ฟารุกฟาร์ม เมืองมีน ปลูกและจำหน่ายอินทผลัมผลสด นำเข้าผลแห้งจากต่างประเทศ…ตลาดไปได้ดี สร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปี

อินทผลัม พืชเศรษฐกิจ ราคาแพง น่าจับตามองมากในขณะนี้ ด้วยประโยชน์คุณค่าทางอาหารที่มากมาย ถือเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ราคาสูงทั้งผลสดและผลแห้ง แต่ตลาดกลับมีความต้องการสูง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในปัจจุบันเกษตรกรไทยจะหันมาจับพืชตัวนี้เป็นพืชทำเงิน

คุณสีหนาท สนสุวรรณ์ (คุณฟารุก) อยู่บ้านเลขที่ 44/7 ราษฎร์อุทิศ 46 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบธุรกิจขายอินทผลัมผลสด และนำเข้าผลแห้งจากต่างประเทศ เล่าว่า ตนเรียนจบปริญญาตรีที่ไทย แล้วได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบได้กลับมาทำงานที่ประเทศไทยเกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำไปได้สักระยะได้ลาออกจากงานเพื่อมาแต่งงาน พอทุกอย่างเรียบร้อยจึงกลับไปสมัครงานที่ใหม่ ทำไปได้เรื่อยๆ จนวันหนึ่งคุณพ่อโทร.มาบอกว่า ธุรกิจที่บ้านเกิดวิกฤตให้กลับมาช่วย จึงตัดสินใจลาออกจากงานและมาช่วยที่บ้าน เมื่อเข้ามาช่วยกู้วิกฤตที่บ้านได้อยู่ตัว จึงเริ่มมองหาอาชีพเสริม ลองนำเข้าอินทผลัมแบบเพาะเมล็ดเข้ามาจากต่างประเทศ นำเข้ามาเพียง 10 เมล็ด เพราะคิดว่าประเทศไทยคงปลูกไม่ได้ผล จึงไม่ได้จริงจังอะไร แต่ปรากฏว่า ปี 2553 อินทผลัมที่ปลูกเริ่มมีผลผลิตออกมา แต่ไม่เยอะ จึงเริ่มสนใจตั้งแต่ตอนนั้นมา

 

เริ่มปลูกทดลองตลาด เพียง 3 ไร่ ผลตอบรับดีเกินคาด

จากการปลูกอินทผลัมแบบเพาะเมล็ดเริ่มมีผลผลิตครั้งแรก ปี’53 ก็สรุปได้ว่า จาก 10 ต้น ที่ปลูก เป็นต้นตัวเมีย 4 ต้น ตัวผู้ 1 ต้น ที่เหลือตายหมด ต้นที่เหลือก็ให้ผลผลิตแต่น้อย แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้น และในปีถัดมาอินทผลัมที่ปลูกก็เริ่มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มคิดและลองเอาต้นที่อร่อยมาลองขยายพันธุ์เพิ่ม ใน 4 ต้น มี 1 ต้น ที่อร่อยที่สุด ต้นนั้นคือ พันธุ์บาร์ฮี จุดเด่นคือ ลูกสีเหลือง รับประทานได้เฉพาะผลสด เมื่อรับประทานรสชาติจะไม่ฝาดมาก มีความมัน อร่อย รสชาติเป็นสากลที่สุด

อินทผลัมภายในฟารุกฟาร์ม

ฟารุกฟาร์ม เริ่มปลูกในพื้นที่เขตมีนบุรี มีทั้งหมด 5 ไร่ แบ่งปลูกอินทผลัม 3 ไร่ ตอนปลูกครั้งแรกไม่มีความรู้ ปลูกแบบระยะถี่มาก เว้นระยะห่างไม่ถึง 5×5 เมตร ซึ่งปกติอินทผลัมต้องปลูกในระยะ 5×5 เมตร หรือมากกว่านี้ เพื่อให้ใบแผ่รับแสงได้เต็มที่ แต่สาเหตุที่ปลูกแบบนี้เพื่อจะดูว่าที่ปลูกไปให้ผลผลิตไหม ต้นสมบูรณ์หรือเปล่า และผลออกมาเป็นที่น่าพอใจคือ ให้ลูกสมบูรณ์ เหมือนกับว่าทำสวนนี้เพื่อเป็นแปลงสาธิตศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นของอินทผลัม

