สวนอะโวกาโด “เทพนา” เทพสถิต ชัยภูมิ จำหน่ายผลผลิตและต้นพันธุ์แฮสส์ พร้อมพัฒนาสายพันธุ์ส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน

อะโวกาโด เป็นไม้ผลที่กำลังมาแรงของอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ปลูกได้ง่ายและเจริญเติบโตดีในสภาพอากาศที่เอื้อให้ผลผลิตดก และสมบูรณ์ในเรื่องขนาดและรสชาติที่แตกต่าง ทำให้เป็นที่สนใจของตลาด มีราคาสูงเป็นที่ถูกใจของเกษตรกรจึงหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น

“เทพนา” เป็นสวนอะโวกาโดขายผลผลิตและต้นพันธุ์ ตั้งอยู่เลขที่ 229 บ้านเทพพนา หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ สวน “เทพนา” ปลูกอะโวกาโดเฉพาะพันธุ์แฮสส์อย่างเดียว มีระบบการจัดสวนที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน แล้วยังจับมือกับภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจัดทำโครงการพัฒนาสายพันธุ์อะโวกาโดด้วยการเปิดศูนย์เรียนรู้ให้แก่เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตต้นพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา การแปรรูป ทั้งคุณภาพและการจัดการ ตอบรับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ทั้งยังวางเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้ดีขึ้น

คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เจ้าของสวนเทพนา ระหว่างตระเวนดูรอบสวน

ปลูกเชิงการค้า พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชน

คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เจ้าของสวน “เทพนา” กล่าวว่า สวนแห่งนี้ดำเนินการในรูปแบบของการค้าและพัฒนาชุมชนควบคู่กันไป ส่วนจุดประสงค์ของการพัฒนาสายพันธุ์อะโวกาโดเพื่อต้องการให้มีคุณสมบัติตรงตามสภาพดินฟ้าอากาศของพื้นที่ แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกร่วมหรือทดแทนพืชไร่ที่เคยทำอยู่ ทั้งนี้ ต้นพันธุ์ที่จำหน่ายมาจากฝีมือของชาวบ้านในชุมชนที่ผ่านการฝึกฝนจนมีทักษะความชำนาญเต็มที่ ถือเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทาง

นอกจากนั้น ยังจำหน่ายผลผลิตในลักษณะส่งเสริมการท่องเที่ยวเน้นขายหน้าสวน เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมความสวยงามและสัมผัสบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติของสวน “เทพนา” พร้อมชิมความอร่อยของอะโวกาโดแฮสส์ที่มีรสต่างจากที่อื่น โดยทางสวน “เทพนา” มีบริการห้องพักที่สะดวก สบาย ไว้ต้อนรับลูกค้านักท่องเที่ยวด้วย

รสมัน เนื้อเหนียว

เลือกเฉพาะพันธุ์แฮสส์ ตอบโจทย์ตลาดได้ดี

สวน “เทพนา” ปลูกและขายต้นพันธุ์เฉพาะแฮสส์จากหลายประเทศ มีพื้นที่ปลูก 2 ส่วน คือพื้นที่หลักในการผลิตและเรียนรู้มีจำนวน 30 ไร่ มีต้นพันธุ์อะโวกาโดพันธุ์แฮสส์ จำนวน 1,000 ต้น ประกอบด้วยสายพันธุ์เม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ส่วนสายพันธุ์ที่ใช้ปลูกเสริมเพื่อการช่วยในการผสมเกสรได้สายพันธุ์ Kona Sharwil (โคน่าชาร์วิล) กับอีกส่วนเป็นพื้นที่ลูกสวน จะเน้นปลูกสายพันธุ์  แฮสส์เม็กซิโกและนิวซีแลนด์ มีประมาณ 200 ไร่ ประมาณ 5,000 ต้น มีการร่วมมือในลักษณะส่งเสริมต้นพันธุ์ราคาถูกและจัดทีมดูแลคอยให้คำแนะนำตลอดเวลา

คุณวิเชียรเผยถึงเหตุผลที่เลือกปลูกเฉพาะพันธุ์แฮสส์ เพราะเท่าที่ศึกษาข้อมูลทั้งเรื่องการปลูกและการตลาดพบว่า แฮสเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุดของโลก ทั้งคุณภาพและราคา ผลผลิตต้านทานการเจาะทำลายของแมลงได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่น มีการปลูกจำนวนไม่มากในประเทศไทยเพราะเกษตรกรผู้ปลูกยังขาดองค์ความรู้เรื่องดูแลรักษา

