เกษตรกรหนองม่วงไข่ แนะเทคนิคปลูกพริกหนุ่มคุณภาพ ให้ผลผลิต 8 ตัน/ไร่ ทำรายได้ตลอดปี

“พริก” จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีปริมาณการบริโภคสูง ทั้งในทางการค้าปลีกในประเทศ ในเชิงอุตสาหกรรม และการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งนับเป็นตลาดส่งออกพริกสำคัญของไทย (ข้อมูลกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ)

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกพริกทั้งหมด 167,443 ไร่ มีผลผลิตทั้งสิ้น 283,515 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี หนึ่งในพริกที่ได้รับความนิยมคือ “พริกผลใหญ่” อย่าง “พริกหนุ่มเขียว” ปลูกกันมากในแถบภาคเหนืออย่างเชียงใหม่, น่าน และแพร่ (ข้อมูลการเพาะปลูกประจำปี 2562 จากกรมส่งเสริมการเกษตร)

สำหรับจังหวัดแพร่นั้นมีแหล่งปลูกพริกใหญ่ที่สุดอยู่ใน “อ.หนองม่วงไข่” มีพื้นที่ปลูกกว่า 1,800 ไร่ โดยเกษตรกรที่นี่นิยมปลูกพริกกันมามากกว่า 30 ปีแล้ว จนปัจจุบันได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐเข้าสู่โครงการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานการผลิตสู่ระบบเกษตรปลอดภัย (Good Agriculture Practices: GAP) ลดการใช้สารเคมี ด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ และการจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในกำลังสำคัญของโครงการพริกแปลงใหญ่ อ.หนองม่วงไข่ ที่เราอยากพาไปรู้จักนั้นก็คือ คุณปรียา อุดขันจริง วัย 52 ปี แห่ง ต.แม่คำมี อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ เกษตรกรหญิงคนเก่ง ที่มีจุดเริ่มต้นเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวมาก่อน ด้วยปัญหาสุขภาพจึงต้องเปลี่ยนอาชีพสู่เกษตรกร แต่ด้วยความตั้งใจเรียนรู้ เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ทำให้คุณปรียา สามารถปลูกพริกหนุ่มเขียวให้สมบูรณ์ ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 8 ตัน/ไร่ เลยทีเดียว ไปดูกันว่าเธอมีเคล็ดลับการบำรุงยังไงบ้าง?

 

คัดเลือก “สายพันธุ์” จุดเริ่มต้นความสำเร็จ
ได้ผลผลิตดี มีตลาดรองรับ

คุณปรียา เล่าย้อนให้ฟังว่า ด้วยความที่ตนเองมีพื้นที่จำกัดเพียง 1 ไร่ 2 งาน การเลือกสายพันธุ์พริกที่จะปลูกจึงเป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ต้องพิจารณาทั้งเรื่องความทนต่อสภาพอากาศ ปริมาณผลผลิตต้องสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด จากนั้นจึงค่อยๆ หาความรู้จากเกษตรกรที่มีประสบการณ์ เธอจึงพบว่าในพื้นที่บางส่วนมีการปลูกพริกพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งแม้ว่าพริกพื้นเมืองนั้นจะมีความทนโรคได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ว่าให้ผลผลิตที่ต่ำ สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 2-3 มีด จึงไม่ตอบโจทย์ด้านปริมาณผลผลิตของเธอ

คุณปรียา จึงตัดสินใจทดลองปลูกพริกพันธุ์ลูกผสมคือ “พริกหนุ่มเขียวหยกสยาม” เพราะศึกษามาว่า เป็นพริกที่ให้ผลผลิตดก ทนโรค รูปทรงผลตรง สีมันวาว เนื้อหนา และทนต่อการขนส่ง ซึ่งเมื่อปลูกแล้วก็พบว่าให้ผลผลิตดีจริง จนปัจจุบันปลูกต่อเนื่องมามากกว่า 5 ปีแล้ว

