ชีวิตเหยิมเหยิม 1 ตอน อยู่ใกล้ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์

เหยิมเหยิม หมายถึง ช้าๆ เนิบนาบ เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่เมื่อมีใครถามว่า เหยิมเหยิมคืออะไร ฉันก็จะบอกว่า คือช้าๆ อย่างรื่นรมย์ คำหลังนี้ฉันใส่ไปเอง คล้ายเป็นสโลแกนของสวนแห่งนี้ “อยู่เหยิมเหยิมช้าช้าอย่างรื่นรมย์”

เหยิมเหยิมเป็นคำเมือง ภาษาเมือง ของล้านนาเชียงใหม่ (เชียงใหม่ หรือเมืองล้านนามีภาษาของตัวเอง) เดี๋ยวนี้เขาก็ยังใช้กันอยู่ ฉันคนต่างถิ่นยังชอบคำเมืองและเอามาใช้เขียน พูด บ้างตามวาระ เพราะบางคำเพราะ และได้อารมณ์มาก หรือบางคำก็ตลก แต่ต้องเป็นคำเมืองเท่านั้นถึงจะตลกได้

ฉันมาอยู่ที่นี่สิบแปดปี ที่นี่เหมาะสมกับฉัน ที่ไหนเหมาะสมกับใคร ตัวเองเท่านั้นที่จะรู้ได้ แรกฉันคิดว่า ที่นี่เหมาะสมกับฉันเพราะมีคนรัก มีครอบครัว อยู่ที่นี่เพราะมีเขา ซึ่งความจริงแล้ว เมื่อไม่มีเขาฉันก็พบว่าที่นี่ยังเหมาะสมกับฉันอยู่ แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันจะเปลี่ยนไปบ้าง หรือผู้คนในชีวิตจะเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ดีที่สุดแต่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

ที่นี่เป็นเมืองช้าๆ ชีวิตช้าๆ กว่าเมืองหลวง และฉันทำให้มันช้าลงไปอีกเท่าที่จะช้าได้ ตามชื่อสวนแห่งใหม่ “เหยิมเหยิมการ์เด้นส์”

สวนเหยิมเหยิมแหล่งพักพิงใหม่ที่เลือก อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ยี่สิบห้ากิโลเมตร ในอำเภอสันป่าตอง เพื่อนถามว่าทำไมเลือกที่นี่

เขาถามอย่างนี้เพราะว่าที่แห่งนี้อยู่หลังป่าช้า ฉันบอกเพื่อนว่า เชียงใหม่มีป่าช้าเกือบทุกหมู่บ้าน เรียกว่าหนึ่งป่าช้าหนึ่งหมู่บ้าน และฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะป่าช้าทำให้พื้นที่สีเขียวเหลืออยู่นำความร่มรื่นและอากาศดีๆ ให้เมือง ป่าช้าถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความอาลัย และการให้อภัย เป็นดินแดนแห่งความรักและการให้อภัยชั่วนิรันดร์ ส่วนเรื่องความเศร้านั่นเป็นธรรมดาโลกที่ไหนก็มีทั้งนั้น ฉันเชื่อเช่นนี้

สะพานสำราญ

และอีกอย่างที่เลือกที่นี่เพราะเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดจากสารเคมี ยาฆ่าแมลง ในพื้นที่นาผืนใหญ่ที่มองได้สุดลูกตา แม้ไม่ใช่ของเราก็ชื่นชมได้ หรือแค่ชื่นชมก็พอแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าฉันสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวนา ฉันจึงใฝ่ฝันที่จะอยู่ใกล้ๆ ทุ่งนา และได้มาอยู่ใกล้ทุ่งนาจริงๆ ตอนนี้

เมื่อวัยเยาว์ก่อนเรียนชั้นประถมฯ เคยได้ไปที่ทุ่งนาอยู่บ้าง แม่จะไปทำนากับป้าและน้า นานๆ ครั้งถึงได้ไปที่ทุ่งนา และนานๆ ครั้งได้ลงไปเหยียบดินนุ่มในนาข้าวที่มีน้ำขังอยู่ ครั้งที่ตื่นเต้นสุดๆ เมื่อพบแมงดาเกาะอยู่และมีไข่ด้วย เรียกหาพี่เสียงดังลั่นทุ่ง

