ฟักทองพันธุ์ใหม่ พันธุ์ “สวนคุณลี” เนื้อหนา เนื้อเหนียว และเก็บเมล็ดทำพันธุ์ปลูกต่อได้

เกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการผลิตฟักทองให้ได้คุณภาพ จึงต้องศึกษาถึงลักษณะนิสัยของพืชชนิดนี้ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมดินก่อนปลูก การให้น้ำ-ปุ๋ย ตลอดจนปัญหาของโรค-แมลงศัตรู เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันกำจัดและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ฟักทองพันธุ์ใหม่ พันธุ์ สวนคุณลี

ฟักทองสายพันธุ์ใหม่ พันธุ์ “สวนคุณลี” มีลักษณะเด่นตรงที่ผลมีขนาดสม่ำเสมอ ขนาดผลมีน้ำหนัก 2.5-3.5 กิโลกรัม (ไว้ผล 3-5 ผล ต่อเถา ซึ่งถ้าไว้ผลมากกว่านี้ ขนาดผลก็จะเล็กลง หรือตรงกันข้าม ถ้าไว้ผลจำนวนน้อย ขนาดและน้ำหนักผลก็จะมากกว่านี้ นั่นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่) เนื้อหนามาก เนื้อเหนียว รสชาติหวานทานอร่อย ผิวขรุขระ หรือเรียกผิวคางคก อายุการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลขายได้ ประมาณ 65-70 วัน หรือหลังจากที่ออกดอกติดผลอ่อน นับไปอีก 35-45 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ แล้วที่สำคัญ ฟักทองพันธุ์ “สวนคุณลี” สายพันธุ์ผสมเปิด คือไม่ใช่ฟักทองลูกผสมแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเกษตรกร หรือท่านที่นำไปปลูกแล้ว ปล่อยผลให้แก่จัด หรือหลังจากที่ฟักทองติดผลอ่อนนับไปราวๆ 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยว หรือขายผลได้

รสชาติหวาน เนื้อเหนียวและหนา

แต่ถ้าต้องการเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ปลูกต่อในคราวต่อไป ก็ต้องทิ้งเวลาให้ยาวนานออกไปอีกสัก 10 วัน จนมั่นใจว่าผลฟักทองแก่จัดเต็มที่ เมล็ดในมีความแข็ง ก็จะเก็บมาทำพันธุ์ ซึ่งการเก็บเมล็ดก็ง่ายๆ คือ ผ่าผลคว้านเมล็ดออกมาล้างเมือก เศษไส้ฟักทองให้สะอาดที่สุด จากนั้นก็นำเมล็ดไปตากแดดสัก 1 วัน ให้เมล็ดแห้ง แล้วจากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเป็นผึ่งลมแทนการตากแดดในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทสัก 2-3 วัน เมื่อเห็นว่าเปลือกหุ้มเมล็ดแห้งดีก็เก็บใส่ถุง กล่องพลาสติก เก็บไว้ในตู้เย็นซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานนับปีทีเดียว

การเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง ฟักทอง เป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นเช่นเดียวกับแตงโม เป็นไม้เถาอ่อน มีขนสากมือ มีหนวด สำหรับเกี่ยวพันทอดไปตามพื้นดิน จึงต้องการเนื้อที่ปลูกมากกว่าพืชผักอื่นๆ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีอายุปีเดียว (ฤดูเดียว) เมื่อให้ผลแล้วก็ตายไป ฟักทอง จัดเป็นพืชที่มีระบบรากลึก การเตรียมแปลงปลูกจึงต้องไถดินให้ลึก ประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน ในการเตรียมแปลงปลูก ควรมีการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างของดิน ให้มีค่า pH 6.0-6.8 หากดินมีสภาพเป็นกรด ควรปรับสภาพโดยใช้ปูนขาว หรือโดโลไมท์ ใส่ระหว่างการเตรียมแปลงปลูก การใช้โดโลไมท์ในการปรับปรุงสภาพดินจะช่วยลดการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า ได้ในระดับหนึ่ง ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว โดยพิจารณาการใส่ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งนี้ หากเกษตรกรนำดินส่งวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน สามารถที่จะทราบถึงปริมาณธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน และควรจะเพิ่มเติมเท่าไร เพื่อให้ฟักทองเจริญเติบโตดีขึ้น

ปลูกแบบให้เถาเลื้อยเข้าหากัน

หลักการเลือกรูปแบบ การปลูกฟักทอง

การเลือกเตรียมแปลงปลูกฟักทอง สามารถเลือกปลูกได้หลายรูปแบบ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกเป็นส่วนสำคัญมาก

วิธีแรก หากมีพื้นที่ปลูกเพียงเล็กน้อย สามารถปลูกระยะ 1.5×1.5 เมตร วิธีนี้เมื่อฟักทองโตขึ้นจะทำให้ลำบากต่อการจัดการ เนื่องจากเถาจะกระจายเต็มพื้นที่ แต่มีข้อดีคือจะได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น

