“ปากช่อง 2” มะละกอลูกผสมพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง อร่อยถูกใจผู้บริโภค

เชื่อว่าหลายคนที่มีโอกาสเดินเลือกซื้อสินค้าเกษตรในร้านโครงการหลวง อาจจะเคยเห็นมะละกอผลเล็ก ขนาดอ้วนๆ ป้อมๆ วางขายอยู่บนชั้นวางสินค้า มะละกอลูกผสมพันธุ์ดีนี้ เรียกว่า “มะละกอปากช่อง 2” ซึ่งโครงการหลวงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ปลูกในเชิงการค้ามานานหลายปีแล้ว เพราะมะละกอพันธุ์นี้ปลูกดูแลง่าย ค่อนข้างทนต่อโรคใบจุดวงแหวน ที่สำคัญ ให้ผลผลิตสูงและมีรสชาติอร่อยถูกใจผู้บริโภคอีกต่างหาก

สายพันธุ์มะละกอโดยทั่วไป หากไม่มีการรักษาสายพันธุ์ที่ดี มักมีการผสมข้ามพันธุ์ ทำให้เกิดปัญหาการกลายพันธุ์ได้ แต่มะละกอปากช่อง 2 ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการวิจัยปรับปรุงพันธุ์มะละกอชนิดนี้ ก่อนแนะนำเข้าสู่ตลาดเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนถึงทุกวันนี้ มะละกอลูกผสมปากช่อง 2 ยังคงให้ผลผลิตที่ดีเป็นที่นิยมปลูกของเกษตรกรและผู้บริโภค

นักวิจัย มก. พัฒนาสายพันธุ์มะละกอลูกผสม

มะละกอเป็นไม้ผลที่นิยมรับประทานผลสุกอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่ในต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอที่มีผลขนาดเล็ก มีน้ำหนักต่อผลไม่เกิน 600 กรัม ซึ่งแหล่งผลิตและส่งออกมะละกอรายใหญ่ของโลก ได้แก่ เม็กซิโก มาเลเซีย บราซิล และอเมริกา ส่วนประเทศไทยแม้ปลูกมะละกอจำนวนมาก แต่ส่งออกไม่มาก เนื่องจากสายพันธุ์มะละกอที่ปลูก ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ผลใหญ่ ไม่เป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศ

สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาสายพันธุ์มะละกอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 โดยเริ่มต้นจากนำเข้ามะละกอสายพันธุ์ซันไลท์ จากประเทศไต้หวันมาปลูกและคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ต้องการ ทำการผสมตัวเองและปลูกคัดเลือกอยู่ 5 ชั่วอายุ จนได้สายพันธุ์ที่ไม่กระจายตัว แล้วปลูกขยายเมล็ดโดยวิธีผสมเปิดในหมู่เดียวกันอีก 2 ครั้งจนได้สายพันธุ์มะละกอที่ให้ผลผลิตดี เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้าเรียกว่า “มะละกอพันธุ์ปากช่อง 1”

ลักษณะประจำพันธุ์ของมะละกอปากช่อง 1 คือ มีลำต้นสีเขียวปนม่วงเล็กน้อย ใบมี 7 แฉกใหญ่ กว้าง 50-60 เซนติเมตร ยาว 45-50 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวปนม่วงยาว 70-75 เซนติเมตร อายุ 8 เดือน ก็เริ่มเก็บผลได้ มีน้ำหนักผล 350 กรัม เนื้อสีส้มหนา 1.8 เซนติเมตร เมื่อสุกเนื้อไม่เละ มีรสหวาน กลิ่นหอม เปอร์เซ็นต์ความหวาน 12-14 องศาบริกซ์ ในระยะเวลา 18 เดือน จะให้ผลผลิตต้นละ 30-40 กิโลกรัม ค่อนข้างทนต่อโรคใบด่าง เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง

มะละกอปากช่อง

ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2549 ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมมือกันพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะละกออย่างต่อเนื่อง จนได้มะละกอพันธุ์ใหม่ที่คุณภาพและผลผลิตดีกว่าพันธุ์การค้าเดิม เรียกว่า มะละกอปากช่อง 2 ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์พ่อ โดยวิธีการผสมด้วยมือ หลังจากนั้น เก็บผลผลิตเอาเมล็ดมาเพาะในถุงพลาสติกดำ ขนาด 3×5 นิ้ว คัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงปลูกลงแปลงได้ 26 แถว แถวละ 21 ต้น จำนวน 3 ต้น ต่อหลุม หลังจากปลูก 4 เดือน คัดต้นที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศเหลือเพียง 1 ต้น ศึกษาลักษณะลูกผสมเพื่อคัดเลือกลักษณะดีได้ตามต้องการ ที่ออกดอกและติดผล หลังจากปลูก 8 เดือน ทีมนักวิจัยได้คัดเลือกคู่ผสมพันธุ์ดีไว้ 3 สายพันธุ์ ที่มีขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์ปากช่อง 1 คุณภาพผลดี เนื้อหนา สีส้มและรสชาติดี

