“ทิปโก้หอมสุวรรณ” สับปะรดสายพันธุ์ไทยที่ได้คุณภาพระดับโลก

สับปะรด เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งการส่งออกสับปะรดกระป๋องแปรรูปปีละกว่า 2 ล้านตัน ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่มีผลผลิตสับปะรดกระป๋องมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน การบริโภคสับปะรดสดก็มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตสับปะรดเพื่อการบริโภคสดได้ปีละกว่า 3 แสนตัน และยังสามารถเติบโตได้มากขึ้นไปอีก

สับปะรดในประเทศไทยมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์และปลูกได้ทั่วประเทศ แต่ผลผลิตสับปะรดกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศได้มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนได้ชื่อว่าสับปะรดที่อร่อยที่สุดในโลกนั้นต้องมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จากการวิจัยที่ผ่านมา พบว่า คนไทยยังบริโภคสับปะรดกันน้อย เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องรสชาติที่เปรี้ยวจนบางคนอาจจะไม่ชอบ การปอกเปลือกสับปะรดที่ลำบาก จึงนำไปสู่ความตั้งใจของบริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)  ที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนไทย รับประทานได้ง่าย ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เพิ่มขึ้น และสามารถปลูกได้ในพืนที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต้นกำเนิดของบริษัทฯ ได้

เอกลักษณ์เด่นของสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ  คือ มีเนื้อสีเหลืองทอง รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม มีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่กัดปาก มีเปลือกบางทำให้ปอกง่าย และมีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่น จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสับปะรดที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ  เป็นการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นพันธกิจที่บริษัททิปโก้มุ่งมั่นมาตลอด

จุดเริ่มต้นของการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดทิปโก้ หอมสุวรรณ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ในศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทางพืชของทิปโก้ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และใช้เวลาจนถึง พ.ศ. 2551 กว่าที่จะได้สายพันธุ์สับปะรดที่ได้รสชาติและคุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่ค้นคว้าพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนการเพาะปลูกสับปะรดพันธุ์ทิปโก้ หอมสุวรรณ จำเป็นต้องได้รับการพิถีพิถันเป็นพิเศษภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรที่มีประสบการณ์ บนพื้นที่การเพาะปลูก 25 แปลง ขนาด 5,600 ไร่ ซึ่งครอบคลุมอาณาเขต 3 ตำบล ได้แก่ ต.คลองวาฬ ต.เกาะหลัก และต.ห้วยทราย โดยเริ่มจากการเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อ ซึ่งศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้สามารถเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อได้กว่า 2 ล้านต้นต่อปี การขยายพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะย้ายมาปลูกในแปลงได้ และต้องใช้เวลาอีกราว 2 ปีครึ่งถึงจะได้สับปะรดที่สมบูรณ์ โดยสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือนนับจากออกดอก จนได้ผลที่สุกพอดี

การดูแลสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด โดยเฉพาะการที่เปลือกสับปะรดพันธุ์นี้มีความบางมากกว่าพันธุ์อื่นจึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษ สิ่งนี้ทำให้ทีมวิจัยนอกจากจะพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีแล้ว ยังต้องคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการเพาะปลูกและการดูแลผลผลิตสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้สับปะรดคุณภาพดีที่สุดอีกด้วย

เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินเพื่อการปลูกซึ่งไม่ใช่การเผา แต่ใช้การปั่นซากผลผลิตเก่าแล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ปรับพื้นที่ ทำระบบระบายน้ำไม่ให้น้ำขัง

การปูแผ่นพลาสติกบนดินนับเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของการปลูกสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ ซึ่งไม่มีในการปลูกที่อื่น คิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกสับปะรดของทิปโก้ โดยการปูแผ่นพลาสติกที่สั่งทำพิเศษนี้จะช่วยให้ดินกักเก็บความชุ่มชื้นได้ตลอด เนื่องจากน้ำจะระเหยขึ้นมาเป็นไอน้ำจากดิน เมื่อกระทบกับแผ่นพลาสติกก็จะจับตัวเป็นหยดน้ำ ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น สามารถรักษาคุณภาพของดินไว้ได้นาน ช่วยประหยัดน้ำ ป้องกันวัชพืข และทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีมาก เป็นการลงทุนสูงแต่ช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และรักษาคุณภาพของดินไว้ได้นาน

นวัตกรรมอีกอย่างหนึ่งที่คิดค้นและออกแบบมาเพื่อสับปะรดพันธุ์นี้โดยเฉพาะที่เดียวในประเทศไทยคือ การคลุมผลสับปะรด หรือเรียกกันในกลุ่มผู้เพาะปลูกว่า “ใส่หมวกให้สับปะรด” เมื่อสับปะรดออกผลได้อายุ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน เพื่อป้องกันแสงแดดมาสัมผัสผิวของสับปะรดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีความเสียหายได้ เนื่องจากผิวของเปลือกสับปะรดพันธุ์นี้มีความบางมากจึงต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ โดย “หมวก” ที่นำมาใส่ให้ผลสับปะรดนั้นทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

นอกจากนั้น การเก็บผลผลิตเองยังต้องพิถีพิถันเช่นกัน โดยมีการเทียบสีเปลือกตามมาตรฐาน (Shell Color Standard) ซึ่งต้องปรับสีเปลือกตามฤดูกาล โดยฤดูฝนจะต้องเก็บสับปะรดที่มีสีเปลือกในโทนสีที่ต่ำกว่า ในขณะที่ฤดูหนาวและร้อนจะเก็บสับปะรดที่มีสีเปลือกโทนสีที่สูงขึ้น เพื่อให้สับปะรดสุกได้ระดับพอดี มีการใช้รางสายพานนำผลผลิตจากแปลงสับปะรดมาสู่รถ ทำให้ใช้แรงงานคนน้อย และรักษาผลสับปะรดไม่ให้กระทบกระเทือนได้มาก สับปะรดที่เก็บได้จะนำมาผ่านขั้นตอนการทำความสะอาด การป้องกันเชื้อรา และนำมาคัดคุณภาพและขนาดของสับปะรดโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนขนส่งไปให้ผู้บริโภค

แม้ว่าสับปะรดพันธุ์ทิปโก้หอมสุวรรณจะออกแบบมาเพื่อถูกปากคนไทย แต่คุณภาพของสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวได้รับการยกย่องในเวทีโลก โดยเป็นสับปะรดไทยพันธุ์เดียวที่ได้รับรางวัล Superior Taste Award ระดับ 3 ดาว จากสถาบันรับรองรสชาติเครื่องดื่มและอาหารนานาชาติ (iTQi) จากประเทศเบลเยียม

สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีตั้งแต่วางจำหน่าย รวมไปถึงการได้รับรางวัลในระดับนานาขาติแสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณในระดับโลกเช่นกัน สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ จึงเป็นสินค้าส่งออกไปขายหลายประเทศในปัจจุบัน รวมทั้งวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และร้านหอมสุวรรณ พิน่า พิน่า ชั้น G ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

บทความก่อนหน้านี้‘น้ำพริกผัดไก่’ จากไก่ไหว้ตรุษจีน โดย กฤช เหลือลมัย
บทความถัดไปซีพีเอฟ มอบหน้ากากป้องกันฝุ่นแก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์