สามีภรรยาคนเมืองพะเยา ปลูกไม้ผลผสมผสาน ที่เด่นคือ เงาะลิ้นจี่ กิโลกรัมละ 400-500 บาท

ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ ได้พบสามีภรรยาในพื้นที่ หมู่ที่ 14 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นคนขยันปลูกไม้ผลผสมผสานกันในพื้นที่ 4 ไร่ สร้างรายได้อย่างพอเพียงปีละกว่า 100,000 บาท โดยไม้ผลที่ปลูกคือ ลองกอง พันธุ์ตันหยงมัสแท้จากภาคใต้ ทุเรียน ทั้งก้านยาว หมอนทอง หลง-หลินลับแล คละเคล้ากันไปกว่า 20 ต้น เงาะโรงเรียน เงาะบาบาลู สาเก มะพร้าวน้ำหอม กระท้อน และสะตอ ที่ให้ผลผลิตสร้างรายได้ดีเกินคาด มีเท่าไรไม่พอขาย

ลุงบรรจง ทองคำ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 14 บ้านสันป่างิ้ว ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างบริเวณด้านหลังบ้าน ไม่ได้ปลูกต้นไม้หรือพืชอื่น ต่อมาลูกเขยซึ่งเป็นคนมาเลเซีย ประกอบอาชีพอยู่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เห็นว่าหลังบ้านมีพื้นที่ว่างจึงได้ซื้อต้นพันธุ์ลองกอง โดยเป็นพันธุ์ตันหยงมัสแท้ นำมาให้ตนปลูก ขณะที่ตนและภรรยาก็อยากทดลองว่าไม้ผลจากทางภาคใต้จะสามารถนำมาปลูกในภาคเหนือได้หรือไม่

ลุงบรรจง-ป้าเป็ง ทองคำ เจ้าของสวน

ขณะเดียวกันคนพื้นบ้านในพื้นที่ไม่เชื่อว่าจะปลูกได้ผลผลิต ดังนั้น ตนจึงตัดสินใจลองปลูกลองกองขึ้นในพื้นที่ว่างหลังบ้าน สังเกตพบว่า ลองกองปลูกไว้ประมาณ 5 ปี เริ่มให้ผลผลิต ซึ่งลองกองติดผลตามลำต้นเป็นพวงสีขาวขุ่น มีเปลือกหุ้มเนื้อด้านใน ซึ่งมีรสหวาน ต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม สำหรับต้นที่มีอายุนานกว่า 10-20 ปี ก็จะให้ผลผลิตมากขึ้นตามระยะการปลูก

เมื่อได้ผลผลิตอย่างจริงจัง จึงได้ปลูกเพิ่มเติมโดยมีลูกเขยนำต้นกล้ามาเพิ่มให้ นอกจากนี้ ก็มีทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว หลง-หลินลับแล สาเก สะตอ มะพร้าวน้ำหอม ปลูกตามพื้นที่ว่าง ทำให้เป็นสวนไม้ผลผสมผสานที่สร้างรายได้ให้กับตนและภรรยาตลอดปี ซึ่งการปลูกไม่ได้ใช้วิชาการ แต่ปลูกตามที่เห็นว่าเหมาะสม พื้นที่ว่างตรงไหนก็ปลูกลงไป ให้ต้นสูงสร้างร่มเงาให้ต้นเล็กที่กำลังปลูกเป็นการทำสวนแบบพอเพียงตามศาสตร์พระราชาแบบพื้นบ้าน

ด้าน ป้าเป็ง ทองคำ อายุ 60 ปีเท่ากัน ซึ่งเป็นภรรยา กล่าวว่า ทำแบบนี้มากว่า 20 ปี ด้วยการปลูกไม้ผลหลายอย่างผสมกัน จากพื้นที่ว่างหลังบ้านก็ขยายการปลูกในพื้นที่ว่างของครอบครัว ปัจจุบันมีการปลูกไม้ผลผสมผสานกว่า 4 ไร่ ทำให้แต่ละปีครอบครัวมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เนื่องจากไม้ผลแต่ละชนิดให้ผลผลิตแตกต่างกัน บางปี ไม้ผลบางชนิดไม่ให้ผลผลิต แต่ชนิดอื่นมีผลผลิต อย่างน้อยที่สุดก็จะมีผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1-2 ชนิด ที่ให้มีผลผลิตทุกปี ซึ่งทำให้มีรายได้เลี้ยงตนเอง และช่วยให้ไม่ว่างงาน สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

