมิดชิดก่อนจึงค่อยนำไปบดเป็นผง ร่อนจนได้ขมิ้นผงเนื้อละเอียด นำไปบรรจุหีบห่อหรือใส่แคปซูล เพื่อรอการจำหน่าย

เครื่องอบแปรรูปขมิ้นผง
ขมิ้นผง

ใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการปลูกขมิ้นเชิงพาณิชย์ สามารถแวะเข้ามาเรียนรู้ได้ที่ชุมชนแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็น “หมู่บ้านต้นแบบสมุนไพรแปรรูป” โดยเฉพาะการปลูกและแปรรูปขมิ้น หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ติดต่อได้ที่ คุณปรีดา ทวีรส ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเขาตำหนอน โทร. (081) 476-7441

ขมิ้นแคปซูล

ขมิ้น พืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

“ขมิ้น” เป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เพราะขมิ้นเป็นทั้งเครื่องเทศและยาสมุนไพร คนไทยในพื้นที่ภาคใต้แทบทุกครัวเรือน นิยมใช้ขมิ้นเป็นส่วนประกอบ เพิ่มรสชาติความอร่อยในเมนูอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ต้ม ทอด และเครื่องแกง

ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบรูปเรียวยาว ออกดอกเป็นช่อ มีก้านช่อแทงออกมาจากเหง้าโดยตรง ดอกสีขาวอมเหลือง มีชื่อท้องถิ่นเรียกแตกต่างกันไป เช่น ขมิ้นหัว ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก (เชียงใหม่) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ตายอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร) ขมิ้น (ภาคกลาง) สำหรับภาคใต้เรียก ขี้มิ้น ทั้งนี้พบว่า ทั่วโลกมีขมิ้นชันคุณภาพดีมากกว่า 50 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นขมิ้นชันที่พบในประเทศอินเดีย ส่วนประเทศไทยสามารถปลูกขมิ้นได้ทั่วไปโดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่นิยมปลูกขมิ้นกันอย่างแพร่หลาย

เครื่องแกง
ข้าวเกรียบสมุนไพร
บทความก่อนหน้านี้แมงมัน อาหารเหนือลำๆ
บทความถัดไปวช. เปิดเวทีเสวนา “กู้วิกฤตชาติ PM2.5” ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม