นักวิจัยสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ม.มหิดล คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ด้านชีวโมเลกุลแปลงเพศกุ้งก้ามกรามปลอดโรค โตไว สายพันธุ์ MU1 เพื่อเพิ่มผลผลิต ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ

กุ้งก้ามกรามเพศผู้ ลูกกุ้ง MU1

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล และสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดตัว “แม่กุ้งก้ามกรามแปลงเพศต้นแบบ (MU 1) ขยายปริมาณสู่ตลาดผู้บริโภคเป็นผลสำเร็จ” ณ ห้องประชุมชั้น 1 สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ประธานแถลงข่าว กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น World Class University และได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของประเทศไทยติดต่อกันหลายปี เรามีนโยบายสนับสนุนให้นักวิจัยได้มีโอกาสทำงานวิจัยที่ครบวงจร จากต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ต่อสังคมและเชิงพาณิชย์ได้อย่างครบวงจร

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน ผู้อํานวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (iNT) กล่าวว่า ผลงานสำคัญเรื่องนี้ iNT ได้เข้ามาดูแลการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสนับสนุนการนำผลงานกุ้งก้ามกรามแปลงเพศ MU1 ไปใช้ประโยชน์ โดยสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล และ iNT ได้สร้างความร่วมมือกับบรรจงฟาร์ม ซึ่งได้สนับสนุนทุนเพื่อนำผลผลิตไปทดสอบและจำหน่ายกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต่อไป ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายผลและพัฒนาเพิ่มเติม โดยมุ่งผลเพื่อช่วยสร้างรายได้แก่เกษตรกร และให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภคต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์นรัตถพล เจริญพันธุ์

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์นรัตถพล เจริญพันธุ์  ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล เป็นจุดเริ่มต้นของสถานที่บ่มเพาะงานวิจัยในระดับแนวหน้าของประเทศจำนวนมาก ผลงานหลายชิ้นมีผลกระทบและมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งสามารถตอบโจทย์การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากงานวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม MU1 ได้สร้างความรู้ใหม่ด้านชีวโมเลกุลของกุ้ง โดยการปรับปรุงวิธีการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงเพื่อเกษตรกรไทย

ดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล

ดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้คิดค้นและพัฒนาแม่กุ้งก้ามกรามแปลงเพศต้นแบบ MU1 กล่าวว่า “กุ้งก้ามกราม” หรือเรียกชื่ออื่นว่า “กุ้งแม่น้ำ” ชนิดที่พบในประเทศไทย ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า M. rosenbergii เนื่องจากมีเนื้อมาก อีกทั้งเนื้อแน่น และมันอร่อย จึงนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ เผา หรือย่าง เป็นต้น ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดต่างๆ แถบภาคกลางของไทย เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และราชบุรี เป็นต้น

จากสถิติของกรมประมง ในช่วง 9 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยมีการส่งออกกุ้งก้ามกรามไปยังตลาดต่างประเทศ ปริมาณ 2,873.6 ตัน คิดเป็นมูลค่า 344 ล้านบาท โดยตลาดหลักที่มีมูลค่าการส่งออกกุ้งก้ามกรามมากที่สุดของไทย คือ เมียนมาร์ รองลงมา คือ เวียดนาม และจีน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ โดยมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งร้อยละ 87.4 ที่ส่งออกไปยังจีนเป็นกุ้งก้ามกรามสำหรับทำพันธุ์

กุ้งก้ามกรามมีความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 ฟุต น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม การจำหน่ายกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรในภาคกลาง ส่วนใหญ่จำหน่ายในราคาเฉลี่ยขนาด 20-30 ตัว/กก. 31-40 ตัว/กก. และ 40 ตัวขึ้นไป/กก. ที่เกษตรกรขายได้ในปี พ.ศ.2561 ราคากิโลกรัมละ 234 – 175 -149 บาท ตามลำดับ (ข้อมูลสำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี)

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นจากการผลิตลูกกุ้งก้ามกรามในโรงเพาะฟัก จากนั้นนำลูกกุ้งก้ามกรามมาอนุบาลจนมีขนาด 250-300 ตัว/กก. แล้วปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินจนกุ้งก้ามกรามโตแล้วจับขาย ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-7 เดือน โดยส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับกุ้งขาว เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายจากโรคระบาดในกุ้งขาว

แม้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะวางแผนการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพื่อให้จับขายได้ในช่วงเทศกาลก็ตาม แต่ผลผลิตยังไม่เพียงพอและส่งผลให้กุ้งก้ามกรามขาดตลาด จึงได้มีการพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ และรูปแบบการเลี้ยงขึ้นใหม่ โดยเป็นการเลี้ยงแบบเพศผู้ล้วน เพื่อให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ เช่น โตเร็ว เนื้อและรสชาติดี ทนต่อโรค และระยะเวลาเลี้ยงสั้นลง

ดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล กล่าวต่อไปว่า ตนได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ด้านชีวโมเลกุล โดยการนำกุ้งก้ามกรามเพศผู้ที่ปลอดโรค สุขภาพดี โตเร็ว มากระตุ้นให้เกิดการแปลงเพศเป็นเพศเมียด้วยสารประกอบชีวโมเลกุล จนกระทั่งได้กุ้งก้ามกรามเพศผู้ที่มีเพศสภาพภายนอกเป็นเพศเมีย เมื่อนำไปผสมกับพ่อพันธุ์กุ้งก้ามกราม ก็จะให้ลูกก้ามกรามเพศผู้

โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (iNT) ได้เข้ามาดูแลการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวสาร และกรรมวิธีผลิตแม่กุ้งก้ามกรามแปลงเพศเพื่อให้แม่กุ้งก้ามกรามสามารถผลิตได้เฉพาะลูกกุ้งก้ามกรามที่เป็นตัวผู้ได้ โดยได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 เรื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากบรรจงฟาร์มในการร่วมมือทางวิชาการเพื่อต่อยอดงานวิจัยในการผลิตลูกกุ้งก้ามกรามเพศผู้ ตั้งแต่ปี 2561  ไปยังฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม และเกษตรกรตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ

คุณบรรจง นิสภวาณิชย์ เจ้าของบรรจงฟาร์ม จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า หลังจากบรรจงฟาร์มได้แม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามต้นแบบ MU1 จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการผลิตและส่งให้ลูกค้า โดยกระจายไปยัง 2 โรงเพาะฟัก ได้แก่ ฟาร์มลูกกุ้งเศรษฐี และปะการังฟาร์ม เพื่ออนุบาลให้เป็นกุ้งคว่ำ หลังจากนั้นทั้ง 2 ฟาร์มนี้จะกระจายกุ้งคว่ำไปสู่เกษตรกรเพื่อเอาไปเลี้ยงในบ่อดินให้เป็นกุ้งเนื้อต่อไป ซึ่งภาคีเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำจืด ซึ่งภาคีเราที่มีอยู่กระจายทั่วประเทศได้ให้การตอบรับแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามต้นแบบ MU1 เป็นอย่างดี โดยทำให้เกษตรกรมีกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่บรรจงฟาร์มให้การสนับสนุนงานวิจัยผลิตลูกกุ้งก้ามกราม MU1 เพื่อผลักดันสู่ภาคธุรกิจนั้น ถือเป็นการช่วยเศรษฐกิจของประเทศด้วย

ลูกกุ้ง MU 1 ระยะโพสลาวา (กุ้งคว่ำ)

ด้าน คุณสมประสงค์ เนตรทิพย์ เจ้าของฟาร์ม ลูกกุ้งเศรษฐี จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ลูกกุ้งก้ามกราม MU1 มีระยะการเจริญเติบโตที่สั้น และเข้าสู่ระยะคว่ำเร็วมาก โดยที่ฟาร์มใช้เวลาเลี้ยงเพียง 14 วัน พบลูกกุ้งก้ามกรามเริ่มตัวคว่ำ วันที่ 15 คว่ำร้อยละ 80 วันที่ 16 คว่ำเกือบหมด วันที่ 17 คว่ำ 100% หลังจากเช็คสุขภาพตัวลูกกุ้งก้ามกราม รอดูอาการหลังขาวจนครบ 21 วัน เราถึงจะจำหน่ายให้เกษตรกร โดยลูกกุ้งก้ามกราม MU1 แตกต่างจากสายพันธุ์ปกติค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่ใช้สายพันธุ์ MU1 มา ยังไม่เคยเจอชุดไหนที่ไม่คว่ำ หรือมีอาการของโรคหลังขาวเลย นอกจากนี้ เรายังพบว่า ลูกกุ้งก้ามกราม MU1 โตกว่าสายพันธุ์ปกติประมาณ ร้อยละ 30 โดยในบ่อชำมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ในอัตราการชำที่ 1 แสนตัว ต่อไร่ เท่ากัน ในขณะที่สายพันธุ์ปกติใช้เวลาถึง 60 วัน แต่ MU1 ใช้เวลาเพียง 55 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

ส่วนปะการังฟาร์ม จ.ฉะเชิงเทรา คุณณัฐพล ขวัญจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายผลิต กล่าวว่า ลูกกุ้งก้ามกราม MU1 เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนามาโดยมีลักษณะจุดเด่น คือ ปลอดโรค โตเร็ว และมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เพศผู้ค่อนข้างสูง ซึ่งจากการสอบถามเกษตรกรพบว่าได้ตัวผู้ถึงประมาณร้อยละ 80 – 90 โดยลูกค้าที่ร่วมใช้ลูกกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ MU1 พร้อมกับเราตั้งแต่เริ่มโครงการ จนในปัจจุบันก็ยังมีการสั่งอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการขยายผลไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงรอบข้างอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

“เป็นที่ทราบกันดีว่า มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันวิชาการที่มีนโยบายมุ่งเน้นในเรื่องของสุขภาวะมาโดยตลอด ซึ่งจากการใช้ชีววิธีในการผลิตกุ้งก้ามกราม MU1 สามารถการันตีถึงผลผลิตที่ได้ว่า ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแน่นอน” ดร.สุพัตรา ตรีรัตน์ตระกูล กล่าวทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้เจียไต๋ มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรไทย จัดกิจกรรมตรวจสุขภาพเกษตรกรในโครงการพริกปลอดภัย จังหวัดศรีสะเกษ
บทความถัดไป‘มะแขว่น’ ใช้แทนเครื่องเทศ รสชาติเผ็ดร้อนคล้ายพริก รู้จักดีในเขต..จาวเหนือ