 

วิธีการปลูก

คุณฟารุก บอกว่า ระยะห่างที่เหมาะสมในการปลูกอินทผลัมคือ 5×5 เมตรขึ้นไป ถามว่า ทำไม ต้อง 5×5 เมตรขึ้นไป เพราะใบกำลังแผ่กระจายได้ดี และได้จำนวนต้นต่อ 1 ไร่ ที่คุ้มค่า คือ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 60 ต้น ซึ่ง 60 ต้น ถ้าเกษตรกรปลูกจริงๆ ถ้ามีต้นตัวผู้กับต้นตัวเมียอย่างละครึ่ง ก็ยังได้ผลผลิตที่เยอะพอสมควร ถึงแม้ในอนาคตราคาผลผลิตจะตกลง เหลือกิโลกรัมละ 100 บาท ก็ยังคุ้มค่า ถ้าปลูกไปแล้วอย่างน้อย 7 ปี ต้องได้ผลผลิตต่อต้น อย่างน้อย 100 กิโลกรัมขึ้นไป

 

การดูแล

ใส่ปุ๋ย N-P-K คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นสูตรเสมอ ส่วนเรื่องอาหารเสริมแล้วแต่ว่าเกษตรกรอยากจะให้อะไรตามความเหมาะสม แต่อย่าให้อาหารหลักขาด เพราะจำเป็นต่อพืช

ระบบน้ำหยด ตั้งทามเมอร์ไว้ เปิดรดเช้า 1 รอบ เย็น 1 รอบ ระยะเวลาในการรดนานครึ่งชั่วโมงต่อครั้ง ให้น้ำทุกวัน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนจะให้เพียงรอบเดียว

 

นำเข้าผลแห้งจากต่างประเทศ บินไปคัดเกรดคุณภาพด้วยตัวเอง

อย่างที่ทราบว่า ช่วงแรก คุณฟารุก เริ่มจากการขายต้นพันธุ์และผลสด แต่มีสาเหตุที่ต้องขยายตลาดเพิ่มสินค้า เพราะคิดว่าไม่มีใครปลูกต้นไม้ทุกวัน ส่วนผลสด 1 ปี ขายได้แค่ครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นของกินคนกินทุกวัน จึงเริ่มมองหาการตลาดเพิ่มเติม ซึ่งตัวนั้นคือ อินทผลัมผลแห้ง เพราะอินทผลัมผลแห้งเป็นอะไรที่ชาวมุสลิมรู้จักเป็นอย่างดี แต่ในประเทศไทยปลูกพันธุ์แห้งไม่ได้ พันธุ์แห้งต้องปลูกในภูมิอากาศที่แห้งจัด ถ้านำมาปลูกบ้านเราที่เป็นร้อนชื้นก็จะเกิดราขึ้น แต่ถ้าเป็นประเทศแถบตะวันออกกลาง อากาศจะแห้ง ฝนตกปีหนึ่งประมาณไม่เกินสัปดาห์ ก็จะเจริญเติบโตได้ดี อินทผลัมผลแห้งการแห้งต้องแห้งคาต้น ถ้าเอามาบ่มก็แห้งได้แต่ไม่เหมือนธรรมชาติ คุณฟารุก บอก

เมื่อต้องการขยายตลาด และต้องการของคุณภาพมาขาย คุณฟารุกจึงลงทุนบินไปดูงานที่ต่างประเทศด้วยตัวเอง ไปดูเรื่องอินทผลัมผลแห้งเพื่อคัดเกรดเอง จะไม่เหมือนกับที่ขายทั่วไป บินไปสองประเทศหลักคือ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย และการบินไปครั้งนั้นก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์ คุณฟารุกได้อินทผลัมผลแห้งกลับมาหนึ่งล็อต ซึ่งปีแรกที่ทำถือว่ามีอุปสรรค สินค้าเสียหาย เพราะไม่มีความรู้เรื่องการเก็บรักษามาก่อน ปีถัดๆ มาจึงเริ่มศึกษาการเก็บรักษาอย่างจริงจัง และก็ทำสำเร็จจนได้

 

อินทผลัมผลแห้งนำเข้าจากต่างประเทศ บรรจุภัณฑ์ใหม่พร้อมส่ง

ขั้นตอนการนำเข้าอินทผลัมผลแห้ง

วิธีการนำเข้า คุณฟารุก เล่าว่า จะนำเข้าสายพันธุ์หลักๆ คือ คาลาส ดับบาส มาซาฟาตี เดคเลทนัวร์ ซาฟาวี่ มาลิก เมดจูล นำเข้ามาเป็นตู้คอนเทนเนอร์ สมมุติว่านำเข้าพันธุ์คาลาส มา 1 ตู้ บรรจุ 20 ตัน 3 เดือน นำเข้ามา 1 ครั้ง ต่อ 1 พันธุ์ หรือถ้าเป็นพันธุ์ที่มีราคาแพง อาจจะสั่งเข้ามาเป็นตู้สั้น ขนาด 20 นิ้ว สลับสับเปลี่ยนกันไป

 

การเก็บรักษาอินทผลัมผลแห้ง

การเก็บรักษาอินทผลัมค่อนข้างเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เมื่อก่อนเข้าใจว่าแค่เปิดแอร์แล้วเก็บอินทผลัมไว้ในห้องนั้นก็ได้แล้ว สรุปเมื่อเปิดห้องมาอินทผลัมเน่าเสีย เพราะความเย็นไม่ถึง วิธีเก็บรักษาอินทผลัมที่ถูกต้องคือ ต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิ 3 ถึง -3 องศา ถ้าจะให้เก็บไว้ได้นานที่สุดคือ ต้อง -18 องศา ซึ่งก็ถือว่าต้องใช้เงินลงทุนมากพอสมควร

 

การทำความสะอาด

ผลผลิตที่เรานำเข้ามาคือ ของที่ดีที่สุด แต่เมื่อสินค้ามาถึงสวนก็ต้องคัดทำความสะอาดอีกครั้ง ถ้าเป็นผลที่นำเข้ามาจะต้องเช็ดทีละเม็ด เลือกดูทีละเม็ด เมื่อเช็ดเสร็จนำมาบรรจุใส่กล่อง กล่องละ 500 กรัม หรือบางสายพันธุ์ถ้ามีจำนวนเยอะก็จะใช้ลมแรงสูงเป่าไล่ฝุ่น หรือถ้าบางล็อตมีมอด ก็เป่าไล่ทิ้งไว้ 1 คืน เพราะมอดถ้าเจอความร้อนจะหนีออกมา แต่ส่วนใหญ่ของที่นำมาจะไม่ค่อยมีมอด มีเพียงส่วนน้อย ส่วนลูกไม่สวย เราทำความสะอาดแล้วไปทำน้ำอินทผลัม หรือนำไปแปรรูปเป็นซีเรียลอินทผลัม ทำเป็นพาวเวอร์บอล ตัวนี้แปรรูปต่อยอดโดยที่เราไม่เสียผลผลิต และเป็นการสร้างความหลากหลายของสินค้าอีกด้วย

เช็ดทำความสะอาดทีละเม็ด

ขายราคาไม่แพง เน้นสินค้ามีคุณภาพ

ผู้บริโภคอินทผลัมผลแห้งในประเทศไทยถือว่ามีอยู่ไม่น้อย จากการที่ฟารุกฟาร์มได้สำรวจตลาดมาคือ พฤติกรรมของคนไทยชอบบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูก จึงใช้ของที่มีคุณภาพมาขาย แต่ถามว่าของคุณภาพดี ราคาถูกมีด้วยเหรอ มีสิ แต่เราต้องยอมสละกำไรของเราให้เหลือน้อยลง คือปกติอินทผลัมจะมีค่า VAT ที่เกิดขึ้นในการนำเข้ามา แต่ของฟารุกฟาร์มไม่ได้บวกตรงนั้น จะมีการบวกกำไรเพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างเช่น ของมา 100 บาท เราบวก 15 บาท คือกำไร

