“ไทบ้านฟาร์มเมอร์” กาฬสินธุ์ แนะเทคนิคปลูกผักต้นทุนต่ำ ทำกำไรสูง

“ไทบ้านฟาร์มเมอร์” ถือเป็นฉายาที่เกษตรกรคนเก่งท่านนี้ตั้งให้ตัวเอง ที่มาของคำแทนตัวเองว่าเป็นไทบ้านฟาร์มเมอร์ มาจากที่ตนเองเป็นคนต่างจังหวัด และมีวิถีชีวิตและหลักคิดในการทำเกษตรแบบบ้านๆ การสื่อสารกับผู้คนก็เป็นหลักคิดง่ายๆ เป็นกันเอง ชาวบ้านคนธรรมดาฟังแล้วรู้เรื่อง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

คุณวุฒิพงษ์ พลอยวิเลิศ (พี่กระต่าย) เกษตรกรผู้มากความสามารถ อยู่บ้านเลขที่ 751 หมู่ที่ 14 ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี ด้วยความสามารถที่ล้นเหลือ เขาเรียนจบปริญญาตรีภายในเวลา 3 ปีครึ่ง และมีบริษัทเข้ามาจองตัวไปทำงานทันที ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์คุณภาพ โรงงานน้ำตาลกาฬสินธุ์ แต่ชีวิตก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเป้าหมายในชีวิตคือการเป็นเกษตรกร แต่ด้วยเงินทุนที่มีจำกัด จึงจำเป็นต้องตั้งใจเรียนและวางแผนการศึกษาให้ดี จบให้เร็วและมีคุณภาพเพื่อให้ได้เข้าทำงานบริษัทที่มั่นคง พอที่จะหาเงินทุนมาทำตามความฝันได้

คุณวุฒิพงษ์ พลอยวิเลิศ (พี่กระต่าย)

เส้นทางชีวิตเกษตรกรไทบ้าน ไม่ง่ายอย่างที่คิด
ต้องทนแรงกดดัน และมีความมุ่งมั่นสูง

พี่กระต่าย เล่าให้ฟังว่า ทำงานอยู่โรงงานน้ำตาลได้ 2 ปี ก็ลาออกจากงาน ซึ่งในระหว่างที่ทำงานประจำอยู่ ตนก็พยายามศึกษาหาข้อมูลการทำเกษตรไปเรื่อยๆ และได้ข้อมูลมาว่า เกษตรกรแถวบ้าน มีที่ทางคนละ 20-30 ไร่ แต่ยังจัดสรรพื้นที่การปลูกได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งต่างจากที่ไปเห็นมาตามภาคอื่นๆ ที่มีพื้นที่น้อย แต่กลับสามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น พื้นที่ 1 งาน หรือ 1 ไร่ ทำเกษตรในรูปแบบของเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ตนก็อยากทำบ้าง แต่ในพื้นที่แถวบ้านไม่มีใครทำ จึงไม่รู้จะไปถามหาความรู้จากใคร ก็ต้องพึ่งตัวเองลองผิดลองถูกในระหว่างที่ทำงานประจำ ช่วงวันหยุดจึงเริ่มต้นหากล้วยน้ำว้ามาปลูก จำนวน 1 ไร่ เป็นกล้วยน้ำว้าแบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“ตอนปลูกพ่อกับแม่ก็ไม่เห็นด้วย เขาบอกไปซื้ออะไรมา ต้นละ 40 บาท 100 ต้น เสียเงินไปเกือบหมื่นบาท ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยกับการทำเกษตร แต่การปลูกกล้วยครั้งนี้ได้สอนและทำให้เราคิดอะไรได้หลายอย่าง ระยะเวลา 1 ปี กล้วยให้ผลผลิตเก็บขายได้โดยที่ไม่ต้องไปดูแลอะไรมาก แต่ได้ผลตอบแทนเกินคาด กล้วย 1 ต้น สามารถขายผล ขายปลี ขายหน่อ ขายใบได้ ผิดกับงานประจำที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ทุกอย่าง แต่สิ่งตอบแทนก็ไม่เป็นอย่างหวัง จึงเกิดแนวคิดที่ว่า หากเรามาเป็นนายตัวเอง มาขยันบนพื้นที่ตัวเองมันจะดีกว่าไหม ทุกอย่างที่ลงแรงไป มันจะอินคัมกลับมาหาตัวเองทั้งหมด จึงมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดได้”

