ปลูกมะยงชิด พันธุ์บางขุนนนท์ ผลใหญ่ รสชาติดี ที่นครนายก ยังขายได้ราคาแม้คู่แข่งเยอะ

มะยงชิด ผลไม้ขึ้นชื่อจังหวัดนครนายก หากใครได้ลิ้มลองรสชาติ เป็นอันต้องติดใจ ด้วยลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนที่อื่น ทั้งขนาดของผลที่ใหญ่ สีของเปลือกและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมมะยงชิด ของที่นี่มีชื่อเสียงกลายเป็นซิกเนเจอร์ของจังหวัด ที่ใครมาแล้วต้องซื้อกลับ

ซึ่งครั้งนี้เทคโนโลยีชาวบ้านก็ไม่พลาดที่จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับสวนมะยงชิดลุงนวย นับเป็นอีกสวนที่ขึ้นชื่อเรื่องของคุณภาพ และรสชาติของมะยงชิดที่หวานกำลังดี มีอมเปรี้ยวหน่อยๆ รวมถึงขนาดผลใหญ่ ที่ใหญ่เท่าๆ กับไข่ไก่ จนแม่ค้าต้องมานอนเฝ้าขอซื้อถึงสวน

คุณอำนวย อินไชยะ (ลุงนวย) ข้าราชการเกีษยณ วัย 81 ปี (เจ้าของสวนมะยงชิดลุงนวย) อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำสวนมะยงชิด ตนทำงานรับราชการเป็นนายช่างสมุทร อยู่กรมพัฒนาที่ดินมาก่อน งานสวนถือเป็นเรื่องไกลตัว อาศัยความมีใจรัก ระหว่างรับราชการมีโอกาสได้ไปคุมงานตามต่างจังหวัด ก็จะไปเสาะหาพันธุ์ไม้ดีๆ มาปลูกสะสมไว้ ด้วยลักษณะของงานที่ทำค่อนข้างเครียด กลับบ้านก็อยากพักผ่อนได้เห็นสีเขียวๆ เดินดูเพลินๆ ปลูกมาหลายชนิด มาจบสุดท้ายที่มะยงชิด เพราะมะยงชิดเป็นไม้ผลที่ดูแลง่าย ช่วงไปทำงานก็อาศัยให้เทวดาช่วยเลี้ยง

คุณอำนวย อินไชยะ (ลุงนวย) เจ้าของสวนมะยงชิดลุงนวย

พลิกดินเปรี้ยวปลูกมะยงชิด
ปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ได้ผลดี ต้นทุนต่ำ

ลุงนวย บอกว่า มะยงชิดเป็นผลไม้ที่ออกไม่ตรงกับผลไม้ชนิดอื่น มองเห็นอนาคตว่าจะกลายเป็นของหายากและขายได้ราคาดี ตอนนี้ปลูกมะยงชิดทั้งหมด 12 ไร่ เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นดินเปรี้ยว มีค่า pH 3.5-4 ก่อนปลูกจึงต้องปรับปรุงดินใส่ปุ๋ยคอก แล้วขุดบ่อยกร่องตากดิน ปุ๋ยมูลสัตว์จะเข้าไปช่วยปรับสมดุลในดิน เมื่อต้นไม้ยืนต้นจะปรับสภาพได้เอง

“ก่อนหน้านี้ปลูกมะยงชิดหลายพันธุ์ ไปที่ไหนก็เสาะหามาปลูก หาเองบ้างให้ลูกน้องช่วยหาบ้าง จนมาจบที่พันธุ์บางขุนนนท์ ที่ได้มาจากเพื่อนที่มีบ้านอยู่นนทบุรี จึงให้เขาช่วยหาพันธุ์มา พอปลูกแล้วรู้สึกว่าพันธุ์นี้ถูกใจกว่าพันธุ์อื่น ทั้งเรื่องรสชาติ ขนาดของผล และสีของเปลือก จึงตัดสินใจที่จะปลูกพันธุ์นี้เป็นการค้า”

ลุงนวย เล่าถึงเทคนิคและขั้นตอนการปลูกมะยงชิดว่า อาชีพเกษตรกรรมทำให้ดีต้องมีการวางแผน ผลผลิตแต่ละปีได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ควรวางแผนการปลูก ที่นี่จะไม่ทำผลผลิตให้ออกพร้อมกันทั้งหมด จะแบ่งปลูกเป็นชุด ชุดละ 5 ไร่ 10 ไร่ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ชุดนี้โดนฝน ชุดนี้ไม่โดน ถือว่ายังมีผลผลิตได้ออกขายบ้าง

ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร กำลังดี

ขั้นตอนการปลูก

มะยงชิด สามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ทั้งดินทราย ดินลูกรัง ดินร่วนปนทราย แต่มีข้อสำคัญคือ ตอนปลูกครั้งแรกพื้นที่ปลูกต้องไม่มีน้ำขัง ถ้าน้ำขังรากจะเน่า ให้ปลูกในลักษณะพูนดินขึ้นมาเป็นกระทะ รอจนต้นเริ่มแตกใบอ่อนให้เห็นแสดงว่ารอด ก็สามารถอยู่และเจริญเติบโตริมน้ำได้สบาย