ในกำไรนี้รวมค่าดำเนินการไปแล้วด้วย ซึ่งกำไรน้อยมาก แต่เน้นให้ราคาถูก และเน้นให้ลูกค้ามาซื้อที่เรา

 

เทคนิคทำการตลาด สินค้าคุณภาพ  ช่องทางการสั่งซื้อสะดวก ขนส่งรวดเร็ว

หลายท่านคงสงสัยว่า จะทำการตลาดอย่างไรดี ให้ขายได้ตลอดทั้งปี คุณฟารุก บอก ไม่ยาก แค่ต้องขยันและซื่อสัตย์ต่อลูกค้า การตลาดหลักๆ ของฟารุกฟาร์มคือ เน้นของมีคุณภาพ มีตัวเลือกเสนอให้ลูกค้า 2 ตัวเลือก 1. หากลูกค้าไม่พอใจในสินค้า เปิดกล่องมาแล้วไม่ชอบที่ส่งไป เราส่งของใหม่ให้ทันที ตัวเลือกที่ 2. คือ เมื่อได้รับสินค้าแล้วไม่ชอบ ให้ส่งสินค้ากลับคืนมา แล้วทางฟาร์มจะโอนเงินกลับไปให้ทันที

อันนี้ถือเป็นการตลาดที่เกษตรกรควรทำ ยกตัวอย่างให้เห็นข้อดีง่ายๆ ทำไม ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฟารุกฟาร์มถึงอยู่ได้ ในขณะที่สินค้าอย่างอื่นตกลง แต่ที่ฟาร์มโตขึ้นจากเดิม 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยึดคุณภาพเป็นสำคัญ ถ้าของเสียหายของไม่ดี เราไม่ขาย เราถือคติที่ว่า

“ถ้าเราขายของไม่ดีให้ลูกค้าหนึ่งครั้ง ลูกค้าจำเราได้แม่น กลับกัน หากเราขายของดีให้ลูกค้าครั้งแรก เขาก็จำเราได้แม่นเช่นกัน” เจ้าของเน้น

เจ้าของบอกว่า ช่องทางการสั่งซื้อสะดวก มีเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม เว็บไซต์ ไลน์ ทุกอย่างเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือการตลาดชั้นดี ด้วยพฤติกรรมการเสพสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คนสมัยนี้เวลาจะทำอะไร ก็เอาความสะดวกเข้าว่า เราจึงต้องมีช่องทางการสั่งซื้อให้ครบ เพื่อเข้าให้ถึงลูกค้าโดยกว้าง ฟารุกฟาร์มเติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะเฟซบุ๊ก ใช้ความรู้ที่มีมาต่อยอดให้เป็นประโยชน์ หรือถ้ามีลูกมีหลานก็ให้เขาช่วยได้ หมั่นลงสตอรี่ มีความเคลื่อนไหวในสื่อออนไลน์ต่างๆ หรือลงโปรโมชั่นพิเศษที่น่าสนใจ ให้ลูกค้าได้เห็น สักวันเขาต้องมาเป็นลูกค้าเรา