เมื่อคิดได้จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ออกมาแล้วพ่อแม่ก็ยังไม่เห็นด้วยที่จะทำงานเกษตร ด้วยเหตุผลที่ว่าเขายังไม่เคยเห็นทำเกษตรแล้วรวย ตนจึงจำเป็นต้องหยุดความคิดที่จะทำเกษตรไว้ก่อน แล้วไปหาอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์สอนเด็กมัธยมเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ในระหว่างเป็นติวเตอร์ ก็มีโอกาสได้เดินทางไปหลายจังหวัด ได้รู้จักผู้คนมากมาย และได้ไปรู้จักกับคนเทรดหุ้น เขาก็สอนเทรดหุ้น เทรดหุ้นอยู่ 2 ปี มีเงินทุนก้อนใหญ่อยู่ก้อนหนึ่ง ก็กลับบ้านมาสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ และมองหาที่ทางทำการเกษตรอย่างจริงจัง เพราะในระหว่างที่เป็นติวเตอร์ และเทรดหุ้น ก็ใช้เวลาว่างเดินทางไปศึกษาการทำเกษตรจากศูนย์การเรียนรู้ และแหล่งเกษตรท่องเที่ยวต่างๆ

 

เริ่มทำตามความฝัน ลองผิดลองถูก
จนค้นพบทางสว่าง

หลังจากที่มีเงินเหลือจากการสร้างบ้านให้พ่อกับแม่แล้ว พี่กระต่าย เล่าว่า ตนก็เริ่มหาพื้นที่เหมาะสมสำหรับที่จะลงทุนปลูกผัก โดยมีเป้าหมายว่าจะปลูกผักอินทรีย์ เจาะตลาดไปที่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงิน มีเวลา แต่มีสุขภาพที่ไม่ดี

เริ่มต้นปลูกจากผักสวนครัว กะเพรา โหระพา แมงลัก มะเขือ พริก บนพื้นที่ 1 งาน ก็ปลูกไม่สำเร็จ เพราะขาดความรู้ เสียหายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังพอกินได้ ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 เดือน ที่ทำมาประสบปัญหามาตลอด ทั้งเรื่องคนงาน ปลูกผักแล้วไม่งาม ลองวิธีต่างๆ ตามที่ดูในยูทูบก็ไม่สำเร็จ จนไปเจอเกษตรกรท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางรายการต่างๆ ว่าเขาทำเกษตร แล้วลองทำปุ๋ยสูตรของอาจารย์ธงชนะ ใช้แล้วผักงามดี สามารถส่งออกได้ ตนจึงดั้นด้นที่จะไปศึกษาเรียนรู้ขั้นตอนการทำเกษตรตั้งแต่การเตรียมดิน หมักปุ๋ย จัดการแปลงกับอาจารย์ธงชนะ เพื่อหวังจะมาพัฒนาแปลงเกษตรของตัวเอง

