มุมมองการส่งออกข้าวไทยในปัจจุบัน จากปากของชาวนารุ่นใหม่

“เพราะตอนนี้ชาวนาก็คือ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฤดูกาลนี้ข้าวชนิดไหนจะราคาแพงราคาถูก เขาตอบไม่ได้เลยครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวงทั้งนั้นเลย” คุณณฎล สว่างญาติ

อีกหนึ่งมุมมองจากการพูดคุยในหัวข้อเรื่อง ข้าวไทยกับการส่งออก ที่บอกเล่าแง่มุมผ่าน คุณณฎล สว่างญาติ (ก้อง) เกษตรกรชาวนาแปลงใหญ่ผู้ปลูกข้าวอาร์เจ 22 ขายส่งให้กับภาคเอกชนเพื่อส่งออกข้าวไทยขายในต่างประเทศ

หากพูดถึงเรื่องการส่งออกข้าวในปัจจุบันสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า “ข้าวไทย” แม้จะขายได้ในตลาดแต่ก็ยังแพ้ข้าวจากประเทศเวียดนาม เพราะความได้เปรียบจากช่องว่างบางอย่างของข้าวไทย ที่พาข้าวเวียดนามไปสู่ความได้เปรียบ

“บังเอิญข้าวไทยเรามีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐที่ทำออกมาเอง หรือภาคเอกชนที่ออกมา มันหลากหลายจนเราแยกไม่ออกแล้วว่าข้าวที่มันออกมาชนิดไหน”

ยกตัวอย่าง ประเทศเวียดนาม จะมีข้าวอยู่แค่ 2 ประเภท คือ “ข้าวขาว” ที่ประเทศเขาเรียกว่า “ข้าวจัสมิน” ซึ่งข้าวขาวเท่ากับ “ข้าวแข็ง” ส่วนคำว่า จัสมิน ไม่ว่าจะเป็นข้าวประเภทไหน ถ้าเป็นข้าวพื้นนุ่มเป็นข้าวจัสมินทั้งหมด มันคือกลยุทธ์ทางการตลาดในการตั้งชื่อให้ขายได้

“แต่ประเทศไทยทำแบบเขาไม่ได้ครับ” ประเทศไทยแบ่งข้าวออกเป็น 3 ชนิด

  1. ข้าวขาว
  2. ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุม)
  3. ข้าวหอมมะลิ

และจากจุดนี้ทำให้วงการข้าวไทยมีจุดอ่อนจากข้าว 3 ประเภท การสร้างช่องว่างโดยไม่ตั้งใจ กับการกระโดดราคาข้าวขาวมาเป็นข้าวหอมปทุม ที่เห็นความต่างค่อนข้างเยอะ ยกตัวอย่างการคิดราคาจากภาพรวมของคุณณฎล สว่างญาติ

– ข้าวขาว อยู่ที่ 400 ดอลลาร์ 

– ข้าวหอมปทุม อยู่ที่ 700 ดอลลาร์ 

– ข้าวหอมมะลิ อยู่ที่ 900 ดอลลาร์ 

ซึ่งราคาข้าวไทยในต่างประเทศจะอยู่แถวๆ นี้ และช่องว่างตรงกลางที่มันหายไปตรงที่มันข้ามจาก 400 ดอลลาร์ ไป 700 ดอลลาร์ กลายเป็นเส้นทางหวานฉ่ำที่สร้างโอกาสให้เกิดช่องว่างของเวียดนาม ได้เข้าไปทำตลาด

ความฉลาดในการทำการตลาดของเวียดนามคือ การใช้ชื่อข้าวจัสมิน ในการจำกัดความเป็นข้าวพื้นนุ่มทั้งหมด ไม่ว่าจะสายพันธุ์อะไรถ้าพื้นนุ่มเท่ากับจัสมิน ทำให้ผู้ซื้อในตลาดต่างชาติเข้าใจว่าข้าวจัสมินคือ ข้าวหอมมะลิ

“ผู้ซื้อเขาก็ไม่รู้ละ ในเมื่อมันชื่อจัสมินเขาก็ซื้อข้าวอันนี้ประมาณ 500 เหรียญ มันก็จะถูกกว่าข้าวหอมปทุม แต่เขาได้ชื่อคำว่าจัสมินไง” 

สิ่งที่เราพลาดไปคือ การตั้งชื่อให้สามารถขายได้ในตลาด ด้วยความที่สายพันธุ์ของข้าวไทยมีการพัฒนาออกมาหลายสายพันธุ์หลากหลายชื่อ โดยเราไม่ได้นิยามโดยใช้ชื่อหลักและแยกหมวดหมู่ลงมา 

ที่สำคัญไม่ใช่แค่ “ข้าวสาร” หรือ “ข้าวพื้นนุ่ม” ที่ชาวนาทำกันอยู่ด้วยกรมการข้าว หรือหลายๆ หน่วยงานที่ทำข้าวมา ก็ไม่ได้ระบุว่าที่ตั้งชื่อข้าวมามันคือพันธุ์อะไร? ตัวอย่างก็เช่นกรมการข้าวที่ตั้งชื่อ กข หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นข้าวพื้นนุ่ม ข้าวขาว ข้าวสีม่วง ข้าวสีแดง ทั้งหมดนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นด้วยคำว่า กข 