ขณะเดียวกัน พื้นที่อำเภอเทพสถิตมีลักษณะทางกายภาพที่เอื้อและตอบรับการเจริญเติบโต สร้างคุณภาพผลผลิตอะโวกาโดเป็นอย่างดี ช่วยให้มีรสชาติดีเยี่ยมแตกต่างจากแหล่งปลูกอื่น แล้วที่สำคัญยังสามารถต่อยอดและแปรรูปเป็นการสกัดน้ำมันได้ดีกว่าทุกสายพันธุ์ โดยชี้ว่าในอนาคตทั้งการรับประทานผลสดและการแปรรูปหลายแบบจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ต้นอ่อนแฮสส์แคลิฟอร์เนีย ทนแดด โตเร็ว ในสภาพอากาศเมืองไทย

เริ่มต้นปลูกอะโวกาโดของสวน “เทพนา”

คุณวิเชียร บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองเพราะทนทานต่อโรค มีระบบรากที่หากินได้ดี และปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมภูมิอากาศของพื้นที่แถบชัยภูมิ เมื่อได้คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แล้วนำมาเพาะต้นอ่อน พอมีอายุประมาณ 60 วัน จึงนำยอดพันธุ์ดีมาเปลี่ยนในลักษณะของการเสียบยอดแบบฝานบวบหรือเข้าลิ่ม แล้วรอจนยอดพันธุ์ดีแข็งแรงสมบูรณ์ก็นำไปลงดินตามหลุมที่เตรียมไว้

 

การเตรียมดินและแปลงก่อนปลูก

การปลูกไม้ยืนต้น ต้องให้ความสำคัญเรื่องใต้ดินเพราะรากต้นไม้จะหากินใต้ดิน ก่อนปลูกอะโวกาโดต้อง เตรียมหลุมให้พร้อม ต้องขุดหลุมประมาณ 1 เมตร คูณ 1 เมตร ใช้ปุ๋ยคอกผสมแกลบดำ อัตราส่วน 1 : 2 แกลบดำ 1 ส่วนปุ๋ยคอก 2 ส่วน ใส่ในหลุมประมาณ 3 กระสอบ หรือประมาณ 120 ลิตร ใช้ดินที่ขุดขึ้นมาผสมให้เข้ากัน แล้วราดด้วยน้ำหมักอีเอ็มและสารกันเชื้อรา เช่น ไตรโคเดอร์มา เพื่อย่อยสลายและกำจัดเชื้อราเบื้องต้น ก่อนนำต้นกล้าอะโวกาโดลงปลูก

“แปลงปลูกในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน แต่ให้ความสำคัญเรื่องการระบายน้ำ อะโวกาโดไม่ชอบดินเหนียวอุ้มน้ำ เพราะเกิดโรครากเน่าได้ แปลงปลูกที่อยู่ในที่ราบลุ่ม มีน้ำขังก็ควรยกแปลงให้สูงขึ้น แต่พื้นที่บนที่สูงก็ไม่จำเป็น ระยะการปลูกโดยทั่วไปก็เริ่มตั้งแต่ 4 คูณ 5 เมตร ถึง 8 คูณ 8 เมตร ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น ต้องการเครื่องมือหนักวิ่งในสวนก็ต้องเว้นระยะให้เพียงพอ แต่ปกติถ้าสวนขนาดเล็กก็ใช้ระยะ 4 คูณ 5 เมตร จะปลูกได้ประมาณไร่ละ 50 ต้น”

สวน “เทพนา” พัฒนาแฮสส์ออสเตรเลียด้วยการเปลี่ยนยอด ทำให้ได้ต้นมีลักษณะทรงเตี้ย เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลจัดการ

การให้น้ำในระยะเริ่มแรกเป็นเรื่องสำคัญ

เนื่องจากบริเวณปลูกเป็นพื้นที่เนินเขา หน้าดินไม่สมบูรณ์ อีกทั้งผิวดินมีความเสื่อมโทรมเพราะเป็นดินลูกรัง แล้วเป็นอุปสรรคต่อการปลูกไม้ผลที่ต้องใช้น้ำในระยะเริ่ม ทั้งนี้ อะโวกาโดเป็นไม้ยืนต้นอายุประมาณ 80 ปี การให้น้ำมีความจำเป็นมาก การปลูกอะโวกาโดในสภาพปัญหาเช่นนี้จึงต้องคิดต่างด้วยการใช้หลักดึงรากลงลึกแนวดิ่ง ใช้น้ำเป็นตัวนำรากลงลึก หากให้น้ำชุ่มเฉพาะผิวดิน รากจะหากินเพียงด้านบนไม่ลงล่างจะเป็นปัญหาต่อการเจริญเติบโต

