คนน้ำยืน เมืองอุบล สู้ภัยแล้งด้วยธนาคารน้ำใต้ดิน

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ประเทศไทย ในปี 2563 ต้องเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงมากในรอบ 40 ปี ฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ในหลายพื้นที่จึงคิดค้นหาวิธีกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และหนึ่งในหลายวิธีที่ทำแล้วได้ผลดี คือ การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ด้วยหลักการขุดบ่อตรงที่มีน้ำท่วมขังให้ลึกจนสามารถกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เมื่อยามเกิดภัยแล้งก็สามารถเจาะบ่อบาดาลแล้วดึงน้ำขึ้นมาใช้ได้ในยามหน้าแล้ง

คุณอุดมทรัพย์ โสสว่าง ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานการเกษตร อบต. เก่าขาม ตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อธิบายถึงที่มาของการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทานด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground water  Bank) ว่า โครงการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเกิดขึ้น เนื่องจากชาวตำบลเก่าขามได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติต่างๆ ทั้งฤดูแล้งและฤดูมรสุม ทาง อบต. จึงคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน จนกระทั่งตอน ปี 2558 คณะผู้บริหารนำโดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม ได้นำคณะผู้นำชุมชน แกนนำหมู่บ้าน ผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่ในเขตการปกครองร่วมเดินทางเพื่อศึกษาดูงานรับแนวคิด วิธีการที่ทำให้การดำเนินงานประโยชน์สูงสุด จากพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดอาฮงศิลาวาส ที่ตำบลไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องการเก็บรักษาน้ำไว้ใต้ดิน ได้เริ่มทำบ่อเติมน้ำ ในปี พ.ศ. 2545 และที่วัดบุญเรืองสุวรรณาราม ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นสถานที่ทดลองในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งหลังจากที่คณะได้ศึกษาแนวทางแล้ว จึงเกิดความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม กับสถาบันวิจัยนิเทศศาสนคุณ ทำข้อตกลงข้อมูลทางวิชาการร่วมกัน วันที่ 20 มีนาคม 2558 ได้นำหลักการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทานด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground Water Bank)

 

ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน คือ อะไร

ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) คือ การบริหารจัดการน้ำในลักษณะการใช้น้ำบนดิน ผิวดิน และน้ำฝน ที่ตกลงมาด้วยการนำหลักการเติมน้ำลงใต้ดิน เป็นการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ราบ หรือพื้นที่ลุ่มมีน้ำขัง เมื่อน้ำไหลมารวมกันปริมาณมากๆ ในฤดูน้ำหลาก ต้องทำบ่อเก็บน้ำ เพื่อการส่งน้ำลงใต้ดิน ให้ขุดบ่อถึงชั้นหินอุ้มน้ำ ทำให้มีน้ำจำนวนมากเก็บไว้ใต้ดิน

เป็นกรณีศึกษา การบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นจะมีลำราง ร่องน้ำและคลองเล็กๆ เป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้านและเป็นต้นน้ำที่ทำให้เกิดลำห้วย หลายๆ สาย เมื่อฝนตกน้ำฝนทั้งหมดในหมู่บ้านจะไหลรวมกันที่ลำราง ร่องน้ำหรือคลองเล็กๆ ลำรางทุกลำรางเป็นสาขาย่อยของลำห้วยการเก็บน้ำไว้ที่ต้นน้ำทุกลำรางด้วยการทำ “ฝายหยุดน้ำ (Nitessatsanakoon Ground water dams)” เพื่อการส่งน้ำไว้ใต้ดินถึงชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer) จะทำให้พื้นที่ในหมู่บ้านต้นน้ำไม่เกิดความแห้งแล้ง กลางน้ำและปลายน้ำไม่เกิดน้ำท่วมเมื่อน้ำหลากจากผลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินถึงชั้นหินอุ้มน้ำเกิดขึ้นทุกลำราง ลำห้วยจะมีน้ำเต็มตลิ่งตลอดฤดูกาลครบรอบ 12 เดือน

โดยองค์การบริหารส่วนตำบลมีการกักเก็บน้ำทั้งหมด 2 ระบบ

  1. ระบบเปิด เป็นการขุดลอกลำห้วยและหนองน้ำและเพิ่มเทคนิคในการเติมน้ำลงใต้ดิน เพื่อกักเก็บไว้ใช้ได้ทั้งตำบล
  2. ระบบปิด ทำไว้บริหารจัดการน้ำในที่ล้างถ้วยชาม น้ำจากห้องน้ำและน้ำฝนที่ตกลงชายคา เป็นแนวทางการแก้ปัญหาน้ำขัง ก่อเกิดเชื้อโรคและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะไข้เลือดออก
ลักษณะการสร้างบ่อน้ำระบบเปิด
รูปแบบบ่อธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด

ขั้นตอนการทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบระบบเปิด

  1. การสร้างบ่อเติมน้ำธนาคารน้ำใต้ดินมีหลายรูปแบบด้วยกัน ขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ว่าจะเหมาะกับบ่อแบบไหน หลักการขั้นพื้นฐานคือ ต้องสำรวจและคัดเลือกพื้นที่แหล่งรวมน้ำ เช่น การขุดลำห้วยเป็นบ่อเติมน้ำหลัก ออกแบบให้มีการทำฝายทดน้ำหรือทำพนังกั้นน้ำเป็นช่วงๆ

บ่อที่ 1 เป็นบ่อรับน้ำ เป็นบ่อแรกที่รับน้ำปริมาณมหาศาลที่ไหลมาจากทั่วทุกทิศ เรียกว่าบ่อตกตะกอนที่แยกของแข็งหรือกลุ่มตะกอนออกจากของเหลว โดยใช้หลักเคลื่อนที่ทางวิทยาศาสตร์และแรงโน้มถ่วงของโลก และบ่อนี้ยังช่วยลดความเร็วความแรงของน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมขังฉับพลัน ลดความเสียหายทางโครงสร้างพื้นฐาน ยังช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้น เป็นกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำต้นทางก่อนลงสู่บ่อเติมน้ำลงใต้ดิน ขนาดของบ่อตกตะกอนนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำฝนต้นทุนหรือแหล่งน้ำต้นทางเข้าสู่

บ่อที่ 2 บ่อพักน้ำ

ตัวอย่าง การขุดบ่อ 3 บ่อ 1. สระรับน้ำ 2. สระพักน้ำ 3. สระส่งน้ำ

บ่อที่ 3 บ่อเติมน้ำลงใต้ดิน (Ground water Recharge) คือเป็นบ่อหลัก บ่อแรกที่ใช้เติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินหรือการระบายน้ำลึกการซึมลึกเป็นกระบวนการทางอุทกวิทยา เป็นกระบวนการทำให้น้ำมีน้ำหนัก ทำให้น้ำเลื่อนลงมาจากผิวดินลงสู่น้ำบาดาล และที่ขาดไม่ได้เลยคือ บ่อลมหรือบ่อเครือข่าย คือบ่อที่ช่วยเปิดอากาศและยังช่วยสร้างทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน บ่อนี้เป็นบ่อที่นำน้ำจากบ่อเติมน้ำลงใต้ดิน (บ่อหลัก) มาหาบ่อลมเป็นการดึงน้ำมาจากบ่อเติมน้ำเป็นบ่อหลักเหมือนการวางท่อน้ำตามธรรมชาติ (น้ำใต้ดินอากาศเป็นตัวนำพา เปรียบคล้ายการเจาะเปิดกระป๋องนมข้นหวาน เจาะรูเดียวแล้วเทออกยากที่จะไหล แต่พอเจาะอีกหนึ่งรูนมข้นหวานไหลออกทันที) ซึ่งกระบวนการที่ทำบ่อเติมน้ำทั้งบ่อตกตะกอน (บ่อพักน้ำ) บ่อรับน้ำ บ่อส่งน้ำลงใต้ดินและบ่อลม การวางตำแหน่งบ่อนั้นเป็นบ่อที่น้ำไหลรวมกันทั้งหมดและระยะห่างกันไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร และความลึกแล้วแต่บริบทของพื้นที่ ขอให้ถึงหินซับน้ำ หินอุ้มน้ำ  (Aquifer)

การวางตำแหน่งธนาคารน้ำใต้ดิน ระบบเปิด และบ่อลม
  1. หลักการเติมน้ำใต้ดิน ใช้พื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ หรือบริบทของพื้นที่นั้นๆ เพิ่มเทคนิคด้วยการเจาะสะดือให้ลึก เฉลี่ยประมาณ 7 เมตร ขึ้นไป หรือตามแต่ลักษณะบริบทของพื้นที่ ต้องเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกและบ่อเติมน้ำต้องเป็นแหล่งรวมน้ำ ไม่มีขอบบ่อเพื่อเพิ่มพลังในการอัดน้ำลงสู่บ่อเติมน้ำและน้ำในบ่อเติมน้ำใต้ดินดังกล่าวจะซึมลงสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ ซึ่งพบว่า ระดับน้ำใต้ดินจากเดิมอยู่ที่ความลึกประมาณ 8 เมตร ปัจจุบัน ระดับน้ำใต้ดินเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4 เมตร การทำระบบเปิดแบบนี้ต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร ยากแก่การบริหารจัดการ ชาวบ้านมีเงินมากพอสามารถทำได้หรือไม่ ก็ทำโครงการขอรับการสนับสนุนจาก อบต. เทศบาล หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบใกล้ประชาชนมากที่สุด