พื้นที่ว่างปลูกไม้ผลสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคือ การอยู่อย่างพอเพียง ไม่เป็นหนี้สินให้มีภาระไม่สบายใจ ที่สำคัญได้ออกกำลังกายทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ตนเชื่อมั่นว่าการอยู่อย่างพอเพียงไม่ต้องมีเงินหรือพื้นที่มาก ขอเพียงมีความตั้งใจดีที่จะประกอบอาชีพสุจริต ขยันก็อยู่ได้อย่างแท้จริง มีมาก ก็แบ่งเพื่อนบ้าน แบ่งขาย เหลือเก็บไว้ทำบุญ และเป็นทุนในอนาคต นี่คือศาสตร์ของพระราชา เป็นการอยู่อย่างพอเพียงที่แท้จริง

เนื้อในของเงาะบาบาลู

ภายในสวนของสองสามีภรรยา ยังมีเงาะสายพันธุ์ของอินโดนีเซีย ชาวบ้านเรียกเงาะลิ้นจี่ คือ พันธุ์บาบาลู ที่ลูกเขยซื้อมาให้ปลูกเพิ่ม ทางภาคใต้ขายกันกิโลกรัมละ 400-500 บาท ปลูกไว้กว่า 10 ต้น แต่ก็ตายไปบ้าง เหลือประมาณสัก 10 ต้น

ข้อเสียของเงาะพันธุ์นี้คือ ติดลูกไม่ค่อยดก อาจจะเป็นเพราะว่ามันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชอื่น ได้รับแสงแดดไม่เต็มที่ก็ได้ ส่วนข้อดีของเงาะพันธุ์นี้ คือ ผลจะใหญ่ ขนสั้นสีแดงคล้ายผลของลิ้นจี่ เนื้อในหนา หวาน กรอบ ส่วนเมล็ดในลีบ สามารถเคี้ยวปนกับเนื้อที่หวานกรอบ เพิ่มความมันมาอีกรส

ดอกของสะตอ

ส่วน สะตอ ข้อมูลทางวิชาการ เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ถั่ว มีกิ่งก้านที่มีขนละเอียด ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น จะออกช่อที่ปลายของกิ่งตามตำราแพทย์แผนไทย จะใช้เมล็ด ขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะพิการ ไตพิการ ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เมล็ดสดรับประทาน แก้อาการผิดปกติของไต

สะตอ มีเมล็ดที่มีกลิ่นเหม็นเขียวรุนแรง แต่นิยมนำมารับประทานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารไทยปักษ์ใต้ หลังจากรับประทานสะตอเข้าไปจะมีกลิ่น สามารถดับกลิ่นสะตอด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามสักสองสามลูก สะตอเมื่อสุกจนฝักเป็นสีดำ เนื้อสะตอเป็นสีเหลืองบางๆ รับประทานได้ทั้งเมล็ด เมล็ดในระยะนี้รสมัน เนื้อมีรสหวาน ถ้าแก่กว่าระยะนี้ ฝักจะแห้ง เมล็ดเป็นสีดำ แข็ง และมีกลิ่นฉุนจัด รับประทานไม่ได้

ในสวนของ ลุงบรรจง-ป้าเป็ง ก็มีปลูกและมีผลผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และมีความสดแต่กลิ่นจะไม่รุนแรงเหมือนของทางใต้ โดยจะเก็บเกี่ยวแล้วนำมามัด 3 ฝักเป็นมัดขายส่ง 18 บาท ครั้งหนึ่งประมาณ 100 กว่ามัด ทำรายได้ดีพอสมควร

ส่วนสาเหตุที่สองสามีภรรยาคนขยันยึดศาสตร์ของพระราชามาดำเนินชีวิต ปลูกต้นไม้ทุกชนิดไว้ในที่ดินหลังบ้าน เนื่องจากไม่มีเวลาไปดูสวนที่อยู่ไกลบ้าน เพราะอยู่กันสองคน ต้องดูแลบ้านลูกสาวและบ้านของตนเองที่อาศัยอยู่ ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกัน ดูแลได้สะดวกและทั่วถึง

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ผู้เขียน โทร. (089) 557-2965

…………………..

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2560

Update 13/5/2022