กล้าผักสลัดพร้อมปลูก

เมื่อได้แก่นแท้ของการทำเกษตรมาบวกกับที่ตนเป็นนักเคมี จึงรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แล้วตกผลึกผนวกกัน ปรับปรุงการทำเกษตรใหม่ทั้งหมด เริ่มจากการซื้อที่เพื่อปลูกผักอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งข้อเสียคือ ดิน เป็นดินลูกรัง ใครๆ ก็บอกว่าซื้อทำไมที่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปซื้อที่ที่ดินดีๆ แต่ตนมองเห็นโอกาสว่าที่ตรงนี้ทำเลดี ติดถนนหลัก และอยู่ใกล้ชุมชน จึงมองข้ามเรื่องดิน เพราะคิดว่าดินน่าจะปรับปรุงได้ ก็เริ่มปรับปรุงดิน จ้างรถแบ๊คโฮมาปรับโครงสร้างแปลงใหม่ พอดีกับที่สวนอยู่ใกล้กับโรงงานน้ำตาล จึงติดต่อขอซื้อเค้กอ้อยมาใส่ปรับปรุงดิน ต้นทุนต่ำ 1 รถสิบล้อ บรรจุเค้กอ้อย 13 ตัน ราคา 2,000 บาท คิดเฉลี่ยเป็นตัน ตันละแค่ 100 บาท พอทำไปปรากฏว่าผักเริ่มมีเปอร์เซ็นต์การรอดสูงขึ้น ผักเริ่มงาม เริ่มมีกำลังใจสู้ต่อไป

 

ผ่านบททดสอบความอดทน
สู่เกษตรกรผู้สร้างรายได้

หลังจากที่ผ่านอุปสรรคที่เข้ามาทดสอบความอดทนอย่างมากมาย พี่กระต่ายเล่าต่อว่า เริ่มเข้าใจการปลูกผักมากขึ้น ต้องทำแบบใจเย็นๆ มีการวางแผนที่ดี ทำอย่างละเอียด ใส่ใจทุกขั้นตอน พื้นที่ 1 ไร่ เริ่มปลูกทีละแปลง ผลที่ได้ออกมาดีมาก เพราะมีการเตรียมดิน เตรียมปุ๋ย และวางแผนการปลูกอย่างดี

“หลังจากที่ปลูกผักสำเร็จเป็นครั้งแรก ก็ทดลองถ่ายรูปผักแล้วโพสต์ขายในเฟซบุ๊ก ผลตอบรับดี เพื่อนๆ เห็นแล้วสนใจวิ่งเข้ามาซื้อถึงสวน เกิดเป็นการบอกปากต่อปาก และเมื่อใครได้เข้ามาถึงสวนจะเกิดความประทับใจทุกคน เพราะเขาจะได้เห็นความสวยของผักที่อยู่บนแปลง และคุณภาพผักของสวนที่กรอบ หวาน ไม่ขม มีผักให้เลือกซื้อมากกว่า 30 ชนิด และการปลูกผักของตัวเองก็ลงทุนไม่สูง มีเงินหลักหมื่นก็สามารถทำตามได้”

ลูกค้าเข้ามาซื้อผัก เก็บเองถึงสวน

เริ่มจากการทำโรงเรือนต้นทุนต่ำ
หน้ากว้าง 3 เมตร ยาว 30 เมตร

  1. เหล็กกัลวาไนซ์ 6 หุน ยาว 6 เมตร ดัดโค้ง ความสูงของโรงเรือนประมาณ 2.50 เมตร
  2. พลาสติกใสคลุมโรงเรือน 1 ม้วน ยาว 100 เมตร หน้ากว้าง 3 เมตร ความหนา 150 ไมครอน กรองแสงยูวี 7 เปอร์เซ็นต์ ราคาม้วนละ 4,300 บาท คลุมพลาสติกแค่เป็นหลังคา ส่วนข้างๆ ใช้ตาข่ายปลูกไม้เลื้อยได้
  3. คลิปล็อกชนิดมีสปริง ขนาด 6 หุน แบบ 3 ข้อ ตัวละ 6 บาท ยาว 6 เมตร ใช้ล็อกเหล็กที่ดัดโค้ง
  4. ประกับล็อกเหล็ก สำหรับลดต้นทุนไม่ต้องเสียค่าเชื่อมเหล็ก ล็อกได้มั่นคงดี
  5. สายพีอี ขนาด 1 นิ้ว ยาว 100 เมตร ราคา 90-100 บาท
  6. หัวมินิสปริงเกลอร์ 100 เมตร ราคา 300-350 บาท
  7. ตาข่ายไนล่อน ราคาม้วนละ 90 บาท ไว้ปลูกไม้เลื้อยรอบโรงเรือน สาเหตุที่ไม่ใช้พลาสติกทั้งหมดเพราะทดลองมาแล้วว่า แบบนี้ดีกว่า สามารถสร้างประโยชน์ได้ 2 ต่อ
  8. ช่วยประหยัดค่าพลาสติก
  9. มีรายได้จากการปลูกไม้เลื้อยเพิ่มขึ้น

สรุปแล้ว ต้นทุนการทำโรงเรือนปลูกผักมีงบไม่ถึง 10,000 บาท มีต้นทุนน้อย ไม่ต้องกังวล สามารถทำตามได้ และปลูกผักได้สวยงาม ได้คุณภาพแน่นอน

โรงเรือนปลูกผักต้นทุนต่ำ ทำเองทั้งหมด

ปลูกผักให้หวาน กรอบ แต่มีต้นทุนต่ำ
ต้องทำอย่างไร

เจ้าของบอกว่า ปัจจุบัน ในสวนจะปลูกผักสลัด 4 สายพันธุ์ เป็นหลัก มีกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนคอส เรดคอส และมีผักสวนครัว ผักชี ต้นหอม คะน้า กว้างตุ้ง ปลูกเสริมสลับหมุนเวียนกันไป

โดยจะแบ่งพื้นที่ปลูกผักสลัดรอบละ 2 แปลง ขนาดความกว้างของแปลง กว้าง 2 เมตร ยาว 30 เมตร ได้ผลผลิตประมาณสัปดาห์ละ 100 กิโลกรัม ส่วนพืชผักสวนครัว ผักชี ต้นหอม ได้ผลผลิตสัปดาห์ละ 20 กิโลกรัม วางแผนปลูกผักทุกสัปดาห์เพื่อให้มีผักออกขายทุกวัน ซึ่งพืชที่ปลูกเป็นพืชอายุสั้นทั้งหมด โดยผักสลัดจะต้องเพาะกล้าก่อนลงแปลง 15-20 วัน แล้วลงแปลงปลูกต่ออีก 20 วัน ก็ตัดขายได้ เพราะที่สวนจะเริ่มเก็บผักที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1 ขีดขึ้นไป ก็จะมีเวลาขาย 21-30 วัน สามารถทยอยเก็บขายได้เรื่อยๆ ผักจำนวน 100 กิโลกรัม เฉลี่ยออกวันละ 10 กิโลกรัม ราคาหน้าสวน 100-150 บาท ต่อกิโลกรัม

ใช้รถไถตีดินขนาดเล็กเตรียมดินปลูก

การเตรียมดิน ใช้รถไถตีดินขนาดเล็ก ตีดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยหมักรอบละ 30 กระสอบ ต่อ 1 แปลง แปลงขนาดหน้ากว้าง 2 เมตร ยาว 30 เมตร ใส่ 15 กระสอบ ใส่ก่อนปลูกเพียงครั้งเดียว แล้วไถยกร่องแต่งแปลง คลุมด้วยฟาง แล้วพรมน้ำให้เปียก ปล่อยทิ้งไว้ 1 วัน เพื่อจะให้ฟางในดินเซ็ตตัวและอุ้มน้ำ วันต่อมาลงมือปลูก

หลังจากปลูกเสร็จให้ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักปลาทุกวันตอนเย็น โดยน้ำหมักปลาที่ใช้พ่นผ่านการหมักนาน 1 ปี จะมีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารลอง ธาตุอาหารเสริม ช่วยในเรื่องรสชาติหวานกรอบ ช่วยให้ใบและต้นโตดี ไม่ขม และในระหว่างรอผักโตไม่ต้องพรวนดินตัดหญ้า