 

รูปแบบการขุดสระ

แบบที่ 1 บ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบทรงกรวย และทรงกลม เหมาะสำหรับพื้นที่มีน้ำเค็ม น้ำสนิม น้ำกร่อย ช่วยในการป้องกันการทลายของหน้าดิน ช่วยให้น้ำฝนไหลลงด้านล่างแรงขึ้น ช่วยให้น้ำกระจายได้ง่ายขึ้น

รูปแบบบ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบทรงกรวย
รูปแบบบ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบทรงกรวย

แบบที่ 2 บ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบสี่เหลี่ยมขุดในพื้นที่ไม่มีปัญหาน้ำเค็ม น้ำจืด

วิธีการนำน้ำขึ้นมาใช้ ชาวบ้านสามารถเจาะบ่อบาดาลสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ตลอดทั้งปีและใช้พลังงานสะอาด 

รูปแบบบ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบทรงสี่เหลี่ยม

ขั้นตอนการทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด

ระบบปิด ทางองค์การบริหารส่วนตำบลกำลังมีการรณรงค์ให้ชาวบ้านทำธนาคารน้ำระบบปิดไว้ในครัวเรือน โดยมีต้นทุนการทำเพียงหลักพันบาทหรือไม่ใช้เลยถ้ามีวัสดุเอง โดยใช้หลักการง่ายๆ มีน้ำท่วมขังตรงไหน ให้ขุดทำตรงนั้น ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและยุงลายเป็นพาหะโรคไข้เลือดออก และยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในบริเวณที่อยู่อาศัย เป็นการบริหารจัดการน้ำที่ต้นทางหรือหาแหล่งที่อยู่ให้กับน้ำในพื้นที่อยู่อาศัยของตน ไม่ให้เป็นภาระของคนอื่นๆ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสุขภาวะในชุมชนให้ดีอีกด้วย ขั้นตอนการทำเลือกพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ขุดลึกลงไป 1.5-2 เมตร ให้เจาะสะดือเพิ่มลึกลงไปอีก 50 เซนติเมตร แล้วใส่หิน 3/4 หรือหินกรวดลงไป ชั้นที่ 1 และวางท่อ พีวีซี ขนาด 2 นิ้ว ลงไป จากนั้นใส่หิน ชั้นที่ 2 ใส่หินลิบแลบหรือเศษอิฐ ขนาด 15-20 เซนติเมตร (1 เมตร) ชั้นที่ 3 ก้อนอีเอ็ม 70 เซนติเมตร ชั้นที่ 4 ถ่าน 20 เซนติเมตร ชั้นที่ 5 จีโอเท็กซ์ไทล์ หรือผ้าทุ้ง ชั้นที่ 6 หิน 3/4 หรือหินกรวดหนา 10 เซนติเมตร

(ถ้าบริเวณที่อยู่อาศัยเป็นดินเหนียว ส่วนมากน้ำไม่ซึม ให้ขุดเพิ่มอีก 1 บ่อ ขนาด 1+1 เมตร เพื่อเพิ่มช่องอากาศในการซึมของน้ำอีกทาง)

สำหรับทานที่สนใจ สอบถามข้อมูลการสร้างธนาคารน้ำใต้ดิน ติดต่อได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม โทร. 045-210-505

 ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพ จากองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม

บรรยายให้ความรู้แก่คณะศึกษาดูงาน
บทความก่อนหน้านี้ซีพีเอฟ จัดเดิน-วิ่ง รักษ์โลก CPF Run for Charity at Fort Adisorn 2020 ลดโลกร้อน รูปแบบ “Carbon Neutral”
บทความถัดไปสพฐ. เดินหน้าเติมเต็มทักษะภาษาต่างประเทศ เทคโนโลยี กระตุ้นการเรียนรู้ได้ในทุกบริบท และรักษาความเป็นไทยในเด็กนักเรียน ยุค 4.0