ดังนั้น ในระยะแรกจะต้องให้น้ำในหลุมที่ขุดไว้จนชุ่ม คอยตรวจสอบน้ำก้นหลุมโดยใช้ไม้หรือวัสดุแหลมแทงลงไปในหลุมเพื่อตรวจดูความชุ่มชื้นว่ามีเพียงใด พยายามให้ชั้นใต้ดินชุ่ม เพื่อบังคับให้รากลงไปตามความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งเป็นธรรมชาติของต้นไม้ ทั้งนี้ ปริมาณการให้น้ำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการอุ้มน้ำใต้ดินของพื้นที่นั้นด้วย แต่เมื่อผ่านไปสักประมาณ 8 เดือน รากต้นไม้จะลงลึกเกินหลุมที่ขุดไว้ สามารถหาแร่ธาตุใต้ดินได้เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตามธรรมชาติ แนวทางนี้ทำให้ประหยัดน้ำและปุ๋ยได้ รวมทั้งยังสร้างความแข็งแรงของระบบรากที่ช่วยยึดลำต้นได้ในภาวะที่เกิดภัยธรรมชาติ เช่น ลมแรงมีพายุ

ต้นนี้เข้าปีที่ 3 อยู่ระหว่างสะสมอาหาร คาดสิ้นปีได้ผลผลิตอย่างสมบูรณ์

การดูแลรักษาก่อนให้ผลผลิต

เริ่มจากต้นปีต้องมีการบำรุงเรื่องปุ๋ยและน้ำให้เพียงพอ หรือเรียกกันว่าการสะสมอาหาร สามารถใช้ได้ทั้งเคมีและอินทรีย์ หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันได้ เช่น ใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง ก่อนฝนและหลังฝน ใช้ปุ๋ยเคมีเสริมเดือนละครั้ง พอถึงสิ้นปี ต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ก็จะออกดอกติดผลผลิตตามวงรอบของต้นไม้

“อะโวกาโดสายพันธุ์แฮสส์จะเริ่มติดดอกออกผลประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคมของรอบปี ถ้าเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนมกราคมต้นปี จนถึงรอบการออกดอกปลายปีจะเริ่มติดดอกตั้งแต่ปีแรก เพราะต้นพันธุ์เป็นการเปลี่ยนยอดจากต้นแม่ที่ให้ผลผลิตมาแล้ว เมื่อเข้าสู่รอบการเป็นดอกก็จะออกดอกตามวงจรของสายพันธุ์ แต่ในปีแรกไม่ควรไว้ผลผลิตจำนวนมากเพราะลำต้นยังเล็กอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ ควรไว้แค่ต้นละ 1-2 ลูกเพื่อทดสอบคุณภาพและการดูแลรักษา ควรจะในช่วงที่ติดลูกควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ”

ผลผลิตลูกใหญ่ สมบูรณ์

ผลผลิตรุ่นแรกควรจัดการอย่างไร

ควรไว้ผลผลิตเมื่ออะโวกาโดมีอายุ 2-3 ปี ผลผลิตจะมีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง ได้ปริมาณ 15-30 กิโลกรัมต่อต้น สวน “เทพนา” เริ่มปลูกอะโวกาโดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2562 ผ่านมา 2 ปีกว่า มีผลผลิต 2 รุ่น รุ่นแรกมีจำนวนน้อยเพราะต้นยังเล็ก อายุเพียงปีเดียว พอเข้าปีที่สองและสาม ผลผลิตมีมากขึ้น สมบูรณ์ เก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม

เป้าหมายการตลาดคือการขายหน้าสวนแบบเป็นลูกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีขนาดผลที่ใหญ่เพราะมีจำนวนน้อย ประมาณ 4-5 ลูก ต่อ 1 กิโลกรัม ตั้งราคาขายไว้ที่ลูกละ 50 บาท ส่วนลูกตกเกรดจะขายแบบชั่งน้ำหนักให้กับกลุ่มผู้แปรรูปในราคา 150 บาท ต่อกิโลกรัม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผิวอะโวกาโดแฮสส์บนต้นจึงมีความมันวาว คุณวิเชียร เผยว่า อันนี้เป็นเทคนิคโดยใช้เปลือกกุ้งที่ย่อยสลายด้วยกรดอินทรีย์ซึ่งจะได้ไคโตซานธรรมชาติ แล้วนำไปฉีดพ่นใบ ดอก ทุก 10 วัน เพื่อยับยั้งเชื้อรา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ผิวมันวาว โดยวิธีนี้ช่วยลดต้นทุน ช่วยให้ประหยัดแล้วไม่ต้องใช้เคมี

“สำหรับต้นพันธุ์ใช้เวลาดูแลก่อนขายประมาณ 4 เดือน ขายที่สวนราคาต้นละ 80 บาท มีขนาดสูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ใช้เวลาปลูก 12 เดือนก็ได้ผลผลิต โดยพันธุ์นี้ตั้งแต่ดอกเริ่มบานสัก 50% บนต้นจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลาสะสมอาหารประมาณ 240 วัน อีกทั้งขณะเริ่มมีผลอ่อนจะมีดอกใหม่แตกขึ้นมาตลอดเวลา”

