สุรชัย สุขพร้อม เกษตรกรดีเด่น จังหวัดนนทบุรี ทำไร่นาสวนผสมไร้สารเคมี สร้างรายได้ทั้งปี

เกษตรกรไทยจำนวนมากเคยชินกับปลูกพืชเชิงเดี่ยว บางรายมีที่นาในเขตชลประทานก็ปลูกข้าวนาปี ทำนาปรังหมุนเวียนติดต่อกันในพื้นที่เดียวกันตลอดปี หากปีไหน ฝนดี ราคาข้าวดี ก็มีรายได้ก้อนโต แต่ปีไหน เจอฝนแล้ง น้ำท่วม ข้าวล้นตลาด ก็มีรายได้ติดลบ บางรายขาดทุนแทบหมดกระเป๋า

คุณสุรชัย สุขพร้อม หนุ่มชาวนา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 8 ตําบลบางแม่นาง อําเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เจอทางรอดจากวิกฤตพืชเชิงเดี่ยวเพราะได้รับโอกาสจากสำนักงานเกษตรอำเภอบางใหญ่เข้าอบรมความรู้เรื่องการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงที่ดินทำกิน ให้กลายเป็นไร่นาสวนผสม เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงทางการตลาด มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น ประเภทไร่นาสวนผสมประจำปี 2563 ของจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย

คุณสุรชัย สุขพร้อม เจ้าของสวน

พลิกชีวิตด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

คุณสุรชัย กล่าวว่า เมื่อก่อนตนเองทำไร่นาแบบเชิงเดี่ยว ได้มีโอกาสเดินทางกับสำนักงานเกษตรอำเภอบางใหญ่ไปศึกษาดูงาน โครงการส่วนพระองค์ จึงเกิดแนวคิดทำไร่นาสวนผสม โดยยึดหลักแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมใช้พื้นที่ทำไร่นาเพียงอย่างเดียว แต่ปรับเปลี่ยนมาเริ่มขุดบ่อปลา ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล และไม้ใช้สอย เป็นต้น ในหลักการ 30 : 30 : 30 : 10 ให้เหมาะกับพื้นที่ของผมเอง

“ผมแบ่งที่ดิน 30% ทำนา อีก 30% ปลูกไม้ยืนต้นและปลูกพืชผักสวนครัว อีก 30% ต่อมาเป็นสระน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งหรือช่วงที่น้ำเค็มรุกเข้าคลองชลประทาน ที่เหลืออีก 10% เป็นที่อยู่อาศัย ผมดำเนินชีวิตโดยยึดหลักพอกินพอใช้ เริ่มต้นจากการเพาะปลูกพืชทำกินในครัวเรือน ให้เพียงพอก่อนในอันดับแรก เมื่อมีกินเพียงพอแล้วจึงเริ่มแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เมื่อเหลือจากการบริโภค จึงขายให้กับผู้สนใจ ผมมีความเชื่อว่า เมื่อตัวเองบริโภคได้ ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านบริโภคได้ แสดงว่าผลผลิตต่างๆ เหล่านั้นมีคุณภาพดีสำหรับทุกคน” คุณสุรชัย บอก

ไร่นาข้าว

ใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว

ทุกวันนี้ คุณสุรชัยใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่า ที่ดิน 14 ไร่ เขาแบ่งปลูกข้าว 10 ไร่ ปลูกผัก 1 ไร่ เลี้ยงปลา 2 งาน ปลูกไม้ผลรอบๆ บ้าน เขาปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวหอมนิลจักรพรรดิ, ข้าวเหนียวแม่โจ้, ข้าว กข 43, ข้าวหอมช่อราตรี, ข้าว กข 77 เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย

เขาตั้งโรงสีชุมชนขึ้นสำหรับครอบครัวของเขา และเพื่อนเกษตรกรในชุมชน…แล้วยังมีผลพลอยได้จากโรงสีที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มคุณค่าได้มากมาย เช่น รำและปลายข้าว นำมาเลี้ยงไก่ เป็ด ปลา ทำปุ๋ยหมัก หากเหลือนำไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนแกลบนำมาทำปุ๋ยหมักและจำหน่ายแก่ผู้สนใจในราคากระสอบละ 10 บาท

สวนฟักทอง

ส่วนไม้ผลที่ปลูกแซมรอบแปลงนา เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า มะละกอ และมะนาว ใช้บริโภคในครัวเรือนก่อน เหลือจึงนำมาจำหน่าย แปลงไม้ผลเหล่านี้ ยังใช้เป็นแนวกันชนสำหรับป้องกันการฟุ้งกระจายของสารเคมีจากแปลงอื่นๆ อีกด้วย สินค้ามะม่วงของเขาเป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ที่ได้รับความนิยมจากตลาด เช่น  มะม่วงพันธุ์ยายกล่ำ มะม่วงอาร์ทูอีทู มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงเขียวใหญ่ มะม่วงน้ำดอกไม้มัน เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี

นอกจากนี้ เขายังมีผลไม้อื่นๆ ที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี เช่น กล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องพื้นบ้าน มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ พันธุ์แขกดำ มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร พันธุ์ทูลเกล้า และยังมีพืชผักสวนครัวนานาชนิด เช่น ถั่วฝักยาว ฟักแฟง มะระขี้นก ฟักทอง พริก มะเขือ เก็บผลผลิตออกขายได้ตลอดปี

มะม่วงในสวน

นอกจากพืชผักไม้สวนแล้ว ที่นี่ยังมีสินค้าสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อปลา ขนาด 2 งาน เลี้ยงปลาหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาหมอ จับปลาออกขายปีละ 2 ครั้งโดยใช้อวนลาก สินค้าปศุสัตว์ก็มี เขาเลี้ยงไก่ไข่และเป็ดไข่ เพื่อนำไปบริโภคในครัวเรือน ถ้าเหลือจากบริโภคจะนำไปจำหน่ายหน้าบ้าน

 

ไร่นาสวนผสม สร้างรายได้ตลอดปี

ทุกวันนี้ ไร่นาสวนผสมแห่งนี้สร้างรายได้หลายช่องทาง เพราะสามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี เขามีรายได้รายวัน จากการปลูกพืชผักสวนครัวและประมง ที่เหลือจากบริโภคเอง ได้ประมาณปีละ 8,000 บาท ส่วนรายได้รายเดือน มาจากการปลูกข้าว เมื่อก่อนปลูกข้าวแป้ง 5-6 บาท ต่อกิโลกรัม ได้เต็มที่ประมาณ 5,000-7,000 บาท ต่อเกวียน ปัจจุบันขายข้าวเปลือก ตันละ 10,000 บาท และมีสีแปรรูปขายเองด้วย กิโลกรัม 35-60 บาท แล้วแต่พันธุ์ข้าว รายได้ต่อปีประมาณ 360,000 บาท

ข้าวแป้ง ในที่นี้เป็นข้าวสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากแข็งมากคนกินไม่ได้ แข็งกว่าข้าวเสาไห้มาก

ผลิคภัฑณ์ข้าวกล้อง

นอกจากนี้ เขายังมีรายได้รายปี จากไม้ยืนต้นและไม้ผล เฉลี่ยปีละประมาณ 31,000 บาท ส่วนนาข้าว เขามีรายได้หมุนเวียนเข้ามาตลอด ปีหนึ่งจะปลูกข้าวได้ประมาณ 3-4 รอบ จุดเด่นแปลงนาแห่งนี้คือ ปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีความแตกต่างกัน กลายเป็นจุดขายที่โดดเด่น สร้างฐานลูกค้าได้จำนวนมาก

ข้าว กข 43 มีความโดดเด่นทางด้านสุขภาพที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำมากกว่าข้าวขาวปกติ ดัชนีน้ำตาล (GI) อยู่ที่ 40-45 เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่อยากอ้วน แต่อยากรับประทานข้าว

ประกาศเกียรติบัตร

ส่วน ข้าวหอมนิลจักรพรรดิ เป็นพ่อพันธุ์ของข้าวไรซ์เบอร์รี่ คุณสมบัติเหมือนกันทุกอย่าง แต่อร่อยและนุ่มกว่า ในตลาดไม่ค่อยนิยมปลูกมากนักเพราะว่าดูแลยาก และผลผลิตให้น้อยกว่า

ข้าวเหนียวหอมแม่โจ้ ข้อดีของข้าวเหนียวหอมแม่โจ้ คือหอมอร่อยและสามารถปลูกได้ตลอดปี

ข้าวทับทิมสยาม เป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า ข้าว กข 43 ถึงครึ่งหนึ่ง ดัชนีน้ำตาล (GI) อยู่ที่ 20-25

‘‘ข้าวของผมเหนือกว่าท้องตลาด ราคาถูกกว่า แถมปลอดสารเคมีและปุ๋ยเคมี ข้าวของผมเน้นเรื่องสุขภาพมากที่สุด สีของข้าวอาจจะไม่สวย แต่ผู้บริโภคได้รับประทานวิตามินที่ดีของข้าวอย่างเต็มที่’’ คุณสุรชัย กล่าวในที่สุด

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมกิจการไร่นาสวนผสมของคุณสุรชัยหรือสนใจอยากสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณสุรชัย สุขพร้อม ได้ที่ บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 8 ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เบอร์โทรศัพท์ (062) 658-1117 หรือเฟซบุ๊ก FB : Tt Orgnic Rice By Surachai

หน้าร้าน
คุณสุรชัยกับสวนฟักทอง

 

บทความก่อนหน้านี้ต้นรักแรกพบ นามเพราะ ดอกสวยความหมายดี ต่างประเทศนิยมนำมาเผาถ่าน
บทความถัดไปเมนูทุเรียน กินอย่างมีองค์ความรู้ เพื่อสุขภาพที่ดี