กรมวิชาการเกษตร เร่งวิจัยขมิ้นชันปลอดโรครองรับตลาดยา-เครื่องสำอาง

ขมิ้นชัน

กรมวิชาการเกษตร สบช่องแทรนด์ “ขมิ้นชัน” ในอุตสาหกรรมยา-เครื่องสำอาง-อาหารเสริม มาแรง เร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันปลอดโรคสายพันธุ์ตรัง 1- ตรัง 84-2 เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต-ขยายพันธุ์ดี ปลอดโรค พร้อมหนุนส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเชิงการค้า รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมขมิ้นชันทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เผยสรรพคุณให้ “สารเคอร์คิวมินอยด์” สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพร 120% ทำให้เป็นที่ต้องการสูง

นายสนอง จรินทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบัน ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงของอุตสาหกรรมยาแผนโบราณ-ยาแผนปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยในปี 2560 ตลาดอุตสาหกรรมสารสกัดขมิ้นชันมีมูลค่ารวม 49 ล้านบาท ในขณะที่ปริมาณผลผลิตหัวสดซึ่งยังผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมขมิ้นชันในประเทศ

นายสนอง จรินทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยพืชสวนได้รับการติดต่อจากองค์การเภสัชกรรมเพื่อขอซื้อพันธุ์ขมิ้นชันคุณภาพปลอดโรค เพื่อนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรในเครือข่ายปลูกเชิงการค้า เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับอุตสาหกรรมขมิ้นชันหลายแขนงที่กำลังขยายการเติบโต ซึ่งในเบื้องต้นองค์การฯ มีความต้องการใช้ขมิ้นชันตากแห้ง ประมาณปีละ 90 ตัน

ปัจจุบัน ได้มีการนำสารเคอร์คิวมินอยด์ที่สกัดจากขมิ้นขึ้นทะเบียนเป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันรายการแรกของประเทศไทยสำหรับใช้บรรเทาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อนำมาผลิต ผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันทดแทนยาแผนปัจจุบัน สำหรับสรรพคุณของขมิ้นชันมีสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มน้ำมันระเหย (Volatile oil) และกลุ่มสารสีเหลืองส้ม หรือที่เรียกว่า สารเคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoid)

งานวิจัยพันธุ์ขมิ้นชัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการขยายการเติบโตของตลาดขมิ้นชัน กรมวิชาการเกษตร กำลังเร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันปลอดโรคระบบวัสดุปลูก (Substrate Culture) หรือการปลูกที่ใช้วัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินในขมิ้นชัน 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ตรัง 1 และ สายพันธุ์ตรัง 84-2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาโรคระบาดและการปนเปื้อนจากสารเคมีตกค้างในดินที่อาจมีผลต่อการเจริญเติบโต และสารเคมีตกค้างในผลผลิตขมิ้นชันซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าการปลูกในดิน

ส่วนการขยายพันธุ์ได้ใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทนการใช้หัวและแง่ง เพื่อเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ได้มากขึ้น สามารถรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำขมิ้นชันพันธุ์นี้ไปปลูกเชิงการค้าในอนาคต โดยการวิจัยดังกล่าว ดำเนินการในศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2560 และจะแล้วเสร็จในปี 2564 นี้ และหากสำเร็จก็พร้อมแจกจ่ายขมิ้นชันสายพันธุ์ปลอดโรคไปยังกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ต่อไป

สาเหตุที่เลือกสายพันธุ์ตรัง 1 และสายพันธุ์ตรัง 84-2 เนื่องจากเห็นว่าเป็นสายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากให้สารเคอร์คิวมินอยด์และน้ำมันหอมระเหยในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย สำหรับขมิ้นชันสายพันธุ์ตรัง 84-2 ให้ผลผลิตหัวสด 2.59 ตัน/ไร่ ให้สารเคอร์คิวมินอยด์ เฉลี่ย 11.04 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 120.80 เปอร์เซ็นต์ ให้น้ำมันหอมระเหย เฉลี่ย 7.78 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 29.67 เปอร์เซ็นต์

ส่วน ขมิ้นชันสายพันธุ์ตรัง 1 ให้ผลผลิตหัวสด 2.23 ตัน/ไร่ ให้สารสำคัญเคอร์คิวมินอยด์ เฉลี่ย 10.62 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 112.4 เปอร์เซ็นต์ และให้น้ำมันหอมระเหย เฉลี่ย 7.99 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานสมุนไพรไทย 33.17 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ได้มีการกำหนดมาตรฐานยาสมุนไพรจะต้องมีสารกลุ่มเคอร์คิวมินอยด์ไม่น้อยกว่า 5% และมีน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยกว่า 6% สำหรับสถานการณ์ผลิตในปี 2559

