กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูความสำเร็จแก้ปัญหาตกเขียวกาแฟอาราบิก้า หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ ผลิตกาแฟคุณภาพภายใต้แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการจากสำนักงานก.พ.ร.ปี 2562

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูความสำเร็จแก้ไขปัญหาตกเขียวกาแฟให้ชาวเขาเผ่ามูเซอในจังหวัดลำปาง รวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ผลิตกาแฟคุณภาพ พร้อมแปรรูปเป็นกาแฟคั่วสดและบดผงจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” สร้างรายได้ สู่ชุมชน ส่งผลให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จนได้รับคัดเลือกเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการบริการดีเด่นจากสำนักงาน ก.พ.ร. ขึ้นเวทีรับโล่รางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ.2562 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทรางวัลพัฒนาการบริการ ระดับดี จากผลงาน “อาราบิก้าตกเขียว สู่แบรนด์ ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงาน ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ และได้เข้ารับโล่รางวัลจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กันยายน 2562 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี

ซึ่งการได้รับรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการเชิดชูเกียรติ เป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ที่ได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือชาวเขาเผ่ามูเซอที่อาศัยอยู่ บ้านปางม่วง อำเภอเมืองปาน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ประสบปัญหาด้านการประกอบอาชีพ เนื่องจากรายได้หลักมาจากการขายผลผลิตกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแบบผลสดและกาแฟกะลาให้แก่พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น ลักษณะตกเขียว เกษตรกรต้องกู้เงินหรือนำปัจจัยการผลิตจากพ่อค้าไปลงทุน เมื่อกาแฟสุกและเก็บเกี่ยวได้ จึงนำมาขายให้พ่อค้าเพื่อชำระหนี้ ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสต่อรองเรื่องราคา รายได้จึงไม่เพียงพอใช้จ่ายในครัวเรือนและมีหนี้สินพอกพูน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

ต่อมาในปี 2557 กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้รับมอบภารกิจให้เข้าไปดูแลชุมชนพื้นที่ราบสูงบ้านปางม่วง ต่อจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จึงได้วางกรอบการพัฒนาโดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาชาวมูเซอบ้านปางม่วงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สร้างพื้นฐานให้คนในชุมชนได้มีพอกินพอใช้ และใช้หลักการระเบิดจากข้างใน เตรียมชุมชนให้พร้อมก่อนจะออกไปติดต่อสัมพันธ์กับภายนอก จึงได้เริ่มแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกันในชุมชน และใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด เพื่อเป็นองค์กรหลักของชุมชน ดูแลเรื่องอาชีพ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นรายได้หลักของชาวบ้าน พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการเรื่องการปลูกกาแฟเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP สนับสนุนทั้งเรื่องอุปกรณ์ เครื่องมือการแปรรูปกาแฟ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสนับสนุนเงินทุนให้ชาวบ้านนำไปปรับปรุงสวนกาแฟเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสหกรณ์ได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก

ปัจจุบันชุมชนบ้านปางม่วง มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 560 ไร่ ผลผลิต 300 ตันต่อปี เป็นกาแฟที่มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร มีอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านปางม่วงรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถลดต้นทุนการผลิตกาแฟให้กับสมาชิกและช่วยแก้ไขปัญหาการกู้หนี้นอกระบบเพื่อนำมาลงทุนประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันผลผลิตกาแฟขายได้ราคาสูงขึ้น จากเดิมที่เคยขายกาแฟผลสดให้พ่อค้ากิโลกรัมละ 15 บาท ปัจจุบันสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นกาแฟคั่วเม็ดบรรจุถุง ภายใต้ตรา “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” ส่งขายให้ร้านกาแฟสดและบดเป็นผงจำหน่ายให้ผู้บริโภคนำไปชงดื่ม สามารถเพิ่มมูลค่ากาแฟได้สูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และสร้างตราสินค้าท้องถิ่นของชุมชนจนเป็นที่ยอมรับ ชุมชนบ้านปางม่วงนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จจของการใช้วิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสพัฒนาอาชีพให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานระดับภูมิภาคใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศต่อไป

บทความก่อนหน้านี้นักวิจัยปลดล็อคส่งออกมะม่วงไทยไปอเมริกา
บทความถัดไป‘โยกหน้า-โยกหลัง’ สูตรปุ๋ยใส่ ‘ไม้ผล’ แบบกูรู ใส่ยังไงให้ถูกเวลา และตรงจุด!