มะยงชิด ใช้เวลาปลูก 3 ปี ให้ผลผลิต เก็บผลผลิตได้นานอีก 40-50 ปี

“ผมปลูกมะยงชิดตั้งแต่ปี 2524 ผ่านมาแล้ว 38 ปี ตอนนี้ยังให้ลูกดกอยู่เลย พูดง่ายๆ ว่าต้นยิ่งแก่ลูกยิ่งดก นับเล่นๆ แค่ 11 ต้น ได้ผลผลิตเกือบสองตัน ต้นหนึ่งเก็บได้ 200-300 กิโลกรัม” ลุงบอก

ฤดูของผลผลิต …ปกติตามธรรมชาติเริ่มออกดอกเดือนพฤศจิกายนอย่างเร็ว แต่เดี๋ยวนี้มีเทคนิคใหม่คือ เปิดไฟเร่งดอก อย่างที่นี่เปิดไฟเร่งดอกตั้งแต่เดือนตุลาคม ผลผลิตออกมาเก็บขาย วันที่ 3 มกราคม เป็นวันแรก

การเตรียมดิน …การปลูกจะดินอะไรก็แล้วแต่ ต้องดูว่าพื้นดินเป็นที่ลุ่มหรือเปล่า ถ้าเป็นที่ลุ่มก็ควรจะพูนดินขึ้นมาเป็นหลังเต่า ถ้าดินดีไม่ต้องขุดลึก ขุดแค่ 50 เซนติเมตร แล้วผสมปุ๋ยหรือใช้ดินธรรมดาปลูกได้ทุกสภาพ อย่าให้น้ำขัง อย่าให้แล้งจัด ช่วงแรกต้องให้ความชุ่มชื้น

การปลูก … มี 2 แบบ ถ้าปลูกแบบทำกิ่งขาย ใช้ระยะ 4-5 เมตร แต่ถ้าปลูกเพื่อเก็บผลผลิต ให้ปลูกระยะ 8 เมตร ถือว่าดีที่สุด 10 ปี แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ดูว่ากิ่งข้างในพุ่มยาวไปเสียบข้างในหรือเปล่าแค่นี้เอง

ระบบน้ำ … มะยงชิด เป็นพืชที่ทนแล้งได้ แต่จะอาศัยเทวดาเลี้ยงอย่างเดียวไม่ได้ ทางที่ดีควรมีระบบน้ำ หากปลูกแบบรอน้ำฝนต้นไม่ตาย แต่ผลผลิตที่ได้ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร ขนาดของผลจะเล็ก การให้น้ำก็ไม่ต้องให้เยอะ ให้ดูว่าถ้าแห้งจัดก็ให้ ระยะการให้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นดินของแต่ละที่ คนปลูกต้องหมั่นสังเกตเอาเองจะดีที่สุด

ปุ๋ย …ทันทีที่เก็บลูก ควรตัดแต่งกิ่งที่เสียออก แล้วใส่ปุ๋ยคอก ที่นี่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเร่งลูกเร่งขนาด ปล่อยตามธรรมชาติ เพราะพันธุ์ที่ปลูกดีอยู่แล้ว

สภาพแปลงปลูกพร้อมระบบน้ำ

โรคและแมลงที่พบ

จะมีปัญหาเป็นช่วง ถ้าผลผลิตออกช่วงเดือนพฤศจิกายน แมลงวันทอง หรือเพลี้ยจักจั่นยังไม่มี เพราะมะม่วงกับกระท้อนยังไม่ออก แต่หลังจากช่วงที่ผลผลิตมะม่วง กระท้อน ออกพร้อมกัน จะเริ่มมีแมลงมารบกวน วิธีแก้ ใช้แค่แอมโมเนียชุบสำลีแขวนไว้ตามต้นแค่นั้น

 

เทคนิคทำขนาดผลให้ใหญ่

มี 2 ประการ ประการแรก ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่เลือกปลูก ถ้าพันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ลูกเล็กดูแลดีแค่ไหน ลูกก็ยังเล็กอยู่ ประการที่สอง ระบบน้ำ ถ้าพันธุ์ที่ปลูกดีแค่ไหน แต่ไม่รดน้ำ จะอาศัยธรรมชาติอย่างเดียวแล้วให้ลูกใหญ่ถือว่ายาก ทางที่ดีคือ เมื่อผลเท่าหัวแมลงวันก็เริ่มให้น้ำได้ ให้วันเว้นวันหรือสองวันครั้ง ถ้าให้มากเกินไปใบอ่อนออกต้นจะสลัดลูกทิ้ง ของแบบนี้ต้องอาศัยประสบการณ์และเป็นคนช่างสังเกตด้วย ไม่ใช่อ่านทฤษฎีมา เขาบอกทำแบบนั้นแบบนี้แล้วจะได้ผลตามเขา แค่พื้นที่ปลูก หรือฝน ฟ้า อากาศ ก็ไม่เหมือนกันแล้ว