“จุดเด่นของพริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยามคือ เมล็ดพันธุ์ได้มาตรฐาน อัตรางอกสูงมาก สำหรับพี่คืองอกถึง 99% ทำให้เราประหยัดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ ส่วนในแง่ของผลผลิตนั้นก็ดกมาก เรียกได้ว่ายิ่งเก็บก็ยิ่งดก แล้วเราสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายระยะตั้งแต่พริกเขียว จนพริกแดง ผลผลิตได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ผลตรง เนื้อหนา แน่นตึง ทนทานต่อการขนส่ง” คุณปรียา เล่าประสบการณ์ให้ฟัง

“การเตรียมแปลง”
ต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ใช้เวลากว่า 3 เดือน

สำหรับเรื่องการเตรียมแปลง คุณปรียา เน้นว่าตนเองนั้นเป็นคนที่เตรียมดินด้วยความประณีตมาก ใช้เวลานานถึง 3 เดือน ไถดินอย่างน้อย 3 รอบ เพราะว่าการเตรียมดินที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะช่วยให้ต้นพริกเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการลดปัญหาโรคพืชได้ด้วย

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการหว่าน “เมล็ดปอเทือง” ทิ้งไว้ 38-40 วัน รอจนปอเทืองต้นประมาณ 1-2 ฟุต และเริ่มออกดอก

ขั้นตอนที่ 2
หว่าน “โดโลไมต์” ลงในแปลงปอเทือง จากนั้นจึงไถกลบรอบแรก และพักดินไว้ 1 เดือน โดโลไมต์นั้นมีคุณสมบัติป้องกันเชื้อราและช่วยเพิ่มแคลเซียมในดิน ส่วนปอเทืองจะกลายเป็นปุ๋ยพืชสดที่มีไนโตรเจนสูง ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของดินได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนที่ 3
หว่าน “ปุ๋ยคอก” ลงในแปลง จากนั้นไถพรวน และพักดินทิ้งไว้อีก 1 เดือน โดยปุ๋ยคอกนั้นเป็นอินทรียวัตถุช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุย

ขั้นตอนที่ 4 เติมธาตุอาหารในดินด้วย “ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15” อัตรา 100 กก./ไร่ จากนั้นไถพรวนรอบสุดท้าย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับกล้าพริกให้เจริญเติบโตได้ดีในระยะแรก

ขั้นตอนที่ 5
พ่นสารชีวภัณฑ์ “ไตรโคเดอร์มา” ป้องกันเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรครากเน่า-โคนเน่าในพริก

เมื่อเตรียมดินเสร็จทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว คุณปรียาจะเริ่มปูพลาสติกคลุมดินด้วยระยะห่างระหว่างต้น 50X50 ซม. เนื่องจากหากชิดกว่านี้จะทำให้กิ่งพริกชนกันมากเกินไป หรือหากใช้ระยะห่างกว่านี้ จะทำให้ต้นพริกถูกลมพัดล้มได้ หลังจากปูพลาสติกคลุมแปลงเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถลงกล้าพริกได้ โดยกล้าพริกนั้นจะใช้เวลาเพาะประมาณ 25-30 วัน

ทั้งนี้ ที่แปลงพริกของคุณปรียา จะไม่ได้ใช้วิธี “ยกร่อง” เหมือนแปลงพริกบางพื้นที่ เนื่องจากลักษณะดินเป็นดินทรายที่สามารถระบายน้ำได้ดีอยู่แล้ว หากยกร่องไปสักระยะ ดินก็จะค่อยๆ คืนตัวมาอยู่ระนาบเดียวกันในที่สุด เกษตรกรปลูกพริกจึงควรศึกษาลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ตนให้ดี เพื่อที่จะวางแผนการปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปรับใช้ “ระบบน้ำพุ่ง” แก้ปัญหาเชิงพื้นที่
พริกได้น้ำสม่ำเสมอ

“พริกนั้นเป็นพืชที่ไม่ชอบดินแฉะ แต่ขาดน้ำไม่ได้” ระบบน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หลายคนคงเคยได้ยินการปลูกพืชใน “ระบบน้ำหยด” ที่ใช้ท่อพีอี (PE) วางใต้พลาสติกคลุมดิน โดยมีหัวจ่ายน้ำอยู่บริเวณต้นพืช คุณปรียา เคยปลูกพริกในระบบน้ำหยดเช่นกัน แต่ด้วยความที่ดินในพื้นที่เป็นดินทราย ทำให้เศษดินอุดตันในท่อพีอี (PE) ได้ง่าย พริกบางต้นจึงขาดน้ำ โดยที่ตรวจสอบลำบาก เพราะว่าท่อนั้นวางอยู่ใต้พลาสติกคลุมดิน เธอจึงเปลี่ยนมาใช้ “ระบบน้ำพุ่ง” แทน

