วช. จับมือ กระทรวงเกษตรฯ ชวนคนเมืองปลูกต้นไม้ในโครงการ “ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้น ลด PM2.5”

วช. จับมือ กระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ชวนคนเมืองปลูกต้นไม้ในโครงการ “ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้น ลด PM2.5” หนุน 1 ล้านต้นสร้างพื้นที่สีเขียวทั่วกรุง

วันนี้ (9 ก.พ.63) เวลา 09.00 น. ณ บริเวณ PARC PARAGON ศูนย์การค้าสยาม พารากอน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ปลูกเพื่อ ป(ล)อด ล้านต้น ลด PM2.5” ภายใต้โครงการ Green City by MOAC จัดโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมจัด โดยมี ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสื่อมวลชน เข้าร่วม โดย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ความเป็นมาของโครงการ

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ป็นประธานในพิธีมอบต้นไม้ให้กับผู้แทนประชาชนจาก 6 เขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 6 คณะ และผู้แทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน และถ่ายภาพร่วมกันบนเวที จากนั้น ประธานและผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปยังบริเวณสวนกลางลาน Parc Paragonกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นอย่างดียิ่งจากประชาชน โดยได้เปิดให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 4 – 8 ก.พ. 63 มียอดผู้ลงทะเบียนเป็นแล้วประมาณ 750 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ก.พ.63) ซึ่งเดินทางมาขอรับต้นกล้าภายในงานวันนี้

ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่สูงเกินมาตรฐาน และพบในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน วช. จึงร่วมกับ กระทรวงเกษตรฯ กรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ดำเนินโครงการ “ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้น ลด PM2.5” ภายใต้โครงการ Green City by MOAC ขึ้น เพื่อเป็นการลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่สูงเกินมาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เสมือนการสร้างภูมิต้านทานในระยะยาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนและเกษตรกรที่สนใจเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริม

โดยเป็นความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะนำร่องดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และขยายผลไปในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.พ. 63 เป็นต้นไป จะแจกต้นกล้าที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดซับฝุ่น PM2.5 พร้อมกับคู่มือการดูแลต้นกล้าในรูปแบบออนไลน์ นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะร่วมมือกันในการแจกจ่ายต้นกล้าล้านต้นให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดช่องทางการแจกจ่ายต้นไม้ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน อาทิ สำนักงานเขต 50 เขต ร้าน Fresh Mart 100 สาขาทั่วกรุงเทพฯ (CPF) โรงเรียน และวัด เป็นต้น

สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ www.green-city.online เพื่อขอรับต้นกล้าได้คนละ 5 คน โดยระบุสำนักงานเขตที่สะดวกเดินทางไปรับ ซึ่งมีต้นกล้ารวมทั้งสิ้นจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ กระดุมทอง ไม้ตระกูลคล้า (คล้าหางนกยูง) ไม้ตระกูลว่าน (เศรษฐีเรือนใน) ไม้ตระกูลเฟิน (เฟินขนนก เฟินเจ้าฟ้า) ไม้เลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และต้นสนไซเปรส เตรียมแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ ทั้งบริเวณในและนอกบ้าน สถานที่ทำงาน ริมถนน และสวนสาธารณะ เพื่อเป็นการลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปีหน้าและปีต่อไป ซึ่งได้เน้นย้ำให้ประชาชนที่นำต้นไปปลูกนั้นต้องช่วยกันดูแลรักษาต้นกล้าในระยะยาว ให้เจริญเติบโตเพื่อความยั่งยืนในการสร้างพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ โดยมีการติดตามและส่งเสริมการขยายผลในโครงการระยะยาวโดยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับติดตามและขับเคลื่อนโครงการ

หากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันปลูกได้เพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่จะสามารถลดจำนวนวันที่ฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ได้ถึง 1-3 วัน ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้น ลด PM2.5” ภายใต้โครงการ Green City by MOAC โดยลงทะเบียนได้ที่ www.green-city.online และร่วมกันติดแฮชแท็ก #ปลูกเพื่อปอด #ล้านต้นลดPM2จุด5 ในสื่อโซเชียลต่างๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

บทความก่อนหน้านี้อดีตนักการเมืองท้องถิ่น หันเอาดีด้านการเกษตร แปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำทุเรียนเทศ ส่งขายโมเดิร์นเทรด
บทความถัดไปมะคาเดเมีย พืชแห่งความเคี้ยวมัน มีให้ลิ้มชิมรส ที่บ้านแม่แจ๋ม เมืองปาน