วิธีที่สอง การปลูกแถวเดี่ยว ทำแปลงแถวเดี่ยวความกว้างของแปลง 1.8-2 เมตร  ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5 เมตร เมื่อปลูกฟักทองสามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยไปในแนวแปลงปลูก ทำให้ง่ายต่อการจัดการมากกว่าวิธีแรก

วิธีที่สาม การปลูกแบบแถวคู่ ยกร่องแปลงเป็น 2 ด้าน ระยะ 3.5-5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร เช่นเดียวกับวิธีที่หนึ่งและสอง วิธีนี้สามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยจรดกันสองด้านพอดี และมีร่องทางเดินทำให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น

การหยอดเมล็ดฟักทองที่หลุมปลูกโดยตรง หยอดหลุมละ 2-3 เมล็ด

การปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง หรือเพาะกล้า พิจารณาจากต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ การเลือกเมล็ดพันธุ์ฟักทองที่ใช้ปลูกกันทั่วไปมี 2 แบบ คือ เมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิด ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สามารถเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อได้เอง ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิดหาได้น้อยมาก เนื่องจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรซื้อมาปลูกจะเลือกผลิตเมล็ดพันธุ์แบบลูกผสม มีลักษณะเด่นในการให้ผลผลิตสูง ขนาดของต้น ผล และการเจริญเติบโตดี แต่มีข้อเสียที่ไม่สามารถนำเมล็ดไปปลูกต่อได้ และเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายกับเมล็ดพันธุ์ฟักทองในราคาแพงมาก ดังนั้น การพิจารณาถึงวิธีการปลูกเพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้โดยมีวิธีการเลือกปลูกได้ 2 แบบ ได้แก่

การปลูกแบบหยอดเมล็ด ก่อนปลูก ขุดหลุมปลูกรองก้นด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ด กลบด้วยดินผสมละเอียด หรือปุ๋ยคอกก็ได้ ลึก 2.5-5 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 3-5 วัน ต้นกล้าจะงอกพ้นจากดิน

เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนเอาต้นที่อ่อนแอทิ้ง เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุดไว้ 1 ต้น/หลุม

การปลูกโดยการเพาะกล้า นำเมล็ดฟักทองห่อผ้าขาวบาง จุ่มน้ำไหล 15-30 นาที นำเมล็ดไปบ่มไว้ในกล่องพลาสติกใส 3-5 วัน เมล็ดจะแตกรากออกมาเล็กน้อย นำไปเพาะในถาดเพาะกล้าที่ใส่วัสดุเพาะกล้า (เช่น มีเดีย) รดน้ำ 10-13 วัน หรือฟักทองมีใบจริง 1-2 ใบ จึงย้ายปลูกได้

เพาะเมล็ดฟักทองในถาดเพาะ
หลังย้ายกล้าลงดินได้ 7 วัน

ก่อนหยอดเมล็ด หรือนำกล้าลงปลูก ควรหยอดปุ๋ยสูตร 19-19-19 อัตรา 5 กรัม/หลุม หยอดสารป้องกันแมลงจากการทดลองของแผนกฟาร์มชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โดยใช้สตาร์เกิลจี หยอดก้นหลุม อัตรา 2 กรัม/หลุม พบว่าระยะต้นกล้าของฟักทอง คือช่วงที่ต้นสูงระหว่าง 20-30 เซนติเมตร ฟักทองไม่ถูกทำลายจากแมลงปากดูด และสามารถกำจัดด้วงเต่าแตงที่มาทำลายใบได้ดีมาก

ต้นฟักทองพันธุ์ดีที่รองก้นหลุมด้วยสารสตาร์เกิลจี สามารถคุมแมลงศัตรูพืชได้นานราว 30 วัน

นอกจากนี้ ยังได้ให้ปุ๋ยต้นฟักทองในระยะกล้าที่มีใบจริง 3-4 ใบ โดยการนำปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 800 กรัม + แคลเซี่ยมไนเตรต อัตรา 100 กรัม + ไฮมิค อัตรา 300 ซีซี + ป้องกันกำจัดเชื้อรา เมทาแลกซิล อัตรา 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ราดโคนต้น อัตรา 300 ซีซี/ต้น จะช่วยให้ต้นฟักทองในระยะกล้าแข็งแรง ต้นกล้าที่ใบเหลืองไม่สมบูรณ์ฟื้นตัวได้ดีขึ้น

