เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ กับ “วินิจ สุภาจันทร์” ปราชญ์ชาวนา อำนาจเจริญ

จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ทำการเกษตร 937,692 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวพื้นเมืองเป็นหลัก แต่จุดอ่อนของจังหวัดอำนาจเจริญก็คือ มีพื้นที่ระบบชลประทานน้อยมาก เพียงแค่ 3-5% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด การทำเกษตรส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก บางปีฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจเกิดภาวะฝนแล้งซ้ำซาก เกษตรกรขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตรให้ผลผลิตตกต่ำ ไม่เพียงพอต่อการบริโภคและการตลาด

ตั้งแต่ ปี 2551 เป็นต้นมา เกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญได้รวมตัวกันขับเคลื่อนการทำการเกษตรแบบยั่งยืน ภายใต้ชื่อเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดอำนาจเจริญ ควบคู่กับดำเนินโครงการ “เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง” ตามแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

พวกเขาพยายามพึ่งพาตนเอง ตามวิถีความพอเพียง เช่น ขุดสระตามไร่นา เพื่อลดปัญหาฝนทิ้งช่วง ขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึง พร้อมจัดทำเป็นทำนบกั้นน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว

พวกเขายังดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงจังหวัดอำนาจเจริญ โดยช่วยกันผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ปลูกผักสวนครัว การทำเกษตรอินทรีย์โดยกลุ่มเกษตรกร ทำหน้าที่รวบรวมและรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกเพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการขายผลผลิต

นอกจากนี้ ได้ร่วมกันจัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้น 9 ศูนย์ ในแต่ละอำเภอ โดยมีปราชญ์ผู้รู้ในแต่ละศูนย์ๆ จำนวน 4-5 คน เพื่อแบ่งปันความรู้ในด้านต่างๆ เช่น การปลูกเห็ดฟางกองเตี้ยและโรงเรือน การเลี้ยงปลา การทำปุ๋ยหมัก การแปรรูปข้าว การทำถ่าน การทำไร่นาสวนผสม การทำเกษตรผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง การทำข้าวอินทรีย์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นต้น

“วินิจ สุภาจันทร์”
ปราชญ์เกษตรดีเด่น ปี 2561

ช่วงปลายปี 2560 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ประกาศยกย่อง “นายวินิจ สุภาจันทร์” เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2561 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ระดับเขต 13 จากผลงานโดดเด่นในเรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ ที่เน้นการพึ่งพาตัวเอง เรียนรู้ปรับปรุงแนวคิดการทำนาให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อความอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอนโยบายความช่วยเหลือจากรัฐบาล

คุณวินิจ สุภาจันทร์

“หลักคิดในการทำงานของผมก็คือ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครอบครัวมีพอประมาณ ทำตามกำลังและศักยภาพแห่งตน สามารถพึ่งตนเองได้ทุกด้าน และดำเนินชีวิตโดยทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมควบคู่กันไปด้วย” คุณวินิจ กล่าว

คุณวินิจ เกิดในครอบครัวชาวนา ครอบครัวเขาสืบทอดการทำนามา 3 ชั่วอายุคนแล้ว เขาช่วยพ่อแม่ทำนามาตั้งแต่วัยเด็ก หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขายึดอาชีพทำนามาโดยตลอด ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2534 โดยปลูกข้าวแบบปักดำ และหว่านนาแห้งบางส่วน

ซึ่งการปลูกข้าวโดยใช้แรงงานคนในการปักดำ มักพบปัญหาสำคัญคือ ระยะของการปักดำไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งการปักดำลึกเกินไปหรือตื้นเกินไป อีกทั้งระยะอายุของต้นกล้าที่จะนำไปปักดำ เนื่องจากการทำนาปีในภาคอีสาน จำเป็นต้องรอน้ำฝน ส่งผลให้อายุของต้นกล้านานไป เป็นสาเหตุทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตช้า แตกกอช้า ให้ผลผลิตตกต่ำ

แต่เดิมคุณวินิจทำนาปลูกข้าวหอมมะลิเหมือนกับชาวนาทั่วไป โดยใช้ทั้งปุ๋ยและสารเคมี เดิมเขาได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 400 กิโลกรัม ตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา คุณวินิจ หันมาทำนาอินทรีย์อย่างจริงจัง หลังฤดูเก็บเกี่ยว ก็ไถกลบตอซัง พร้อมหว่านปุ๋ยพืชสดเพื่อบำรุงดิน และหว่านปุ๋ยมูลสัตว์ตามลงไป เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

เขาทำนาแบบหว่านเมล็ดและปักดำ โดยดูตามสภาพพื้นที่เป็นหลัก โดยพื้นที่น้ำท่วมขังง่ายจะทำนาหว่าน เพื่อให้ต้นข้าวแข็งแรง ระหว่างปลูกจะให้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยรกหมูที่หมักร่วมกับหอยเชอรี่ฉีดพ่นในแปลงนา ปรากฏว่า นาข้าวอินทรีย์ของเขาได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นไร่ละ 600-700 กิโลกรัม

สระน้ำประจำไร่นาของสวนพ่อวินิจ

คุณวินิจ นับเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ปรับเปลี่ยนแนวคิดวิธีการทำนาให้ทันสมัย เพื่อลดต้นทุนและได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ขุดบ่อ ทำฝายในไร่นา เพื่อเก็บน้ำในฤดูฝน และเป็นแหล่งน้ำสำรอง ลดความเสี่ยงจากภาวะฝนแล้งในแต่ละปี ขณะเดียวกันลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในเรื่องการสูบน้ำโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทนในการสูบน้ำมาใช้ในแปลงนา

