จากอาชีพค้าขาย สู่เจ้าของสวนสตรอเบอรี่ “ไร่นายต้องแวะ” ที่วังน้ำเขียว

“สตรอเบอรี่” เป็นชื่อของผลไม้ที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์ของกุหลาบ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา และแพร่กระจายไปยังทวีปยุโรป ก่อนจะเข้ามาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่มีลำต้นสั้นและหนา เป็นทรงพุ่มกว้าง มีดอกสีขาว ผลมีก้านยาวเชื่อมกับต้น มีเสี้ยนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วผล นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของสตรอเบอรี่ คือผลสีแดงสด กลิ่นหอมหวาน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรสชาติที่มีทั้งหวานจัดและหวานอมเปรี้ยว ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์

นอกจากสี กลิ่น และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว สตรอเบอรี่ยังมีส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค บำรุงประสาทและสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางและโรคหลอดเลือดอุดตัน ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและคอลลาเจน ที่ช่วยในเรื่องของการลดริ้วรอยอีกด้วย

คุณบรรจง แซ่คำ เจ้าของสวนสตรอเบอรี่ “ไร่นายต้องแวะ” ที่บ้านบุเจ้าคุณ ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกสตรอเบอรี่ เน้นการทำสวนโดยไม่ใช้สารเคมี และทำเป็นสวนเชิงท่องเที่ยวโดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าไปเก็บสตรอเบอรี่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ “ไร่นายต้องแวะ” เลยทีเดียว

คุณบรรจง แซ่คำ

จากอาชีพค้าขาย
สู่เจ้าของสวนสตรอเบอรี่

ถิ่นฐานเดิมของคุณบรรจงอยู่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เมื่อมาปลูกสตรอเบอรี่ ที่วังน้ำเขียวได้ผลดี จึงปักหลักอยู่นาน

คุณบรรจง เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำสวนว่า ก่อนที่จะมาทำสวนสตรอเบอรี่นั้นเคยทำมาแล้วทั้งอาชีพค้าขายและเกษตรกรรม โดยจะทำสลับกันไปคือ ช่วงไหนที่ไม่ได้ทำสวนก็จะหันไปรับสินค้ามาขาย โดยจะขายตามตลาดนัดทั่วไป แต่ช่วงไหนที่เป็นช่วงเพาะปลูกหรืออยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวก็จะกลับมาทำสวน แต่ต่อมาประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก จึงหันกลับมายึดอาชีพเกษตรกรรมอย่างเต็มตัวอีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่เลือกปลูกสตรอเบอรี่นั้น เนื่องจากมีความสนใจทั้งยังมีประสบการณ์ด้านการทำสวนอยู่เป็นทุนเดิม จึงเลือกที่จะหันมาปลูกสตรอเบอรี่และสร้างสวน “ไร่นายต้องแวะ” ขึ้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่

อย่างที่ทราบกันดีว่า สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่จะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาว ทำให้ในประเทศไทยนิยมปลูกกันในภาคเหนือ แถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นต้น แต่ในบางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ หรือกาญจนบุรี ก็สามารถปลูกได้เช่นกัน นอกจากนี้ สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและปลูกกันอย่างแพร่หลาย จะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ปลูกเพื่อการบริโภคสด และกลุ่มที่ปลูกเพื่อการแปรรูป สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกไว้เพื่อบริโภคสดนั้น ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน เบอร์ 70 เบอร์ 80 เบอร์ 50 และ เบอร์ 20 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง มีสีแดงสด และให้รสชาติดี

“สำหรับพันธุ์ที่เราเลือกปลูก จะเป็นพันธุ์พระราชทาน 80 เพราะเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง และมีจุดเด่นคือต้นที่ใหญ่ แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้อย่างดี สามารถปลูกได้ในแทบทุกสภาพอากาศ ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงแม้ว่าจะไม่สูงเท่าบริเวณภาคเหนือ แต่ก็ถือว่าให้ผลผลิตสูงพอสมควร นอกจากนี้ ผลยังมีสีแดงสด เนื้อแน่น รสชาติดีและมีกลิ่นหอมจัดเมื่อสุกเต็มที่ ส่วนเหตุผลที่เลือกมาทำสวนที่อำเภอวังน้ำเขียว เพราะอากาศดี ไม่ร้อนจัด และไม่หนาวจัด ทั้งยังมีบรรยากาศดีเหมาะกับการทำสวนเชิงท่องเที่ยวตามที่ได้วางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกด้วย” คุณบรรจง เล่าถึงเหตุผลในการเลือกพื้นที่ในการทำสวน