พอข้าวถูกตั้งชื่อขึ้นต้นด้วย กข เวลาเราทำเสร็จปุ๊บจะไปคุยกับโรงสี เขาก็จะไม่เข้าใจว่าไอ้สิ่งที่เราทำมามันคือ “ข้าวชนิดไหน” โรงสีเขาก็ตีความให้มันเป็นข้าวที่ราคาถูกสุดหมด เพราะเขาไม่รู้ว่ามันเป็นข้าวประเภทไหน ประเภทเดียวกับหอมมะลิหรือไม่ หรือเป็นข้าวแข็งธรรมดา

ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากปัญหาเพียงแค่ชื่อ

คุณณฎลได้ยกตัวอย่างปัญหาที่ตัวเองเคยเจอมา “อย่างผมทำข้าว กข87 ตอนนั้นที่ข้าว กข87 เพิ่งเริ่มออกมาผมก็ให้สมาชิกทำ สุดท้ายผมก็ลองถามพี่ที่ท่าข้าว พี่ที่โรงสีว่ามีข้าวอย่างนี้ รับซื้อไหม สิ่งที่เขาตอบกลับมาคือ เขาไม่รู้จักข้าวชนิดนี้ พอเขาไม่รู้จักเขาก็ตีราคาและค่าให้ต่ำสุดหมดเลย อันนี้มันคือ เหตุที่มันเกิดกับชาวนา

หากถามว่าข้าวไทยยังส่งออกสู้กับข้าวจากประเทศอื่นได้หรือไม่? แน่นอนว่ายังขายได้ และสู้ได้อยู่ ด้วยคุณภาพข้าวที่เรามี แต่ในมุมกลับกันเราเองก็มีจุดบอดที่ทำให้มีคนเข้ามาแทรกในช่องว่างของราคาได้เสมอ

ถ้าเราจับจุดคุณภาพของข้าวไทยนำบางอย่างที่มีจุดเด่น ชูจุดนี้ขึ้นมา โดยใช้แนวคิดว่าทุกอย่างให้เอาไปทำแป้งอย่างที่คุณณฎลเคยคิดไว้ ซึ่งถ้าเราสามารถชูได้ว่าข้าวชนิดเดียวกันกับข้าวขาวจากประเทศไทย เมื่อนำไปแปรรูปเป็นเส้นจะได้ผลออกมาเป็นอัตราส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกัน

สมมติอย่างข้าว 1 กิโลกรัม แปรเป็นเส้นได้ 1 กิโลกรัม ข้าวต่างประเทศแปรรูปได้ 1 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นข้าวประเทศไทยแปรรูปได้ 1 กิโลกรัมกับ 2 ขีด ถ้าผู้บริโภคต่างชาติจ่ายเงินมากกว่า 10% แต่เขาได้ผลประโยชน์มากกว่า 20% เขาก็ซื้อเรา

“คำพูดที่ว่าข้าวขาวอันนี้ ก็ข้าวขาวเหมือนกัน ไม่ใช่สิ คุณต้องบอกได้ว่านี้คือ ข้าวขาวพรีเมี่ยม คุณซื้อแพงกว่าปกติ 10% แต่สุดท้ายคุณเอาไปหุงแล้วได้ข้าวมากกว่าเดิม 20% อย่างนี้อันนี้คือประโยชน์ที่เขาได้ แฟร์กันทั้งคู่ เขาจ่ายเพิ่ม 10% แต่เขาก็ได้ผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นไปอีก 20% คือเราต้องชูจุดเด่นอันนี้มา”

//////////////////////////////////////////////////

ถ้าอยากรู้จัก “ข้าวให้มากขึ้น” พบกันได้ที่ #งานมหัศจรรย์ข้าวไทย 2024 🍚 งานที่มัดรวมข้าว GI ที่หายากจากทุกสารทิศทั่วไทยมาไว้ในงานเดียว!

พร้อมเดินทัวร์ให้รู้ว่าข้าวไทยทำถึง กับนิทรรศการข้าวสุดอลัง ฟังเสวนาที่ครบรสทั้งความรู้และความบันเทิง จัดเต็มกับเวิร์กช็อป และการสาธิตสารพัดเมนูจากข้าวทั้งคาว-หวานครบรส #ข้าวไทย ก็ทำได้จริง แถมได้ช้อปปิ้งสินค้าเกี่ยวกับข้าวที่หลากหลายกันให้หนำใจ

มาชิมให้รู้ มาชมให้เห็นกับตาว่า #ข้าวไทยอร่อยที่สุดในโลก 📅 เตรียมตัวพบกันวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายนนี้ 🏬ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วยรถโดยสารสาธารณะ, รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสามย่าน ทางออกที่ 2 เข้าฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย