รัชดา สีเทา คนเมืองแพร่ ปลูกไผ่หวาน 8 ไร่ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว

เมื่อเอ่ยชื่อพระธาตุช่อแฮ ปูชนียสถานอันสำคัญของเมืองแพร่ หายากที่จะมีคนบอกว่าไม่รู้จัก เพราะนักท่องเที่ยวจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เมื่อไปท่องเที่ยวเมืองเหนือแล้วมักจะแวะกราบไหว้นมัสการพระธาตุช่อแฮก่อนที่จะขึ้นไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นในเมืองเหนือ เช่น น่าน เชียงราย พะเยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทัวร์ 9 วัด แล้วก็มักจะไม่พลาดที่จะต้องไปกราบไหว้พระธาตุช่อแฮ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะผู้ที่เกิดปีขาลหรือปีเสือ เพราะพระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุสำหรับผู้เกิดปีขาล

คุณรัชดา สีเทา ปลูกไผ่หวาน 8 ไร่

ที่ตำบลป่าแดง และตำบลช่อแฮ เป็นตำบลที่มีการปลูกไผ่หวานมีชื่อเสียงของจังหวัดแพร่ เพราะต้นกำเนิดของไผ่หวานพันธุ์นี้จะไปจากแหล่งตำบลช่อแฮนี้ ต้นกำเนิดของไผ่หวานพันธุ์นี้ แรกเริ่มไปจากจังหวัดน่าน ประมาณ 30-40 ปีผ่านมาแล้ว สมัยนั้นบริเวณเขตตำบลป่าแดง ชาวบ้านมีอาชีพทำใบชาเมี่ยง หรือสวนเมี่ยง บริเวณภูเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่าน มีเขื่อนขนาดใหญ่ กักแม่น้ำน่านไว้ เรียกว่า เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งใครๆ ก็รู้จัก บริเวณเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเขตติดต่อกันระหว่างตำบลป่าแดง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ จากตำบลป่าแดงเข้าไปเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นถนนเชื่อมต่อกันตัดเข้าไปบริเวณไหล่เขา ถนนสายนี้ตัดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อลำเลียงอาหารไปให้ทหาร…ชาวบ้านอาศัยถนนเส้นนี้ทำมาหากิน โดยไปจับจองที่บนไหล่เขาเพื่อทำการเกษตร เช่น ปลูกทุเรียน ทำสวนลำไย ทำไร่ชา กาแฟ เพราะอากาศเย็นตลอดทั้งปี มีต้นไม้เบญจพรรณมากมาย ปัจจุบันเป็นเขตวนอุทยานแห่งชาติของกรมป่าไม้

หน่อสวยๆ

เช่นเดียวกับครอบครัวของ คุณน้อย หรือ คุณรัชดา สีเทา…พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ได้จับจองที่ทำกินไว้ 7-8 ไร่ ติดลำห้วยแม่ก๋อน เช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ ในละแวกตำบลป่าแดง ต่างก็มาจับจองกันครอบครัวละ 2-3-10 ไร่ คุณรัชดา หรือชาวบ้านทั่วไปเรียก ป้าน้อย หรือ พี่น้อย ก็แล้วแต่ พ่อแม่ได้จับจองไว้นานแล้ว เมื่อก่อนปลูกผักชะอม กาแฟ ราคาผักชะอมฤดูแล้งนั้นมีราคาดี กิโลกรัมละ 100 กว่าบาทขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพ่อแม่ป้าน้อยก็แก่ชรากันหมดแล้ว หน้าที่ของป้าน้อยต้องรับมรดกตกทอดทำสวนผักต่อ

คุณน้อย เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า แต่ก่อนน้องชายและแม่เป็นคนทำสวนผักชะอม สำหรับคุณน้อยเธอมีอาชีพขับรถส่งนักเรียน หรือรถโดยสารสองแถว ระยะหลังหันมาทำการเกษตรเต็มตัว

หน่อไผ่หวานช่อแฮ ที่ตัดสดออกจากกอ

คุณน้อย เล่าว่า เห็นญาติๆ ปลูกไผ่หวานได้เงินกันดี ปลูกเพียง 2 ไร่ มีรายได้สัปดาห์ละ 5,000-6,000 บาท ในระยะนอกฤดู ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน (4 เดือน) ระยะฤดูแล้งนี้ชาวบ้านนิยมกินหน่อไม้ในหน้าแล้ง เพราะรสชาติดี หน่อจะหวาน หอมกว่าในฤดูฝน จึงขายได้ราคาดี ไม่ต้องไปขายที่ไหนหรอก จะมีแม่ค้าพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงหน้าสวน เรียกได้ว่า 2 ไร่ มีรายได้หลักแสนบาท ต่อ 1 ปี นับว่าไม่เลว เฉพาะหน่อไผ่หวานนี้อย่างเดียว ไม่รวมกับผักชะอมด้วย เนื่องจากไผ่หวานพันธุ์นี้จะให้หน่อดกในฤดูแล้ง ซึ่งจะให้หน่อก็ต่อเมื่อมีน้ำพอเพียง ที่ดินของคุณรัชดาอยู่ติดลำห้วยแม่สาย มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ความได้เปรียบอยู่ตรงนี้ และที่ดินของคุณน้อยอยู่เหนือลำห้วยเลยได้เปรียบกว่าที่ดินแปลงอื่น คุณน้อยจึงตัดสินใจปลูกหน่อไผ่หวานทั้งหมด 2 แปลง แปลงละ 4 ไร่ แต่ละแปลงห่างกันเพียง 1-2 กิโลเมตร 1 ไร่ ปลูก 150 กอ 4 ไร่ เท่ากับ 600 กอ

ปลูกได้ 1 ปีเศษ ก็เริ่มตัดหน่อขายได้เลย สิ่งที่ต้องลงทุนคือ ค่าต้นพันธุ์ ต้นละ 70 บาท เท่ากับ 40,000 บาท ในครั้งแรกโดยกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 100,000 บาท และก็ใช้หนี้ได้หมดภายใน 1 ปีเท่านั้น นอกจากใช้หนี้หมดแล้วก็ยังมีเงินเหลืออีก

หน่อไผ่หวานออกหน่อเร็วมาก 2 วัน ก็โผล่ออก

ต้นทุนในการทำให้หน่อไม้ออกหน่อก็คือ ค่าน้ำมันในการสูบน้ำเข้าใส่แปลงหน่อไม้ ค่ากำจัดวัชพืช ค่าปุ๋ย ใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และเคมีผสมกัน เพื่อบำรุงหน่อไม้ให้สมบูรณ์ พร้อมออกหน่อให้เก็บเกี่ยวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ตอนปลูกครั้งแรกต้นหน่อไม้ยังเล็กอยู่ ต้องให้ความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง คุณน้อยจะใช้ต้นกล้วยที่ตัดเอาเครือออกไปแล้วมาตัดเป็นท่อน ประมาณ 80-90 เซนติเมตร แล้วผ่าครึ่ง ใช้ต้นกล้วยตัดท่อนผ่าซีกวางทับไว้บนกอของต้นหน่อไม้ เพื่อให้ความชุ่มชื้น หรือบางทีก็ใช้ฟางข้าวรองพื้นก่อน แล้วใช้ท่อนกล้วยทับอีกชั้น เมื่อรดน้ำกอไผ่หวานจะเก็บความชื้นไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องรดน้ำบ่อย สวนหน่อไม้ของคุณน้อยซึ่งอยู่ใกล้ริมห้วย ไม่ต้องลงทุนมากเหมือนที่ดินที่ห่างจากแหล่งน้ำ ต้องลงทุนขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ ต้องลงด้วยเงินแสนทั้งนั้น