ระบบน้ำพุ่งนั้นคือการใช้ “สายเทปน้ำ” วางพาดบนพลาสติกคลุมแปลง ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างแนวต้นพริก 2 แถว วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้สายเทปน้ำไม่อุดตันแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกด้วย เพราะรัศมีของสายเทปน้ำจะพุ่งกระจายออกไปยังต้นพริกทั้งสองแถว ทำให้ใช้สายเทปน้ำเพียงเส้นเดียวต่อการปลูกพริก 2 แถว

เติมธาตุอาหาร “ระบบฝัง-ระบบน้ำ”
เทคนิคช่วยให้พริกดก-ออกผลเร็ว

นอกจากการบำรุงพริกด้วยธาตุอาหารที่เหมาะสม “ถูกสูตร ถูกช่วงเวลา” แล้ว เทคนิคสำคัญของคุณปรียา ที่ช่วยให้ต้นพริกสมบูรณ์ แตกข้อดี ให้ผลผลิตเร็ว อยู่ที่ “วิธีการ” ด้วยเช่นกัน

คุณปรียา เล่าให้ฟังว่า ปกติพริกหนุ่มเขียวนั้นจะเริ่มให้ผลผลิตหลังลงกล้าประมาณ 90-95 วัน แต่พริกที่แปลงของเธอนั้น สามารถให้ผลผลิตหลังปลูกประมาณ 65-70 วันเท่านั้น และสามารถเก็บผลผลิตเฉลี่ยได้ถึง 8 ตันต่อไร่ ปัจจัยสำคัญนั้นมาจากการดูแลต้นพริกไม่ให้โทรม ได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสมทุกช่วงอายุ โดยที่แปลงนั้นจะแบ่งการบำรุงออกเป็น 2 ระบบ คือ “ระบบน้ำ” และ “ระบบฝังดิน”

การให้ปุ๋ย “ระบบน้ำ” หมายถึง การประยุกต์ละลายปุ๋ยเม็ดกับน้ำก่อนนำไปรดที่ต้นพริก ช่วยให้ “ช่วงพริกต้นเล็ก” ที่ยังมีปริมาณรากฝอยยังไม่มาก ได้รับธาตุอาหารง่ายขึ้น และช่วยให้ “ช่วงพริกโต” ในระยะเก็บเกี่ยว ได้รับธาตุอาหารทันทีหลังเก็บผลผลิต

การประยุกต์ให้ปุ๋ย “ระบบน้ำ” ด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู เม็ดปุ๋ยละลายน้ำง่าย พืชได้รับธาตุอาหารครบถ้วน

ส่วนการให้ปุ๋ย “ระบบฝัง” หมายถึง การฝังปุ๋ยไว้ในดินคล้ายกับเป็น “คลังอาหารสำรอง” เพื่อให้ต้นพริกค่อยๆ ได้รับธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดช่วง โดยหลุมที่ใช้ฝังปุ๋ยนั้นจะอยู่กึ่งกลางระหว่างต้นพริก 4 ต้น ตามแนวสายเทปน้ำพอดี ทุกครั้งที่รดน้ำต้นพริก เม็ดปุ๋ยก็จะค่อยๆ ละลาย ซึมไปเข้าสู่รากฝอยของพริก

โดยเทคนิคการ “ฝังปุ๋ย” นี้ เป็นวิธีที่คุณปรียา คิดค้นร่วมกับนักวิชาการเจียไต๋ในพื้นที่ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “ทำอย่างไรให้พริกได้รับธาตุอาหารเพียงพอ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการทดลองให้ปุ๋ยต้นพริกควบคู่กันทั้ง 2 ระบบ คุณปรียา พบว่า “การฝังปุ๋ย” นั้นเป็นวิธีการใช้ปุ๋ยที่คุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ตรงจุดมาก เมื่อผสาน “การฝังปุ๋ย” เข้ากับ “การให้ปุ๋ยระบบน้ำ” เหมือนเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพราะการให้ปุ๋ยพริกนั้นไม่ได้เน้นที่ปริมาณ แต่หัวใจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” ที่ช่วยให้ต้นพริกยืนระยะการให้ผลผลิตกับเรานานที่สุด