เลี้ยงปลา

ไปทุ่งนา แต่นั่งอยู่ที่ขนำหรือเถียงนา นั่งรอเพื่อจะกินข้าวกลางวัน ยังจำได้ว่ากินข้าวกลางวันที่ทุ่งนานั่นอร่อยที่สุด แม่กับป้าและน้าก็มีความสุขกันมากกับทุ่งนาของพวกเขา ในทุกช่วงฤดูกาลเลย ตั้งแต่หว่านกล้า ทำเทือก เอากล้าไปดำ (ปักต้นกล้าลงไปในดินเปียกน้ำ) และรอคอยให้กล้าโตออกรวง โดยเฉพาะตอนที่ออกรวงจนเหลืองเต็มทุ่ง จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าว แม่พูดว่าช่วงที่เก็บข้าวเป็นช่วงที่สบายใจที่สุด ไม่เหนื่อยเลย ลมพัดชื่นใจ เป็นความสุขของแม่ที่ฉันจำได้ดีมากเพราะไม่บ่อยนักที่แม่จะพูด ด้วยแม่เป็นคนพูดน้อยโดยเฉพาะพูดสิ่งที่อยู่ภายในใจ เรื่องความรัก ความสุข ความทุกข์ แม่จะไม่ค่อยพูดน่าจะเป็นแบบฉบับของคนยุคสมัยนั้น

แม่กับป้าและน้าเก็บข้าวกันด้วย แกะเก็บทีละรวงด้วย แกะในมือขวาเกี่ยวรวงฉับฉับให้ได้สักห้ารวงแล้วเอามาใส่มือซ้าย เมื่อเต็มกำมือแล้วเอาไปวางไว้ ทำอยู่อย่างนี้จนได้มากพอจึงเอามามัดรวมกันเป็นเลียง แล้ววางไว้ตามหัวคันนา มันเลียงข้าวต้องมัดให้สวย ตอนเย็นก็จะเก็บไปรวมกัน ก่อนเอาขึ้นห้องข้าว เรามีห้องข้าวสำหรับเก็บข้าวเอาไว้ ห้องข้าวใหญ่ขนาดบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง ได้ข้าวมากพอสำหรับกินสี่ครอบครัว ครอบครัวป้าทั้งสอง ครอบครัวน้า และครอบครัวแม่ ฉันจำได้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างมีความสุข หัวเราะพูดคุยกันตามประสาพี่ๆ น้องๆ ไม่มีความทุกข์ในเรื่องราวของนาข้าวให้ฉันจดจำเลย พี่ชายจะชำนาญการทำปี่จากซังข้าวและมีเรื่องเล่าสนุกๆ

มุมหนังสือ

เรื่องเล่าหนึ่งที่เล่าอยู่เสมอและพวกเราก็หัวเราะกันทุกครั้ง เรื่อง ราชาหัวเป็นสังคัง เรื่องมีอยู่ว่า ช่างตัดผมต้องไปตัดผมให้ราชา และราชาจะถามช่างตัดผมทุกครั้งว่า หัวข้าเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยความกลัวคนตัดผมจะตอบว่า สะอาดเรียบร้อยดีครับ ผมของท่านก็ดำเป็นเงางามยิ่งนัก ช่างตัดผมไม่กล้าพูดความจริง ไม่กล้าบอกใคร ได้แต่เก็บแน่นอยู่ในอก แล้ววันหนึ่งเขาก็ไปที่ทุ่งนา ขุดหลุมใหญ่และเอาหน้าลงไปที่ปากหลุมพร้อมตะโกนใส่หลุมว่า ปี๊บ ปี๊บ…หัวราชาเป็นสังคัง เป็นสังคัง ปี๊บ ปี๊บ…เมื่อชาวนาไปปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วเด็กๆ เอาซังข้าวมาทำปี่ จึงมีเสียงดัง ปี๊บปี๊บสังคัง ปีบปี๊บปี๊บสังคัง …

เรื่องเล่าเกี่ยวกับทุ่งนาในวัยเยาว์ของฉัน

จนผ่านเลยที่พวกเขาต้องขายนากัน ฉันพูดขำๆ ว่า แม่ขายนาส่งควายเรียน หรือเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจจะเป็นได้ว่า เป็นแรงดึงดูดให้ฉันกลับมาอยู่ทุ่งนา นั่งมองนาข้าวผืนใหญ่อีกครั้ง ยามเช้าที่ตื่นขึ้นมาได้กลิ่นข้าวหอมชื่นใจ ช่วงนี้ลมหนาวมาพร้อมกับข้าวออกรวงเหลืองงามยิ่งนัก

ฉันไม่ได้ซื้อผืนดินแห่งนี้ แต่คิดว่าเมื่อเป็นเจ้าของถาวรไม่ได้เราก็เป็นเจ้าของชั่วคราวได้ จึงชวนเพื่อนไปเช่าที่แต่ไม่ได้เลือกทุ่งนา เลือกเอาพื้นที่สวนผสม แต่อยู่ใกล้ชิดทุ่งนา จำนวนประมาณสามไร่ และเรียกพื้นที่นั่นว่า เหยิมเหยิมการ์เด้นส์ ชวนเพื่อนมาร่วมหุ้นอีกห้าคนเพื่อจะได้อยู่ด้วยกัน เพียงแค่นี้ชีวิตก็รื่นรมย์ได้อีกครั้งหลังพายุหนักในชีวิตผ่านไป