ทางเข้าวัดพระธาตุช่อแฮ ปูชนียสถานอันสำคัญของจังหวัดแพร่ และภาคเหนือ

ดังนั้น ที่ดินของใครอยู่ติดลำห้วยจะมีราคาแพงกว่าที่ดินที่อยู่ห่างจากแหล่งน้ำ ใครมาขอซื้อที่ดินให้ราคาแพงแค่ไหนก็ไม่มีใครยอมขาย นอกเสียจากคนที่ไม่ค่อยขยันทำมาหากิน พ่อแม่มีที่ดินให้ทำกิน ขายกินกันหมด คนประเภทนี้ก็มีกันเยอะ

ในฤดูแล้งคุณน้อยจะต้องจ้างคนมาช่วย 1-2 คน เพื่องานตัดแต่งกอไผ่หวานให้สำเร็จทันเวลาในการทำหน่อ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม (2 เดือนนี้) ต้องตัดแต่งกอไผ่ด้วยการตัดลำแก่ออก กอไผ่หวาน 1 กอ จะมีลำต้นขึ้นมาประมาณ 20-25 ลำ ต้องตัดลำแก่ออกให้หมด โดยตัดตรงกลางกอออก ให้ลำไผ่แต่ละลำอยู่ห่างกันเข้าไว้ ตัดลำแก่ออกกองไว้ แล้วขนย้ายออกมาวางกองไว้ข้างถนน เพื่อรอให้คนเผาถ่านมารับซื้อ ซึ่งลำไผ่ที่แก่จัดนี้นอกจากเผาถ่านแล้วยังเอามาทำรั้ว เล้าไก่ คอกวัวควาย ได้ดีเยี่ยม ลำไผ่หวานช่อแฮนี้แปลกประหลาดคือ ปลวก มอด ไม่นิยมเลย ใช้ทำโรงเรือนเพาะเห็ดก็ได้ ดังนั้น ลำไผ่แก่นี้ขายได้ลำละ 5-10 บาท

ตลาดต้องการ

เมื่อสางกอตัดลำออกหมดแล้ว ก็ขนปุ๋ยอินทรีย์คือ มูลวัว มูลไก่ มูลหมู ฯลฯ ไปโรยรอบๆ กอ กอละประมาณ 2 กระสอบปุ๋ย แล้วใช้จอบขุดรอบๆ กอให้ปุ๋ยเหล่านี้ลงไปในดินรอบๆ กอให้ทั่ว จากนั้นใช้ฟางคลุมรอบกอ ทับด้วยต้นกล้วย และเริ่มให้น้ำทันที สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ ถ้าไม่พอเพียงอาจจะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 เพิ่มเข้าไปอีก กอละ 1 ลิตร โรยรอบๆ กอ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หน่อไม้ 600 กอ ใช้ประมาณ 600 กิโลกรัม เมื่อรดน้ำให้ปุ๋ยแล้ว รอประมาณ 20 กว่าวัน หน่อไม้ก็จะแทงหน่อให้ตัดขายได้อีก

ไผ่หวาน อายุได้ 1 ปีเศษ จะตัดได้กอละ 3-4 หน่อ จะได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ต่อหน่อ จะได้ครั้งละ 300-400 กิโลกรัม ในเดือนมกราคมได้กิโลกรัมละ 10 บาท ก็จะได้ครั้งละ 15,000-20,000 บาท มีเท่าไรแม่ค้าพ่อค้ารับหมด เพราะในระยะฤดูแล้งนี้ พืชผักขาดตลาด พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อหน้าสวนจะนำไปล้างตัดแต่งบรรจุถังเย็นเป็นหน่อไม้สด ส่งไปยังตลาดกลาง ต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ เรียกว่ามีเท่าไรรับไม่อั้น คนเหนือ อีสาน นิยมกินหน่อไม้สด เขาจะตัดตั้งแต่เช้าตรู่ 7 โมงเช้า พอประมาณ 11 โมง รถก็จะมารับถึงสวน พอบ่ายโมงเศษก็จะบรรทุกไปส่งยังจังหวัดต่างๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ฯลฯ เรียกได้ว่ากลุ่มเกษตรกรปลูกไผ่หวานช่อแฮนี้รับทรัพย์ไม่อั้น ไม่ต้องใช้ที่ดินเป็นร้อยๆ ไร่ อย่าง มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งราคาต่อกิโลกรัมผิดกัน อ้อย กิโลกรัมละ 80 สตางค์ มันสำปะหลัง กิโลกรัมละ 2 บาท ต้องปลูกเป็นร้อยไร่ถึงจะเห็นเงินแสน แต่ปลูกไผ่หวานฤดูแล้งเพียงระยะเวลาแค่ 3-4 เดือน ก็เห็นเงินหลายแสน