แหล่งปลูกขมิ้นชัน

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,000 ไร่ จำนวนเกษตรกรผู้ปลูก 1,000 ครัวเรือน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500 กก./ไร่ ให้ผลผลิตรวมทั่วประเทศ 3,500 ตัน แบ่งเป็นวัตถุดิบใช้ในประเทศ 98% และส่งออกเพียงแค่ 2% ในรูปแบบน้ำมันขมิ้นชันไปยังสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยข้อได้เปรียบทางการตลาดคือ ขมิ้นชันไทย มีคุณภาพและคุณสมบัติที่ดีกว่าประเทศอื่น โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด 3 จังหวัด กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี และลำปาง

สำหรับสารเคอร์คิวมินอยด์ ถือว่าเป็นสารสำคัญหลักในขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์มากมายและเป็นที่ต้องการของเภสัชกรรม อาทิ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลดการอักเสบในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันตับจากสารพิษและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงผิวพรรณและชะลอความแก่ เป็นต้น

ขณะที่ทางประเทศที่มีการพัฒนาขมิ้นชันเพื่อช่วยรักษาโรคมะเร็ง ในขณะกลุ่มน้ำมันระเหยจะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังผลักดันให้ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรระดับชาติเหมือนกับโสมเกาหลี โดยส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยจะซื้อผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันกลับไป

“จากกระแสความต้องการของตลาดสมุนไพรที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัย และการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย และทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบันจากต่างประเทศ และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและผลักดันให้ขมิ้นชันเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทยในอนาคตด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และอินทรีย์ในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตลอดจนเร่งกระจายขมิ้นชันพันธุ์ปลอดโรคระบบวัสดุปลูกหรือไม่ใช้ดินให้กว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งเร่งวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้ปริมาณต้นพันธุ์คุณภาพมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมขมิ้นชันและเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อการค้า ป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศในอนาคต” นายสนอง กล่าว

การปลูกขมิ้นชัน

ด้าน นางสาวชิญญา ศรีสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ได้กล่าวเพิ่มเติม เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบวัสดุปลูก (Substrate Culture) ว่า เป็นการปลูกโดยใช้วัสดุอื่นแทนการใช้ดิน เช่น วัสดุอนินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ที่ราคาไม่สูง หาง่ายตามท้องถิ่นแต่ต้องมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของขมิ้นชันและคุณภาพผลผลิตวัตถุดิบที่ตรงตามมาตรฐาน เช่น ทราย แกลบดิบ แกลบเผา กาบมะพร้าวสับ ซังข้าวโพดสับ เป็นต้น

แล้วนำต้นขมิ้นชันมาปลูกในกระบะ กระถางหรือถุงดำสำหรับปลูกที่มีขนาดใหญ่เพียงพอกับการเจริญเติบโตของเหง้าขมิ้นชัน การใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมจะส่งเสริมให้มีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ผลผลิตมีคุณภาพและปลอดโรค ซึ่งแตกต่างจากการปลูกในดินมีความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดสูง เช่น บางโรคก็ติดมาจากท่อนพันธุ์ที่นำมาปลูก หรือมีการตกค้างของสารเคมีในดินจนทำให้ตกค้างอยู่ในผลผลิตขมิ้นชันได้

สายพันธุ์ขมิ้นชัน

ปัจจุบัน มีสายพันธุ์ขมิ้นชันได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมวิชาการเกษตรแล้ว มีจำนวน 5 สายพันธุ์ ด้วยกันคือ ขมิ้นชันทับปุก (พังงา) ขมิ้นชันตาขุน (สุราษฎร์ธานี) ขมิ้นชันแดงสยาม ขมิ้นชันสมปรารถนา และขมิ้นชันเหลืองนนทรี และมีสายพันธุ์ที่ผ่านการรับรอง จำนวน 2 พันธ์ุด้วยกัน คือ ขมิ้นชันสายพันธ์ุตรัง 1 และขมิ้นชันสายพันธุ์ตรัง 84-2

บทความก่อนหน้านี้วช. – KETEP – สกสว. ผนึกกำลังร่วมมือไทย – เกาหลี ด้านพลังงาน
บทความถัดไปยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ขอนแก่น ยึดหลักเกษตรผสมผสาน ช่วยปลดหนี้หลักล้าน