บ่อน้ำความมั่นคง

พื้นที่เหยิมเหยิมที่เช่านั้น เป็นพื้นที่ในส่วนของสวนผสม สำรวจดูแล้วมีของกินพอที่จะมีชีวิตอยู่ในสวนได้ มีมะพร้าวซึ่งให้ลูกแล้วและพร้อมที่จะให้ลูกนับสิบต้น ขนุนให้ลูกแล้วสองต้น มะยมสองต้น ผักเฮือดต้นใหญ่แตกยอดสวย ชะอม แค ผักเชียงดา ผักบุ้งมีทุกร่องน้ำ ตะไคร้ ข่า ขมิ้น พริกขี้หนู มะละกอ ไผ่ และกล้วยจำนวนมาก นี่เป็นส่วนที่มีอยู่แล้ว ฉันคิดว่าดูแลรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วและปลูกเพิ่มบ้างพอเพลินๆ เท่านั้น และเอาปลามาเลี้ยงในสระข้างบ้านเผื่อว่าอดอยากไม่มีอะไรกินก็ได้อาศัยเป็นอาหาร

ฉันเริ่มเหยิมเหยิมด้วยการทำโรงเก็บของเป็นที่พักและเป็นห้องสมุดสำหรับนักอ่าน นักเขียน และนักเรียน แน่ล่ะ นักเขียนก็ต้องทำอะไรไปแบบนี้แหละ จัดโต๊ะจัดมุมชมวิวทุ่งนา และอ่านเขียน ที่พิเศษอีกอย่างคือทำครัว

ในสัญญาเช่านั้นเจ้าของระบุไว้ข้อหนึ่งว่า ห้ามทำพื้นที่สกปรกและนำสารเคมีเข้ามาในสวนโดยเด็ดขาด และนี้ถือว่าเป็นข้อดีที่สุดที่ฉันพึงพอใจ

ชีวิตไม่ยากแต่ไม่ได้ง่ายงามนัก เพราะกว่าจะจัดการกับห้องเก็บของ เอาขยะออกไปจากห้องนี้ได้และโดยรอบได้ ก็หนักหนาแล้ว ที่นี่เคยเป็นที่เพาะพันธุ์ต้นไม้มีใครสักคนหนึ่งบอกฉันว่า เคยมีหน่วยงานหนึ่งมาขอใช้พื้นที่ตรงนี้ และเพาะต้นไม้ ถ้าจะจริงเพราะขุดลงไปเจอแต่ถุงพลาสติกทั้งนั้น ขบวนการเก็บถุงรวมทั้งถาดเพาะที่ถูกทิ้งไว้ รวมทั้งขวดแตก เศษกระจก กระเบื้อง วัสดุต่างๆ เก็บกันยาวนานถึงสามวัน เมื่อเคลียร์จนหมดฉันก็บอกตัวเองว่า จะไม่ยอมให้มีของเหล่านี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่นี่อีก

นอนเปลชมวิว

วันหนึ่งคุยกับเพื่อนว่า ถ้าฉันบอกเพื่อนๆ และใครๆ ที่มาที่นี่ว่า ถ้าเอาขยะมาเท่าไหร่เอากลับไปเท่านั้น เธอคิดว่า คนจะไม่มาที่นี่หรือมาน้อยลงไหม

เขาตอบว่า “ถึงเธอจะให้ฉันเอาขยะที่ฉันเอามากลับไป ฉันก็ยังมาที่นี่อยู่ดี แต่มันอาจะไม่สะดวกฉันนัก แต่ก็ไม่เป็นไร”

“งั้นก็ทำตอนนี้เลยนะ เริ่มจากเธอเลย เอาขยะมาเท่าไหร่เก็บกลับไปเท่านั้น”

แล้วเขาก็ยอมเอาขยะกลับไปจริงๆ และบอกต่อเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งต่างก็ยอมรับ มีบางคนเท่านั้นที่ลังเล “เอาขยะที่ไม่ย่อยสลายกลับไป ส่วนขยะที่ย่อยสลายได้ทางสวนจะรับผิดชอบเอาไปทำปุ๋ยหรือทิ้งใต้ต้นไม้ต่อไป” ฉันบอก และเตรียมถุงสำหรับใส่ขยะให้พวกเขา

กล้วย ทำข้าวต้มมัด

การต้องรับผิดชอบขยะช่วยให้ขยะลดลง เพราะใครจะเอาขยะมาก็ต้องคิดถึงตอนเอากลับไปด้วย ฉันรู้สึกว่าพวกเขาเอาขยะมาน้อยลง บางคนเอาอาหารใส่กล่องมาแทนใส่ถุง บางคนใส่ปิ่นโตหิ้วมา สำหรับคนที่เอากล่อง เอาปิ่นโตมา บริการล้างให้ด้วยเลยค่ะ หรือจะล้างเองก็มีครัวอยู่หน้าบ้านไปล้างได้เลย

ก็เพราะชีวิตเหยิมเหยิมไม่รีบเร่ง อยู่แบบช้าๆ อย่างรื่นรมย์ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และอยู่ใกล้ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์