การให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายปุ๋ยได้

หัวใจสำคัญของการเจริญเติบโตของฟักทอง คือ การให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการให้น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เนื่องจากการให้ปุ๋ยที่มากเกินความต้องการของฟักทองจะทำให้ปุ๋ยที่นำไปใช้เพียงเล็กน้อย  ส่วนที่เหลือจะระเหยไปกับอากาศ และไหลไปไกลกว่าระดับรากของฟักทอง ดังนั้น การให้ปุ๋ยเหมาะสมกับช่วงของการเจริญเติบโตจะช่วยให้ฟักทองเจริญเติบโตได้ดีขึ้น การให้ปุ๋ยควรหยอดปุ๋ยสูตรเสมอรองก้นก่อนปลูก เช่น 19-19-19 อัตรา 5 กรัม/หลุม เพื่อให้เพิ่มปริมาณธาตุอาหารแก่ฟักทองในระยะกล้า เมื่ออายุ 10-14 วัน ใส่ปุ๋ยตัวหน้าสูง เช่น 46-0-0, 15-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อฟักทองอายุได้ 20-25 และ 30 วัน ควรให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งละ 25-35 กิโลกรัม/ไร่

ดอกฟักทองตัวเมียที่พร้อมจะได้รับการผสมเกสร

เทคนิคการช่วยผสมเกสร 

ฟักทอง จะมีดอกสีเหลืองทั้งตัวผู้และตัวเมียจะแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องการช่วยผสมเกสรโดยวิธีธรรมชาติ เช่น ลมพัด แมลงช่วยผสมเกสร หรือให้ผู้ปลูกช่วยผสมเกสรเพื่อการติดผลที่ดี

ดอกฟักทองตัวเมีย
นำละอองเกสรตัวผู้มาแตะที่ยอดเกสรตัวเมีย

เมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไปเคาะละอองเกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลก็จะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป ดอกฟักทองจะบานแค่ 1 วัน ในช่วงเช้ามืด พอแดดแรง ช่วง 09.00 น. เป็นต้นไปก็จะเริ่มหุบ หากจะผสมเกสรควรเริ่มผสมในช่วงเช้าๆ เพราะเมื่อบ่ายดอกฟักทองจะเริ่มเหี่ยวแล้วจะเฉาตายในวันรุ่งขึ้นดอกก็จะเฉาตายไป

วิธีการให้น้ำฟักทอง

ฟักทอง เป็นพืชที่มีระบบรากลึก การให้น้ำจึงต้องให้น้ำซึมลงใต้ดิน ประมาณ 25-40 เซนติเมตร แต่ไม่ควรให้แปลงแฉะ จะทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ การเลือกรูปแบบการให้น้ำแก่ฟักทองควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่ หากพื้นที่ปลูกฟักทองอยู่ใกล้ระบบชลประทาน หรือมีคลองส่งน้ำที่ดี สามารถเลือกการให้น้ำแบบปล่อยเข้าร่องแปลง พื้นที่ที่มีน้ำเป็นคลอง สระน้ำ ที่มีน้ำจำกัด สามารถให้น้ำแบบสายยางรด ให้น้ำแบบน้ำหยด (เป็นวิธีที่มีการทำแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง) แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอยเป็นวิธีที่ควรหลีกเลียง เนื่องจากการให้น้ำแบบพ่นฝอยทำให้ฟักทองเกิดโรคทางใบได้เร็วมากขึ้น

การติดผลหลังผสมดอกช่วง 10 วัน

วิธีการเก็บเกี่ยว ผลผลิตฟักทอง

เก็บเกี่ยวเมื่อผลขึ้นนวลเต็มผล ตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้นผล แสดงว่าแก่จัด ฟักทองที่เนื้อเหนียว มัน รสชาติหวาน จะต้องแก่จัด ถ้าเก็บฟักทองไม่แก่ เมื่อเอาไปทำอาหาร เนื้อจะเละ การตัดควรเหลือขั้วติดไว้สักพอประมาณ หรือไว้พอจับสะดวก โดยอย่าให้ขั้วหัก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาจะถูกโดยทันที เพื่อช่วยให้การเก็บรักษาได้นานขึ้น สามารถเก็บผลไว้รอขาย หรือบริโภคไว้นานๆ โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น หรือสังเกตว่า เถาแห้ง นับอายุหลังจากผสมติดแล้ว 35-40 วัน หากฟักทองเกิดบาดแผลจะทำให้โรคเข้าทำลาย ผลผลิตเสียหาย เน่าได้ง่ายมาก เกษตรกรต้องเก็บผลผลิตด้วยความระมัดระวัง ไม่เกิดการบอบช้ำ จะทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานหลายเดือน

ฟักทองพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูงถึง 5-6 ตัน ต่อไร่ ทีเดียว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการปลูกฟักทอง หรือเมล็ดพันธุ์ฟักทองพันธุ์ใหม่ “สวนคุณลี” ติดต่อได้ที่ โทร. (081) 886-7398 หรือช่องทางเฟซบุ๊ก เพจ สวนคุณลี

……………………..

พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, มติชนสุดสัปดาห์ และศิลปวัฒนธรรม ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น!  คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ม.เกษตร รุกแผนงานยุวชนอาสา เพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย ที่กาฬสินธุ์
บทความถัดไปกยท. เผยโฉมพันธุ์ยางพาราใหม่ RRIT 3904 ลูกผสมพันธุ์ไทย ปลูกง่าย โตไว น้ำยางเยอะ ต้านทานโรค