เมื่อสังเกตด้วยตา ว่าผักมีน้ำหนักได้ 1 ขีด สามารถตัดขายได้เลย เพราะมีการทดลองตลาดมาแล้วว่า ผักสลัดที่มีน้ำหนัก 1 ขีด ใช้เวลาปลูกน้อย แต่ผู้บริโภคชอบมาก เพราะตามธรรมชาติ 1 คน กินผัก 1 ขีด ก็ถือว่ากินผักเยอะแล้ว แต่ถ้ารอให้ต้นมีน้ำหนัก 2-3 ขีด จะเหมือนว่าเราขายแพงได้ไม่กี่ต้น อย่างที่สวนจะขาย กิโลกรัมละ 150 บาท คิดเป็นต้นละ 10 บาท 1 รอบ ปลูกได้ 1,200 ต้น ตีค่าความเสียหาย 200 ต้น เหลือขาย 1,000 ต้น ต่อ 1 รอบ ก็คุ้มแล้ว

ระบบน้ำ สำหรับผักสลัด ใช้ระบบสปริงเกลอร์ 2 ไร่ ใช้เวลารด 30 นาที การรดน้ำแต่ละวันกำหนดครั้งไม่ได้ ต้องดูที่สภาพอากาศ แต่ถ้าเป็นพริก กะเพรา โหระพา แมงลัก รดน้ำวันละครั้งช่วงเย็น

โรคแมลง เจอน้อยมาก เพราะที่สวนจะใช้น้ำหมักชีวภัณฑ์เข้ามาช่วย น้ำหมักที่ใช้เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์จาวปลวก และน้ำหมักจุลินทรีย์เหง้ากล้วย ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดรา และสังเกตได้ว่าถ้าผักแข็งแรง น้ำดี ปุ๋ยถึง แมลงจะกินไม่ทัน

ต้นทุนปุ๋ย หลายคนจะมองว่า ทำไม ที่สวนใส่ปุ๋ยเยอะ 1 รอบ ใส่มากถึง 15 กระสอบ หนักกระสอบละ 25 กิโลกรัม ซึ่งถ้าเป็นปุ๋ยเคมีอาจจะแพงสู้ราคาไม่ไหว แต่ที่สวนเราทำปุ๋ยไว้ใช้เอง มีต้นทุนการผลิตเพียงกิโลกรัมละบาทกว่า ส่วนผสมของปุ๋ยก็หาได้จากธรรมชาติ

ส่วนผสมและวิธีทำปุ๋ยหมักลดต้นทุน ขี้หมู 5 ส่วน เค้กอ้อย 3 ส่วน แกลบเผา 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน จุลินทรีย์เหง้ากล้วยและจุลินทรีย์จาวปลวกอย่างละ 5 ลิตร คลุกผสมกันตั้งไว้ในที่ร่มหรือใช้ผ้าพลาสติกดำคลุม ทิ้งไว้ 1-2 เดือน ดูว่า ปุ๋ยเย็นหรือเริ่มมีจุลินทรีย์ราขาวขึ้นก็เริ่มใช้ได้ สูตรนี้ช่วยดูแลทั้งผักและผลไม้ให้งาม ใช้ได้กับผลไม้เกือบทุกชนิด

ต้นทุนการผลิต อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งต้นทุนโรงเรือน ต้นทุนปุ๋ย ถือว่าต่ำมาก มีค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนละพันกว่าบาท ส่วนรายรับตอนนี้มีแค่ผักสลัด กับผักสวนครัว สองอย่างรวมกันมีรายได้ เดือนละ 40,000-70,000 บาท ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวจะได้น้อยหน่อย เพราะเป็นฤดูที่ใครก็สามารถปลูกได้ ของจะออกมาเยอะ ผักก็จะมีราคาถูกลงเป็นธรรมดา

แปลงผักสลัดสวยงาม มีความเป็นระเบียบ

ผลิตผักได้ตลอดทั้งปี คือจุดแข็ง
ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด

พี่กระต่าย บอกว่า จุดเด่นของสวนมีอยู่หลายข้อ

  1. มีผักที่ได้คุณภาพ รสชาติหวานกรอบ
  2. มีความต่อเนื่องของผลผลิต หากใครมาที่สวนจะมีผักให้เลือกซื้อได้ทุกวัน
  3. ชนิดของผัก มีหลากหลายให้เลือก อยากได้ผักสลัด มะเขือเทศราชินี หรือผักสวนครัวก็มีให้เลือกสรรครบครัน ที่อื่นอาจจะเน้นปลูกช่วงฤดูหนาว แต่ฤดูฝน ฤดูร้อน เขายังทำไม่ได้ แต่ที่สวนสามารถปลูกได้ทุกฤดู จากจุดเด่นกลายเป็นจุดแข็งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการตลาด ซึ่งพ่อค้าแม่ขายเขาก็ต้องการความต่อเนื่องของสินค้า และที่สวนก็ทำได้ตามที่เขาต้องการ ทั้งเรื่องคุณภาพและความต่อเนื่อง จึงไม่กังวลเรื่องตลาด

ตลาดที่ส่งทุกวันนี้มีหลายแห่ง

  1. ปลูกผักส่งท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต สาขามุกดาหาร และร้อยเอ็ด
  2. ตลาดในชุมชน มีแม่ค้าในชุมชนมารับของเราไปขาย
  3. ตลาดหน้าฟาร์ม ผู้บริโภคเห็นจากเฟซบุ๊กแล้วโทร.เข้ามาติดต่อขอเยี่ยมชมสวน
  4. โรงพยาบาล กลุ่มผู้ป่วย ผู้สูงอายุ”
ผักงามต้นใหญ่ ขายได้ราคา

ฝากถึงเกษตรกรทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่า
ทำเกษตรให้รอด ต้องคิดให้เป็นธุรกิจ

การทำเกษตรให้อยู่รอดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง พี่กระต่าย บอกว่า เกษตรกรจำเป็นต้องคิดว่าการทำการเกษตรคือธุรกิจ อย่าไปคิดว่าการทำเกษตรคือการใช้เวลาว่าง วันละ 2-3 ชั่วโมง มาทำแล้วหยุดพัก อย่าลืมว่าเป้าหมายเราคือ ทำเป็นอาชีพหลักเลี้ยงตัว ทำเล่นๆ เหมือนอาชีพเสริมไม่ได้ เปรียบง่ายๆ กับที่หลายคนสงสัยว่า ทำไม ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยถึงต่างจากเกษตรกรที่ญี่ปุ่น เพราะ

  1. เขาทำการเกษตรเป็นธุรกิจ เขาจะศึกษาหาข้อมูลการปลูก การตลาด อย่างครบถ้วน ศึกษาลงลึกแล้วรู้ให้จริงว่าการทำที่จริงเป็นยังไง
  2. ต้องลงมือทำถึงจะรู้ ดังคำพูดที่ว่า “เนื้อจะรู้รสก็ต่อเมื่อเคี้ยว” ใครจะบอกว่าเนื้อหอมเนื้อหวานยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าคุณไม่ลองเคี้ยวดู คุณจะไม่รู้เลยว่าจริงอย่างที่เขาพูดไหม ซึ่งการทำเกษตรก็เหมือนกัน คือ ต้องลงมือทำเอง ลองเคี้ยวลองขย้ำทำดู แล้วจะรู้ว่าตัวเองเหมาะกับอาชีพนี้ไหม พี่กระต่าย กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามเพิ่มเติมได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ 095-141-2510

ผลผลิตที่ออกจากสวน สวยงามทุกชนิด
ลูกค้าเข้ามาซื้อผัก เก็บเองถึงสวน
บทความก่อนหน้านี้เครย์ฟิช กุ้งไม่ธรรมดา ยังเลี้ยงได้ และยังขายดี
บทความถัดไปฉลอง 50 ปี เกษตรเจ้าคุณทหาร จัดอบรมใหญ่ เกษตรอินทรีย์ต้นแบบ นำทีมโดย รศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ห้ามพลาด 10 กุมภาพันธ์นี้