สำหรับช่วงเวลาในการบำรุงต้นพริก คุณปรียา จะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ตามการเจริญเติบโต ดังนี้

• ช่วงที่ 1 หลังลงกล้าพริก 7 วัน พริกยังคงต้นเล็ก ใช้ฮอร์โมน “อโทนิค” อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยเพิ่มปริมาณรากฝอยให้พืชดูดซับธาตุอาหารได้มากขึ้น

• ช่วงที่ 2 หลังลงกล้าพริก 10 วัน ยังคงเป็นระยะพริกเล็กที่ต้องเน้นความสมบูรณ์ของต้น โดยหากต้นยิ่งพร้อมเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งให้ผลผลิตเร็วขึ้น คุณปรียา จะเริ่มให้ปุ๋ยทั้ง 2 ระบบ คือ

“ระบบน้ำ” ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 3 กก. ละลายกับน้ำปริมาณ 200 ลิตร/ไร่ จากนั้นนำไปรดต้นพริกทันที ด้วยความถี่ทุก 5 วัน/ครั้ง ช่วยเร่งให้ต้นพริกสมบูรณ์ทั้งลำต้นและใบ สังเกตได้ชัดคือใบพริกจะใหญ่ สีเขียว สมบูรณ์

“ระบบฝัง” ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 อัตรา 3 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่หลุมๆ ละประมาณ 1 ช้อนชา โดยการฝังปุ๋ยในระยะนี้จะฝังด้วยความถี่ทุก 7 วัน/ครั้ง ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของต้นพริก

• ช่วงที่ 3 หลังลงกล้าพริก 20 วัน เป็นระยะพริกเริ่มแตกตาดอก จะเสริมการบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 เพิ่มทั้ง 2 ระบบ ช่วยให้ดอกสมบูรณ์ ขั้วเหนียว ไม่ร่วงง่าย

 “ระบบน้ำ” ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 1 กก. ผสมกับปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 2 กก. แล้วนำไปละลายกับน้ำปริมาณ 200 ลิตร/ไร่ จากนั้นนำไปรดต้นพริกทันที ด้วยความถี่ทุก 5 วัน/ครั้ง

“ระบบฝัง” ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กก. ผสมกับปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 2 กก. คลุกเค้าให้เข้ากัน และแบ่งใส่หลุมๆ ละประมาณ 1 ช้อนชา โดยการฝังปุ๋ยในระยะนี้จะฝังด้วยความถี่ทุก 7 วัน/ครั้ง

• ช่วงที่ 4 หลังเก็บพริกมีดที่ 4 เป็นต้นไป เป็นระยะที่พริกเริ่มให้ผลผลิตมากขึ้น ถือเป็นอีกช่วงหนึ่งที่สำคัญ เกษตรกรต้องคอยดูแลไม่ให้ต้นพริกโทรม ขาดธาตุอาหาร มิเช่นนั้นจะได้ผลผลิตที่ลดลงทันที

 “ระบบน้ำ” ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 1.5 กก. ผสมกับ ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 1.5 กก. ต่อน้ำ 200 ลิตร/ไร่ โดยจะรดหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตทันที

“ระบบฝัง” ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 อัตรา 1.5 กก. ผสมกับปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 1.5 กก. คลุกเค้าให้เข้ากัน และแบ่งใส่หลุมๆ ละประมาณ 1 ช้อนชา โดยจะเริ่มฝังปุ๋ยในวันถัดไป เช่น วันนี้ทำการให้ปุ๋ย “ระบบน้ำ” วันรุ่งขึ้นค่อยทำการให้ปุ๋ยใน “ระบบฝัง” จากนั้นในทุกๆ ครั้งที่เก็บผลผลิต ก็จะฝังปุ๋ยในวันถัดไป เช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะหยุดเก็บผลผลิต