สตรอเบอรี่
ปลูกแค่ 2 เดือน เก็บขายได้

ก่อนจะพูดถึงเรื่องการดูแลต้นสตรอเบอรี่ คงต้องเกริ่นก่อนว่า การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่นั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไหล ขยายต้นไหลจากแม่พันธุ์ วิธีการแยกต้นหรือแยกกอจากต้นหลัก การใช้เมล็ด โดยวิธีนี้จะใช้ในกรณีที่มีการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมา รวมไปถึงการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เมื่อต้องการต้นพันธุ์ปลอดโรคและมีความสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย

นอกจากวิธีการปลูกแล้ว การให้น้ำและการดูแลต้นสตรอเบอรี่ก็ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเช่นกัน โดยที่ไร่นายต้องแวะนั้น ในช่วงเริ่มต้นปลูกจะให้น้ำด้วยวิธีการใช้สปริงเกลอร์ เนื่องจากเป็นระยะที่ต้องให้น้ำมากเป็นพิเศษ แต่หลังจากที่เริ่มออกดอกหรือช่วงที่เริ่มให้ผลผลิต ก็จะเปลี่ยนมาให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดแทน เพราะหากให้น้ำด้วยสปริงเกลอร์อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับดอก ทำให้ผลสตรอเบอรี่มีแผลและไม่สวยงาม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาเมื่อต้องเก็บไปจำหน่ายอีกด้วย

“เราเริ่มปลูกในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการปลูกและดูแลประมาณ 1-2 เดือน และจะออกผลผลิตตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ซึ่งก่อนที่จะปลูกเราก็จะมีการให้ปุ๋ยมูลวัวที่ทางสวนผสมเอง เพื่อเป็นการเตรียมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการนำใบไม้มาใช้รองเพื่อกันวัชพืชและป้องกันไม่ให้ผลสตรอเบอรี่เปื้อนอีกด้วย สำหรับเรื่องศัตรูพืชนั้นมีปัญหาแค่เฉพาะหญ้าเท่านั้น และมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการดายทิ้ง จึงไม่ถือว่าเป็นปัญหามากนัก” คุณบรรจง บอก

สตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80

เทคนิคการตลาด
เดินชม เด็ดชิม สดๆ จากต้น

ในส่วนของผลผลิตต้องยอมรับว่า สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น เนื่องจากอากาศที่เย็นจะเป็นตัวกระตุ้นให้ออกผล จึงเป็นเหตุผลที่มักจะปลูกในบริเวณภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เมื่อนำมาปลูกที่วังน้ำเขียว คุณบรรจง จึงทำใจเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่า ผลผลิตที่ออกมานั้นคงจะไม่เทียบเท่ากับทางภาคเหนือ ทั้งในเรื่องของรสชาติและปริมาณ แต่เมื่อมีผลผลิตออกมา กลับพบว่ามีความแตกต่างแค่ในเรื่องของปริมาณที่น้อยกว่าเท่านั้น แต่สำหรับรสชาติ สี และความสวยงามของผลก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

“ตอนแรกที่ตัดสินใจเริ่มต้นทำสวนสตรอเบอรี่ผมกับครอบครัววางแผนเอาไว้แล้วว่า ตั้งใจจะทำสวนให้ออกมาในรูปแบบของแหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงแค่ทำสวนเพื่อเก็บผลผลิตขายเพียงอย่างเดียว โดยเราจะเปิดให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเก็บผลสตรอเบอรี่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนผลผลิตที่เก็บได้ก็จะมีวางจำหน่ายแค่หน้าร้าน เพราะต้องการสื่อว่า หากอยากลิ้มรสสตรอเบอรี่ก็ต้องแวะมาที่สวน ‘ไร่นายต้องแวะ’ เท่านั้น”

สำหรับสตรอเบอรี่ที่เก็บจากสวนนั้น จะต้องเอามาคัดขนาดของลูกก่อน ลูกไหนที่เล็กก็จะแยกไว้ เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้เองว่าชอบผลขนาดประมาณไหน ส่วนราคาจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 400 บาท และมีแยกขายเป็นกล่อง น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม ราคา 200 บาทด้วย โดยสตรอเบอรี่ที่ขายจะมีทั้งที่สุกจนเป็นสีแดงสดทั้งลูก กับที่ยังไม่สุกมาก ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อไปเป็นของฝาก เพราะจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน จึงจะสุกเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมี มะระหวาน ฟักทอง และน้ำสตรอเบอรี่สดที่ทางสวนผลิตเองวางจำหน่ายอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเยี่ยมชมและชิมสตรอเบอรี่สดๆ หรือต้องการซื้อผลผลิตจากสวน “ไร่นายต้องแวะ” สามารถติดต่อได้ที่ คุณบรรจง แซ่คำ หมายเลขโทรศัพท์ (084) 938-4510

บทความก่อนหน้านี้แม่โจ้อาสา: เก็บขยะกระทงไปทำปุ๋ยหมัก
บทความถัดไปเจาะความสำเร็จ การ “ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก”​ บนดินลูกรัง