ที่ผ่านมา คุณวินิจได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้รับรางวัล “ครอบครัวชาวนาตัวอย่างภาคอีสาน” เมื่อ ปี 2558 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาไทยเกิดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง และรักษาอาชีพการทำนาให้คงอยู่และสืบทอดไปยังคนรุ่นหลังต่อไปแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้ประกาศยกย่องคุณวินิจเป็น เกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม ประจำปี 2560 อีกด้วย

เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

ปัจจุบัน คุณวินิจ เปิดบ้าน เลขที่ 4 หมู่ที่ 9 ตำบลนาเวียง อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ โทร. (093) 554-1366 เป็น “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)” และเป็นแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรและผู้สนใจจากทั่วประเทศแวะเวียนกันเข้ามาเรียนรู้วิถีการทำเกษตรแบบอินทรีย์กันตลอดทั้งปี

ภายในศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ มีเนื้อที่ 17 ไร่ เน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกข้าวอินทรีย์ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เลี้ยงกบ ปลูกผักปลอดสารพิษและพืชสวนครัว เช่น พริก มะเขือ มะละกอ ฯลฯ รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด เช่น ลำไย มะม่วง ฝรั่ง เป็นต้น

โรงเรือนเลี้ยงไก่อินทรีย์
คอกเลี้ยงหมูหลุม
ต้นผักหวานป่า

ที่ผ่านมา คุณวินิจ เป็นแกนนำส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพ ภายใต้ชื่อกลุ่ม “ข้าวสัจธรรมอำนาจเจริญ” ที่ได้การรับรองคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (มกท.)

กลุ่มชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงโคกกลาง หมู่ที่ 9 ภายใต้การนำของ คุณวินิจ นับเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพดี 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ทำให้ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เกษตรกรในพื้นที่และประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

คุณวินิจ ทำการตลาดโดยสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวด้วยการแปรรูปผลผลิตในรูปของข้าวขาว ข้าวกล้อง จำหน่ายให้แก่กลุ่มต่างๆ เช่น การส่งข้าวสารขายในโครงการผูกปิ่นโตข้าวนี้ ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ ( http://www.pookpintokao.com/brideregister/)

โดยทีมงานจะทำหน้าที่ จับคู่ คนทำนา คนซื้อข้าว แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน เปิดโอกาสให้ทั้งคู่พูดคุย ตกลงกันเรื่องราคาและการจัดส่ง โดยแม่สื่อจะคอยดูอยู่ห่างๆ นับเป็นช่องทางการตลาดใหม่ที่ช่วยให้ชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์สามารถขายผลผลิตโดยตรงถึงผู้บริโภคในราคายุติธรรม

ปัจจุบัน คุณวินิจ รับตำแหน่งประธานกลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ตำบลนาเวียง อำเภอเสนานิคม จังหวัดอำนาจเจริญ มีผลงานโดดเด่นที่สร้างชื่อเสียงในระดับประเทศ โดยคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดข้าวหอมมะลิระดับประเทศ ปีการเพาะปลูก 2552/53 ประเภทกลุ่มเกษตรกร ได้รับโล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมรถไถนามูลค่า 140,000 บาท ในงานตัดสินและมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยมาแล้ว

“ลูกไม้ หล่นใต้ต้น”
ความภาคภูมิใจของพ่อ

คุณวินิจ ในวัย 56 ปี รู้สึกภาคภูมิใจมากที่บุตรสาว “คุณลัทนิตา สุภาจันทร์” ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ทายาทสืบทอดอาชีพเกษตรกรรม คุณลัทนิตา สาวรุ่นใหม่ไฟแรง ในฐานะ Young Smart Farmer ของจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ ให้เข้าร่วมโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 โดยมีกำหนดระยะเวลาการฝึกงานทั้งสิ้น 11 เดือน

พ่อวินิจ กับลูกสาว “คุณลัทนิตา สุภาจันทร์”

ปัจจุบัน คุณลัทนิตา ได้เข้ามาช่วยดูแลด้านการจัดจำหน่ายผลผลิตสินค้าในไร่ให้กับคุณพ่อแล้ว เธอยังดูแลเรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ ที่ปลูกดูแลในโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ ข้างบนเป็นหลังคาพลาสติก ด้านข้างเป็นมุ้งกันแมลง

ที่นี่เน้นปลูกผักเชิงพาณิชย์ วางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี โดยลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ให้น้ำ และใช้โรงเรือนระบบปิดที่ง่ายต่อการดูแลจัดการผลผลิต สินค้าผักอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า ได้แก่ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส บัตเตอร์เฮด ฟิลเล่ย์ ผักปวยเล้ง คะน้า กวางตุ้ง ฯลฯ ส่งขายให้กับร้านท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต กรุงเทพฯ

บทความก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจเสนอแนวทางผนึกกำลัง ยกระดับตลาดน้ำมันปาล์มไทยสู่วิถียั่งยืน
บทความถัดไปนวัตกรรมหุ่นยนต์รดน้ำอัตโนมัติ “Rim” ทุ่นแรง ประหยัดต้นทุนการเกษตร