ตัดหน่อสดตอนเช้ามืด รอแม่ค้าพ่อค้ามารับซื้อในสวน

นอกจากทำหน่อนอกฤดูแล้ว คุณรัชดา ยังทำกิ่งพันธุ์หรือต้นพันธุ์จำหน่ายด้วย ซึ่งการทำต้นพันธุ์ไผ่หวานช่อแฮจะใช้วิธีขุดเหง้าอย่างเดียวเท่านั้น ต้นแม่พันธุ์ที่จะใช้ทำพันธุ์ได้นั้นต้องมีอายุตั้งแต่ 20 เดือนขึ้นไป ถึงจะเป็นต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ

สำหรับที่สวนไผ่หวานของคุณน้อย จะขุดเหง้าเมื่อมีคนต้องการ เมื่อมีคนต้องการก็จะขุดต้นพันธุ์จากกอไผ่หวานขึ้นมา แล้วบรรจุใส่กระสอบปุ๋ย กระสอบละ 20 ต้น แล้วรดน้ำ ใส่น้ำยาเร่งรากในถุง ใช้ผ้าคลุมไว้ประมาณ 20 วัน ก็นำลงปลูกได้เลย (สำหรับในฤดูฝน) และในฤดูแล้งต้องทำระบบน้ำเอาไว้ก่อน ขุดหลุมห่างกัน 2×3 เมตร แล้วต่อท่อน้ำทำเป็นระบบน้ำหยดลงในหลุม แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์

วิธีการปลูกไผ่หวาน

วิธีการเตรียมดิน… มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่เพื่อเตรียมความอุดสมบูรณ์ให้กับลำต้นของไผ่ในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมให้น้ำกับไผ่อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 วันครั้ง และกำจัดวัชพืชภายในแปลงให้สะอาด พร้อมนำฟางข้าวมาคลุมโคนต้นไผ่เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดี และคลุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นด้วย

การให้ปุ๋ย…มีการให้ปุ๋ยเคมีเล็กน้อย โดยผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ ปุ๋ยที่ใช้คือ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ขีด

งานตัดแต่งกิ่ง…มีการตัดแต่งกิ่งและลำต้น โดยตัดลำต้นที่ขึ้นกลางออกให้หมด เพื่อให้หน่อไม้บริเวณริมกอและเก็บเกี่ยวผลผลิตง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ หน่อมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี สะดวกในการดูแลรักษา โรคแมลงไม่รบกวน โดยตัดแต่งกิ่งและลำต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อนใส่ปุ๋ย

การกำจัดวัชพืช…จะใช้แรงงานคน ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัด วัชพืชที่กำจัดแล้วจะนำไปเลี้ยงสัตว์และทำปุ๋ยหมักภายในแปลง

สนใจซื้อผลผลิต หน่อพันธุ์ รวมทั้งรายละเอียดเพิ่มเติมในการปลูกและดูแลรักษา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณรัชดา สีเทา อยู่บ้านเลขที่ 62/2 หมู่ที่ 2 ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 062-895-5354

บทความก่อนหน้านี้“กลุ่มแปรรูปปลาบ้านห้วยบงตรา ๑ เดียว” หนองบัวลำภู มีปลาส้มเงินล้าน จากแหล่งน้ำธรรมชาติ
บทความถัดไปโสนบานเช้า เข้ายาเย็น เป็นอาหารยอด