คุณปรียา เผยเคล็ดลับว่า “แคลเซียม-โบรอน” ที่มีในปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู นั้นเป็นธาตุอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงพริกติดผล เพราะช่วยให้พริกมีสีเขียวสวย เนื้อหนาอย่างชัดเจน ช่วยลดต้นทุนในการฉีดพ่นแคลเซียมทางใบเพิ่ม นอกจากนี้ ยังช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวไว และยังคงรักษาระดับปริมาณผลผลิตให้ไม่ลดลงอีกด้วย

ทั้งนี้ คุณปรียา เน้นว่า หากเกษตรท่านใดต้องการประยุกต์ใช้ปุ๋ยเม็ดละลายน้ำเพื่อรดพืชผัก จำเป็นต้องเลือกปุ๋ยที่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วน เพราะหากปุ๋ยละลายน้ำไม่ดี นอกจากจะเสียเวลาแล้วยังสิ้นเปลืองธาตุอาหารไปกับกากปุ๋ยที่ละลายไม่หมดด้วย

 

“โรค-แมลง” ต้องป้องกัน ดีกว่าแก้
เพื่อพริกปลอดภัย ตามมาตรฐาน GAP

ภัยคุกคามสำคัญของพริกนั้นมีทั้งโรคพืชและแมลง โรคพืชอันดับหนึ่งนั้นคือ “กุ้งแห้ง” หรือแอนแทรคโนส ที่เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการคือผลพริกจะยุบเป็นรอยบุ๋ม ฉ่ำน้ำ เมื่อแผลขยายขนาด ส่วนกลางแผลจะมีเมือกสีดำ

ส่วนแมลงศัตรูพริกตัวหลักนั้นได้แก่ “เพลี้ยไฟ-ไรขาว” ลักษณะการเข้าทำลายจะคล้ายกันคือ ยอดอ่อน-ใบอ่อนจะหงิก ต้นชะงักการเจริญเติบโต

หากพบต้นพริกที่เป็น “โรคกุ้งแห้ง” เกษตรกรต้องรีบถอนแล้วนำไปทิ้งนอกแปลงทันที แต่หากต้นไหนอาการยังอยู่ในระยะเริ่มต้น คุณปรียา จะเร่งเสริมความแข็งแรงให้ต้นพริกด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู จะช่วยให้พริกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ ด้วยความที่คุณปรียา มีความมุ่งมั่นในการปลูกพริกให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงลดใช้สารเคมี หันมาใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนตามข้อกำหนดของกรมวิชาการเกษตร ทำให้พริกที่แปลงนั้นผ่านการรับรองมาตรฐาน “เกษตรปลอดภัย” (GAP) ดังนั้น การรับมือกับโรค-ศัตรูพืชจึงอยู่ในลักษณะ “ป้องกัน” เป็นส่วนใหญ่

โดยนอกจากการป้องกันด้วย “การเตรียมแปลง” ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น อีกปัจจัยสำคัญคือ “การจัดการแปลงให้โปร่ง” ช่วยลดการสะสมโรค ทำได้โดยการริดแขนงพริกที่ขึ้นใต้กิ่งแรกออกทั้งหมด พยายามให้อากาศในแปลงถ่ายเทได้มากที่สุด

และปัจจัยสุดท้ายที่มองข้ามไม่ได้คือ “ความแข็งแรงของต้นและผลพริก” โดยคุณปรียา อธิบายเพิ่มเติมว่า “การบำรุงพริกให้สมบูรณ์ ไม่ได้ช่วยแค่ในแง่คุณภาพและปริมาณของผลผลิตเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พริกต้านทานโรคได้ดีขึ้นกว่า 50% เกษตรกรบางรายจะให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการให้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม อย่างแคลเซียม-โบรอน

จุดนี้อันตรายมาก เพราะพริกที่ขาดแคลเซียม-โบรอน จะทำให้ผิวบาง เนื้อเยื่อมีรอยแตก เป็นสาเหตุให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย และหากควบคุมได้ไม่ดีก็อาจลามไปทั้งแปลงได้” คุณปรียาเผยถึงเคล็ดลับการทำเกษตรปลอดภัยให้ฟัง