ต้นพันธุ์คุณภาพเพราะได้อากาศดี น้ำดี แสงดี

สวน “เทพนา” มีการวางแผนปลูกและขยายพันธุ์อะโวกาโดอย่างเป็นระบบ แล้วชักชวนชาวบ้านมาเรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ด้วยการเปลี่ยนยอดอย่างถูกวิธี อบรมการปลูก การดูแล ทำให้มีชาวบ้านที่สนใจเข้ามาเรียนรู้กันมากมาย จนทำให้สวน “เทพนา” กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เครือข่าย ศพก. อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

ไม่เพียงชาวบ้านในจังหวัดชัยภูมิที่ให้ความสนใจ แต่ยังมีชาวบ้านและผู้สนใจจากจังหวัดอื่นมาเรียนรู้จำนวนมาก พร้อมกับยังนำต้นพันธุ์กลับไปปลูกยังแหล่งพื้นที่หลายแห่งประสบความสำเร็จมีการขยายผลต่อยอด จนทำให้ต้นพันธุ์ขายดี สามารถขายได้จำนวนกว่า 3 หมื่นต้น ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วยังทำให้สวน “เทพนา” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

คุณวิเชียร เพิ่มเติมอีกว่า ต้นปี 2565 สวน “เทพนา” ได้จัดโครงการสวนอะโวกาโดแฮสส์ 4 ประเทศ 5 สายพันธุ์ที่นำมาปลูกในแปลงเดียวกัน ได้แก่ เม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ Kona Sharwil ซึ่งมีดอกเป็น Type B ใช้เสริมการติดผลผลิตของแฮสส์ที่มีดอกเป็น Type A และจากการทดลองปลูกพบว่าออกดอกพร้อมกัน โดย Sharwil เป็นพันธุ์ที่ควบคุมปริมาณการติดดอก

“สำหรับชาวบ้าน ผลตอบแทนจากการปลูกอะโวกาโดขาย 1 ต้น มีรายได้อย่างน้อย 1 หมื่นบาทต่อปี ถ้าปลูก 1 ไร่ จำนวน 30 ต้น จะมีรายได้ถึง 3 แสนบาทต่อปี (ขายราคาหน้าสวนผลละ 50 บาท) ตัวเลขนี้เป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านหันมาปลูกกันมากขึ้น

ดังนั้น คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจำนวนอะโวกาโดพันธุ์แฮสส์ที่ปลูกในตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต อาจมีจำนวนถึง 3 หมื่นกว่าต้น และการปลูกอะโวกาโดเพียงครั้งเดียวมีอายุอยู่ได้ถึง 80 ปี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนความคิดของชาวบ้านให้มาปลูกอะโวกาโดร่วมกับพืชไร่ เป็นแนวทางปลูกพืชผสมผสานแทนการปลูกเชิงเดี่ยว” เจ้าของสวน “เทพนา” ปิดท้าย

สำหรับท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ปลายปีนี้เข้าสู่หน้าหนาวเชิญชวนปักหมุดเที่ยวจังหวัดชัยภูมิ ไปชมธรรมชาติสัมผัสบรรยากาศสวยงามของป่าเขาและอากาศบริสุทธิ์ พร้อมชิมอะโวกาโดพันธุ์ แฮสส์ที่มีรสมัน เนื้อเหนียวแบบไม่เหมือนที่อื่น

สอบถามรายละเอียดสั่งซื้อพันธุ์หรือผลผลิตอะโวกาโดได้ที่ คุณวิเชียร “สวนอะโวคาโดเทพนา” หมู่บ้านเทพพนา ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ 091-871-1333

 

ขอบคุณ : สำนักงานเกษตรอำเภอเทพสถิต

ผู้สนใจเรียนรู้วิธีผลิตต้นพันธุ์
จัดทรงตอนอายุแปดเดือน มีความสวยงาม นำไปปลูกเป็นไม้ประดับบ้านได้
บ้านพักในสวนที่สะดวก สบาย รายล้อมด้วยบรรยากาศอะโวคาโด
บทความก่อนหน้านี้สาวสงขลา ปลูกข่าสู้โควิด-19 ส่งขายโรงงาน-ตลาดเพื่อนบ้าน ปลูกครั้งเดียวทำเงินนาน 10 ปี
บทความถัดไปซีพีเอฟ รับถ้วยพระราชทาน สถานประกอบกิจการที่มีระบบบริหารจัดการ ด้านแรงงานยอดเยี่ยม ประจำปี 2564