ห่อผลกันลูกช้ำด้วยโฟมตาข่าย

ห่อผลด้วยโฟม กับกระดาษ
มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกัน 

ที่นี่มีการดูแลผลของมะยงชิดอยู่ 2 แบบ

1. ห่อด้วยกระดาษ ข้อดี คือได้ผลสวย และแมลงไม่มารบกวนแน่นอน ส่วนข้อเสีย คือเราจะไม่รู้ว่าผลผลิตสุกหรือยังต้องเสียเวลามาเปิดดูทีละลูก

2. ห่อด้วยโฟมตาข่าย ข้อดี คือสามารถเห็นผลได้ชัดไม่ต้องเปิดดู ช่วยประหยัดเวลา กันนกได้ส่วนหนึ่ง ข้อเสีย กันแมลงตัวเล็กไม่ค่อยดี

ผลขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่ รสชาติหวานอมเปรี้ยว เปลือกสีแสดกำลังดี

แม้ผลผลิตออกเยอะ ตลาดก็ไม่ตัน
เพราะมีคุณภาพการันตี

ลุงนวย เริ่มปลูกมะยงชิดตั้งแต่ ปี 2524 ปลูกสะสมมาเรื่อย มีการคัดหาสายพันธุ์เพื่อหาพันธุ์ที่ดีที่สุดอยู่หลายปี กิ่งพันธุ์จะราคาแพงเท่าไรไม่เกี่ยง เมื่อสะสมปลูกนานไปผลผลิตเริ่มเยอะ กินไม่ไหว ก็เอาไปแจกเพื่อน พอเหลือแจกก็ขายบ้าง การตลาดเริ่มจากมีแม่ค้าที่รู้จักกันอยู่อำเภอสาริกา โทร. มาหาว่ายังมีผลผลิตอยู่ไหม ให้เอามาเดี๋ยวขายให้ เราก็เอาไปให้ลังหนึ่ง สรุปยังกลับไม่ถึงบ้านเลย เขาโทร. มาบอกให้เอาไปให้อีกลัง เมื่อกี้หมดแล้ว

ตั้งแต่นั้นก็กลายเป็นว่ามีคนตามมาซื้อถึงสวนเลย เพราะมะยงชิดเราลูกใหญ่ รสชาติดี ราคาขายเป็นกิโลก็ดีช่วงเดือนมกราคมเก็บขายคละไซซ์กิโลกรัม 280 บาท พอเป็นช่วงที่ผลผลิตออกเยอะ ราคาจะค่อยลดลงมาตามตลาดแต่ไม่มาก หากเป็นไซซ์ใหญ่ชั่งได้ 16 ลูกโล กิโลกรัมละ 280 บาท แม่ค้าก็เอาแล้ว แต่ถ้าจะคัดแบบจริงจังให้ได้ราคาเพิ่ม 12 ลูก 1 กิโลกรัมกำลังดี ด้วยคุณภาพที่ดีมาตลอด ผลผลิตออกมากแค่ไหนไม่กลัวว่าจะขายไม่หมด เพราะแม่ค้าเขามาเฝ้าเก็บเอาเลย เก็บเอง ชั่งเอง เจ้าของจดจำนวนรับเงินอย่างเดียว

การปลูกมะยงชิดไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าจะปลูกไว้กินเองมีแหล่งน้ำเพียงพอก็ปลูกได้ สมัยนี้กิ่งพันธุ์ราคาไม่แพง แต่ถ้าจะปลูกเชิงการค้าให้หาตลาด และศึกษาธรรมชาติดูสักนิดก่อน ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ให้ท่องจำไว้เสมอว่า ทุกอย่างมันไม่ใช่ 1+1 = 2 ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกเยอะ ไปอ่านมาบอกให้ใส่ปุ๋ยสูตรคนนั้นสั่งมาให้ใส่ปุ๋ยวันนั้นวันนี้ไม่ใช่ ที่ดินแต่ละที่ดินฟ้าอากาศไม่เหมือนกัน บางที่ตก อีกที่ไม่

หาก…ท่านใดอยากโทร.มาปรึกษาขอความรู้ ทางลุงยินดีมากๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 093-654-9562

 

บทความก่อนหน้านี้เวียดนาม ยกเลิกใช้ ยาฆ่าวัชพืชผสม ‘ไกลโฟเซต’ หวั่นเกิดมะเร็ง
บทความถัดไปสารคดีเสียงจากแผ่นดิน Season5 EP.3 : บ้านวังกุ่ม อ.บางระกำ “น้ำท่วมทุกปี แต่ทำการเกษตรได้” แค่วางแผน