ถึงเวลาเกษตรกรไทย ก้าวสู่ยุค Smart Farmer

คอลัมน์ Smart SMEs โดย วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

สวัสดีครับ ปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเองยังไม่ฟื้นตัว แต่ผมก็ยังเชื่อว่าจากแผนและนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ จะทำให้ประเทศไทยก้าวผ่านไปได้ นโยบายหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น สตาร์ตอัพ ที่สนใจการทำธุรกิจด้านการเกษตร

สืบเนื่องจากการคาดการณ์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization-FAO) พบว่าภายในปี พ.ศ. 2593 หรืออีก 33 ปีจากนี้ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,600 ล้านคน จากประมาณ 7,400 ล้านคนในปัจจุบัน ทำให้โลกมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 70 และอีกปัญหาใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับภาวะดังกล่าว ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรลดลง และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลกในอนาคต

ดังนั้นหากกลุ่มนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัพ สามารถคิดพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรกรรมรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยยกระดับความสามารถของเกษตรกรไทยให้เพิ่มผลผลิตรองรับความต้องการของตลาด สร้างฐานตลาดใหม่ ส่งออกสู่ต่างประเทศ สร้างความแข็งแกร่งเพื่อพร้อมก้าวไปสู่การเป็น Smart Farmer

การขยับไปสู่ Smart Farmer คือการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลสารสนเทศ การเข้าถึงแหล่งความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต การนำอุปกรณ์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต มาใช้เพื่อควบคุมระบบการทำงานภายในฟาร์ม หรือแม้แต่การนำหุ่นยนต์มาช่วยงานเพื่อช่วยประหยัดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในอนาคต

นอกจากนั้น เกษตรกรอาจต้องรู้จักการใช้ฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลดิน น้ำ อากาศ บวกกับการนำข้อมูลด้านการตลาด มาวิเคราะห์ในเชิงลึกเพื่อศึกษาดูพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการของตลาด รวมถึงการนำระบบเซ็นเซอร์มาช่วยงานในฟาร์มให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดเวลา เป็นต้น

ตัวอย่างในต่างประเทศ ได้แก่ ในออสเตรเลีย มีการใช้หุ่นยนต์เพื่อรีดนมวัว ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีแผนที่จะนำหุ่นยนต์มาช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตในฟาร์มผลไม้และพืชสวน รวมทั้งการนำระบบไอทีมาใช้ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แหล่งกำเนิดแสง เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับพันธุ์พืช ตลอดจนการนำโดรนมาใช้เพื่อดูแลสภาพของแปลงปลูกข้าวที่อยู่ห่างไกล

ประเทศมาเลเซีย มีแผนจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีระบบเซ็นเซอร์และข้อมูลภายในฟาร์ม มาประมวลผลวิเคราะห์เพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตรในอนาคต โดยจะพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับ Internet of Things หรือ IoT (สภาพแวดล้อมที่สิ่งของต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ สามารถรับรู้ภาวะรอบตัวได้ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและทำงานร่วมกันได้) เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถผสมพันธุ์พืชได้ตรงเวลาและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับในประเทศไทย ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มาใช้เพื่อการทำนา การเลี้ยงกุ้ง การทำประมง และการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อยและยางพารา รวมถึงการปรับปรุงพันธุกรรมสำหรับการทำปศุสัตว์ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้มีการลงทะเบียนเกษตรกร ภายใต้โครงการ Smart Farmer & Smart Officer (เกษตรกรปราดเปรื่องกับเจ้าหน้าที่ต้นแบบ) เพื่อให้บริการออนไลน์ต่าง ๆ เช่น ขอรับสารปรับสภาพดิน เมล็ดพันธุ์พืชบำรุงดิน บริการฝนหลวง ขอวิเคราะห์ตัวอย่างดิน และค้นหาข้อมูลองค์ความรู้ต่าง ๆ โดยเกษตรกรสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการผ่าน www.thaismartfarmer.net หรือที่จุดให้บริการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรประจำจังหวัดทั่วประเทศ

เมื่อภาครัฐขยับตัวกันขนาดนี้แล้ว ผมคิดว่าเกษตรกรไทยควรใช้โอกาสนี้ช่วยกันพัฒนาภาคการเกษตรของเราให้เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลกให้ได้อันที่จริงประเทศไทยก็มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าอยู่ไม่น้อยหลายรายเข้าร่วม”โครงการเกษตรก้าวหน้า” ที่ธนาคารกรุงเทพริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 โดยช่วยเชื่อมโยงประสานให้เกษตรกรได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุน ช่วยพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเชนให้เข้มแข็ง ตลอดจนให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกรด้วยครับ