เจ้าของอธิบายว่า การขนส่งรวดเร็ว ทุกวันนี้สินค้าที่ฟารุกฟาร์มต้องส่งให้กับลูกค้าหลายกลุ่มด้วยกัน ทั้งห้างสรรพสินค้า ตัวแทนประจำจังหวัด ตลาดออนไลน์ หรือหน่วยงานต่างๆ ดังนั้น เราจะส่งของช้าไม่ได้ เรื่องบริการต้องครบวงจร นัดวันไหน ต้องวันนั้น ถ้าเป็นลูกค้าจากต่างจังหวัด เราก็จะกำหนดวันให้ดี อย่าให้พลาด แต่ถ้าเป็นลูกค้าสั่งทางออนไลน์ หรือจากหน่วยงานที่อยู่ใกล้เราพอจะส่งให้เขาได้ของวันนี้ก็ยิ่งดี ถือเป็นการสร้างความประทับใจให้ลูกค้าไปในตัวด้วย

จำหน่ายทั้งผลสดและผลแห้ง สร้างรายได้หลักล้านบาท ต่อปี

ฟารุกฟาร์ม เติบโตมาจากการเริ่มจำหน่ายต้นพันธุ์ และช่วงนั้นอินทผลัมถือเป็นพืชที่ใหม่มาก และคนให้ความนิยม เพราะถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจะมาแรง เริ่มขายกล้าได้ดี ตอนนั้นจำหน่าย ต้นละ 300 บาท จำหน่ายช่วง ปี 2555 เริ่มขายจริงจัง 2556 ขายกล้าได้ปีหนึ่งถือว่าไปได้สวย แต่ก็เริ่มมองหาตลาดอย่างอื่นด้วย เพราะเราขายกล้าปีหนึ่งระบบการผลิตยังไม่มากพอ ยังไม่ครอบคลุม ค่าใช้จ่าย เมื่อต้นโตจึงมีการทำตลาดเรื่องผลสด และต่อยอดมาเป็นผลแห้งในที่สุด

รายได้จากการขายอินทผลัมผลสด 1 ปี จำหน่ายได้เพียง 1 ครั้ง ซึ่งที่สวนก็ปลูกไม่มาก เพียง 3 ไร่ ได้ผลผลิตไม่มากเพียง 1-2 ตัน ต่อปี เก็บขายได้ กิโลกรัมละ 500 บาท

รายได้จากการขายผลแห้ง อันนี้ถือว่าแซงการขายผลสดไปมาก สร้างเงินได้ดี แต่ต้นทุนการนำเข้าผลสด และการที่ต้องลงทุนทำห้องเย็นให้ได้มาตรฐานก็หนักเช่นกัน

 

อินทผลัมผลแห้งนำเข้าจากต่างประเทศ บรรจุภัณฑ์ใหม่พร้อมส่ง

อนาคต อินทผลัมทั้งผลสด-แห้ง ยังสดใส

คุณฟารุก บอกว่า อินทผลัมในประเทศไทยถือว่ายังเป็นพืชที่ใหม่ ถ้าเกษตรกรไทยเข้มแข็งและตั้งใจ เพราะหากทำสำเร็จเราจะมีอำนาจการต่อลองการค้าที่มากขึ้น อาจจะมีการรวมกลุ่มทำส่งต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีการนำเข้าอินทผลัมเป็นจำนวนมาก หากเราทำการตลาดได้จะดีแค่ไหน ยกตัวอย่างถ้าที่ผ่านมาทางมาเลเซียเคยสั่งอินทผลัมจากประเทศอิรัก อิหร่าน อิสราเอล แต่ถ้าประเทศไทยผลิตของให้เขาได้และพอต่อความต้องการของเขา เขาอาจจะยกเลิกการสั่งจากประเทศแถบตะวันออกกลาง แล้วหันมาสั่งที่ไทยแทน เพราะการขนส่งที่สะดวกกว่า ง่ายกว่า ใกล้กว่า และเร็วกว่า จึงไม่น่ายากหากเราจะเริ่มต้นทำ

ติดต่อสอบถาม ซื้อสินค้าของฟารุกฟาร์ม ได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (081) 806-8127

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนาอินทผลัมกินผล ทางผู้จัดได้เชิญ คุณฟารุก หรือคุณสีหนาท สนสุวรรณ์ มาพูดคุยด้วย ผู้สนใจสามารถจองได้ โดยดูรายละเอียดการสัมมนาได้ในเล่มนี้