กนย. ตั้งคณะทำงานฯ ร่วมศึกษาแนวทางการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน มุ่งพัฒนาคุณภาพ ขยายตลาด เพิ่มมูลค่า และรายได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดการประชุมคณะทำงานศึกษาการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1/2563 เดินหน้าหาแนวทางให้เป็นรูปธรรม สอดรับกับแนวโน้มและความต้องการของตลาดโลก มุ่งพัฒนาคุณภาพยางพาราไทย ขยายตลาด เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ชาวสวนยาง ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ อาคาร 1 ชั้น 6 การยางแห่งประเทศไทย

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดยางพาราโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป การปลูกยางพาราจึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเป็นไปตามมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยังยืน เช่น การจัดการสวนยางให้เป็นไปตามมาตรฐาน FSCTM PEFCTM และ มอก. 14061 ซึ่งเกี่ยวข้องตั้งแต่ การปลูก ผลผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์จากยางพาราและไม้ยางพารา ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามระบบการรับรองมาตรฐานดังกล่าว หากไม่ดำเนินการอาจมีผลกระทบต่อตลาดยางพาราและไม้ยางพาราไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 1/2562 และที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงานศึกษาการทำสวนยางอย่างยั่งยืน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยผู้แทน 3 ฝ่าย คือ หน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางที่จะสนับสนุนและดำเนินการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจยืนต้นอย่างยั่งยืนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าว ได้มีการหารือร่วมกัน และตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อศึกษาในด้านต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 3 คณะ คือ คณะทำงานย่อยศึกษาแนวทางการรับรองมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน คณะทำงานย่อยเพื่อศึกษาและขับเคลื่อนการทำสวนยางอย่างยั่งยืน และคณะทำงานย่อยศึกษาการใช้สวนยางยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ โดยจะจัดประชุมและส่งข้อมูลเพื่อเสนอ กนย. พิจารณาในคราวประชุมครั้งถัดไป

นายขจรจักษณ์ กล่าวอีกว่า “การรับรองมาตรฐานการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามแบบ FSCTM PEFCTM และ มอก. 14061 จะสามารถพัฒนาคุณภาพ เพิ่มมูลค่าน้ำยางและไม้ยาง ขยายตลาดการจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ รวมไปถึงผลผลิตอื่นๆ ในสวนยาง เช่น พืชแซมยาง พืชร่วมยาง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่ง ผู้ส่งออกสามารถขยายตลาดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไม้ยางและผลผลิตยางพาราที่ได้การรับรองมาตรฐานไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป เป็นต้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป”