เทคนิคชาวสวน ปลูก “มะยงชิด” ยังไงให้รอดตาย…ต้อง “รองก้นหลุม” ด้วยอะไร?!

ถึงแม้มะยงชิดมีมานาน ชาวสวนรู้จักปลูกมาพร้อมๆ กับขนุนและมะม่วง แต่มะยงชิดก็ยังราคาแพง กิโลกรัมละ 100-200 บาท สาเหตุน่าจะมาจาก มะยงชิดปลูกได้ไม่ง่าย กิ่งพันธุ์ราคา 100-300 บาท บางคนปลูกแล้วตาย ตายแล้วปลูกอยู่นั่นแหละ

กษตรกรที่จังหวัดนครนายกแนะนําการปลูกมะยงชิดให้มีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง โดยเริ่มจากหลุมที่ปลูกไม่ควรขุดลึกมาก ไม่ต้องรองก้นหลุมด้วยอะไร

เมื่อขุดหลุมเสร็จ ใช้มีดคมๆ กรีดรอบๆ ก้นถุง ซึ่งจะมีแผ่นถุงหลุดออกมา แต่ถุงยังห่อหุ้มดินที่เป็นวัสดุปลูกอยู่ นําต้นพันธุ์ลงวางที่หลุมแล้วค่อยๆ ดึงถุง ขึ้นมา ใช้มีดกรีดถุงทิ้งแล้วจึงกลบโคนต้น วิธีการนี้เป็นการกระทําที่นิ่มนวล ดินไม่แตก เปอร์เซ็นต์การรอดตายจะมีมาก เกษตรกรบอกสาเหตุการตายของมะยง ชิดปลูกใหม่ เพราะว่าตุ้มดินแตก วิธีนี้ตุ้มดินจะไม่แตกเลย

สําหรับก้นหลุมไม่ต้องรองด้วยปุ๋ยอะไรทั้งสิ้น ปลูกไปได้สักพักนําปุ๋ยคอก เก่าๆ อย่างขี้วัว ขี้ควาย มาวางไว้ที่โคนต้น เมื่อต้นไม้มีรากแข็งแรง เขาก็จะคอย ออกหากิน การใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมขณะที่รากไม่พร้อม จะเป็นสาเหตุให้ต้นไม้ตาย

เสริมรากมะยงชิด ต้นแข็งแรง ให้ผลผลิตเร็ว ดก

มะยงชิด ไม้ผลราคาสูง ทั้งกิ่งพันธุ์และผลผลิต ดังนั้น การปลูกต้องเอาใจใส่กันพอสมควร

เกษตรกรนักขยายพันธุ์พืชบางแห่งทาบกิ่งโดยใช้ต้นตอถึง 3 ตอด้วยกัน เรียกว่า “สามขา” เมื่อนําลงปลูกก็แข็งแรงดี พอปลูกได้ปีเดียวก็สอนเป็นแล้ว เก็บผลผลิตได้ 4-5 ผลต่อต้น จากนั้น 4-5 ปีเก็บได้ 10-20 กิโลกรัมต่อต้น หากมีต้นพันธุ์ที่เขาทาบแบบสามขามาแล้วก็ดี

แต่กรณีที่ทาบด้วยต้นตอต้นเดียว หรือขาเดียว แต่ปลูกลงดินไปแล้ว เจ้าของสามารถเพิ่มขาให้ได้ โดยการปลูกมะยงชิดลงที่โคนต้นที่ปลูกไปแล้ว เมื่อต้นแข็งแรงดี ทําการเสียบต้นตอเข้าไป วิธีทําก็กรีดที่ต้นพันธุ์ดีที่ปลูกไว้ จากนั้นปาดตอเป็นรูปปากฉลาม นําส่วนที่ปาดไปแปะติดกับแผลแล้วพันด้วยพลาสติก ทําอย่างนี้จนครบสามขา เมื่อรวมกับต้นเดิมจะเป็นสี่ขา เมื่อมีขามากๆ ขาจะช่วยกันทํามาหากิน ดูดน้ำและอาหารไปเลี้ยงต้นแม่ เมื่อต้นแม่สมบูรณ์แข็งแรง โอกาสให้ผลก็เร็ว ให้ผลผลิตดก

เกษตรกรที่นครนายกใช้วิธีการนี้ได้ผลอย่างดีเยี่ยม ทั้งๆ ที่พื้นที่ปลูกไม่มากนัก แต่ได้ผลผลิตปีหนึ่งเป็น 10 ตัน

บทความก่อนหน้านี้เปิด “ยะลา” มุมมองใหม่ด้วยตัวคุณ แล้วจะหลงรักเมืองใต้สุดแดนสยามโดยไม่รู้ตัว
บทความถัดไป“ชมพู่” ไม้ผลคู่บ้าน อยากลิ้มรสต้อง “ห่อ”