 

เก็บผลผลิตจำหน่าย 3 ระยะ
ได้พริกคุณภาพ ตอบโจทย์ทุกตลาด

การเก็บผลผลิต “พริกหนุ่มเขียวหยกสยาม” จะแบ่งเป็น 3 ระยะคือ พริกเขียว, พริกก้ามปู และพริกแดง ตามตลาดที่แตกต่างกัน โดยพริกทุกระยะนั้นจะมีคนมารับซื้อกันถึงแปลง

สำหรับระยะเวลาเก็บเกี่ยว ให้นับจากดอกพริกชุดแรกบานไปประมาณ 28 วัน จะสามารถเก็บพริกมีดแรกได้ และจะเก็บมีดถัดไปอีกทุกๆ 7 วัน ตามระยะของพริก ดังนี้

• เดือนที่ 1-2 ของการเก็บเกี่ยว คือ “ระยะพริกเขียว” ผลพริกมีลักษณะเขียวตลอดผล สามารถเก็บได้ ประมาณ 8 มีด ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18-25 บาท/กก.

• เดือนที่ 3 หลังเก็บเกี่ยวครั้งแรกคือ “ระยะพริกก้ามปู” ผลพริกมีลักษณะสีเขียวแกมแดง ปลายผลติดสีแดงเพียงเล็กน้อย สามารถเก็บผลผลิตได้ 1 มีด เป็นพริกที่มีราคาสูงที่สุด เพราะจะส่งออกไปประเทศมาเลเซียทั้งหมด ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28-35 บาท/กก.

• ตั้งแต่เดือนที่ 4 เป็นต้นไปคือ “ระยะพริกแดง” ผลพริกมีลักษณะแดงเข้มเสมอกันทั้งผล ตลาดเรียกว่า “พริกซอส” เกษตรกรจะเก็บและเด็ดขั้วให้เรียบร้อยเตรียมส่งโรงงานผลิตซอสพริก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาท/กก.

คุณปรียา เผยว่า ผลผลิตที่แปลงของตนเองนั้นจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 ตัน/ไร่ ในขณะที่แปลงคนอื่นจะอยู่ที่ประมาณ 6 ตัน/ไร่ เท่านั้น ผลลัพธ์นี้มาจากการดูแลอย่างประณีตทุกขั้นตอน คอยบำรุงพริกอย่างเหมาะสมทุกช่วงอายุ พร้อมปรับปรุง-ประยุกต์ใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

และที่สำคัญ เธอย้ำว่า “ต้องเป็นคนที่หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ เมื่อเรียนรู้แล้วต้องบอกต่อ เพราะความรู้จะเกิดขึ้นไม่สิ้นสุดถ้าเราแลกเปลี่ยนกัน”

ปัจจุบัน คุณปรียา เป็นหัวเรือสำคัญในการรับหน้าที่ “ถอดบทเรียน” การปลูกพริกแปลงใหญ่ใน อ.หนองม่วงไข่ จากคนที่ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน และมีพื้นที่เพียงไร่เศษๆ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ถือเป็นตัวอย่างของ “ความพยายาม” อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ข้อมูลสินค้า และข่าวสารจากปุ๋ยตรากระต่าย เพิ่มเติมได้ที่
Facebook: www.facebook.com/puitrakratai/
YouTube: www.youtube.com/c/Puitrakratai
ข้อมูลสินค้าปุ๋ยตรากระต่าย : http://www.chiataigroup.com/business/fertilizer/puitrakratai

บทความก่อนหน้านี้ทีมหมอ-พยาบาล 15 โรงพยาบาลในพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีกำลังใจเสริมรับอาหารจากใจ ซีพีเอฟ หนุนไทยชนะ วิกฤตโควิดอีกครั้ง 15 โรงพยาบาลในพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีกำลังใจเสริมรับอาหารจากใจ ซีพีเอฟ หนุนไทยชนะ วิกฤตโควิดอีกครั้ง
บทความถัดไป“นมแพะ บ้านสวนไผ่ฟาร์ม” พรีเมี่ยมเกรด ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ทำรายได้เดือนละหลักแสน