หลังจากนั้น ทีมนักวิจัยได้ใช้เวลาปลูกคัดเลือกนานถึง 7 รอบ โดยศึกษาลักษณะต่างๆ ของมะละกอ เช่น ลักษณะของใบและก้านใบ วัดความยาวของใบ วัดความกว้างของใบ วัดความยาวของใบ วัดสีของใบ ทำการถ่ายรูป ลักษณะภายนอกและภายในของผลศึกษาน้ำหนักผล รูปร่างผล โดยวัดความกว้างและความยาวของผล สีผิวของผลภายนอก เมื่อดิบและสุก ความหนาเนื้อโดยผ่าตรงส่วนที่กว้างที่สุด น้ำหนักเนื้อ น้ำหนักเปลือก น้ำหนักเมล็ด โดยชั่งเป็นกรัม สีของเนื้อเมื่อสุก เปอร์เซ็นต์ Total Soluble Solids (%TSS) การชิมรส โดยให้คะแนนตามเกณฑ์

จนในที่สุด ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกมะละกอสายพันธุ์ใหม่ คือ ปากช่อง 2 ที่มีขนาดผลขนาดปานกลาง น้ำหนักผล 1,000-1,200 กรัม ต้นมะละกอปากช่อง 2 มีลักษณะใบ 7 แฉก ใบสีเขียวเข้ม ใบกว้าง 65-70 เซนติเมตร ใบยาว 65-70 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียว ยาว 80-89 เซนติเมตร น้ำหนักผลสุก 900-1,100 กรัม สีผิวผลสุกสีเหลือง สีเนื้อสุกส้มแดง ความหนาเนื้อ 3 เซนติเมตร ความหวาน 12-14 องศาบริกซ์ เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากปลูกประมาณ 8 เดือน ผลผลิต 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น ในระยะ 18 เดือน ค่อนข้างทนต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน รสชาติดี เนื้อไม่เละ จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นพันธุ์ส่งเสริมการผลิตเชิงการค้า

การปลูกดูแล

มะละกอลูกผสมพันธุ์ปากช่อง 2 มีลักษณะดี ผลดก ต้นสมบูรณ์แข็งแรง มีขนาดผลประมาณ 1,000 กรัม ที่ตลาดยอมรับได้ ปัจจุบันมะละกอลูกผสมพันธุ์นี้ ไม่ได้ปลูกสะเปะสะปะในพื้นที่ทั่วไปเหมือนกับมะละกอพันธุ์อื่นๆ พื้นที่ปลูกมะละกอสายพันธุ์นี้ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของโครงการหลวง

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้พื้นที่การปลูกมะละกอปากช่อง 2 ยังไม่กว้างขวางมากนักเนื่องจากมะละกอพันธุ์นี้มีจุดอ่อนในเรื่องน้ำ หากขาดแคลนน้ำสำหรับเพาะปลูก ต้นมะละกอจะมีผลผลิตขาดช่วงได้ ดังนั้น โครงการหลวงจึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะละกอพันธุ์นี้ในแหล่งที่มีการปลูกผักและมีระบบน้ำชลประทานสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นมะละกอได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ

การปลูกมะละกอโดยทั่วไป นิยมนำมะละกอต้นกระเทยมาเพาะเมล็ด จนได้ต้นกระเทย ทั้งนี้ ตลาดต้องการเพียง 2 ส่วน และต้นตัวเมีย 1 ส่วน ที่ผ่านมาเกษตรกรนิยมขยายพันธุ์มะละกอแบบเดิมๆ โดยหยอดเมล็ดพันธุ์มะละกอ 3 ต้น ต่อหลุม เมื่อต้นโตต้องคอยสังเกตว่า ต้นมะละกอออกดอกเป็นต้นตัวเมียหรือไม่ หากใช่ก็ต้องตัดต้นตัวเมียทิ้ง วิธีนี้ทำให้เกษตรกรได้มะละกอพันธุ์ดีเพียงแค่ 33% เสียทั้งเวลาและสิ้นเปลืองเงินทุน

ดังนั้น โครงการหลวงจึงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยนำต้นกระเทยมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จนได้ต้นกระเทยที่มีลักษณะสมบูรณ์เพศครบถ้วนแจกจ่ายให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการหลวงได้นำไปปลูก เรียกว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์กระเทย 100 ต้น ไปปลูกก็ได้มะละกอพันธุ์ดี 100 ต้นตามที่ตลาดต้องการ

มะละกอเป็นพืชอายุสั้นเพียงแค่ 2 ปี แถมเสี่ยงต่อการเป็นโรคพืชได้ง่าย โดยเฉพาะปัญหาโรคไวรัสวงแหวน ทุกวันนี้ โครงการหลวงจึงมีศักยภาพการผลิตต้นพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 สำหรับใช้ปลูกทดแทนต้นเก่าอายุ 2 ปีที่ครบอายุการตัดโค่นเพียงแค่ปีละ 4,000-5,000 ต้น โดยจำหน่ายต้นพันธุ์แก่เกษตรกรในราคาถูกเพียงต้นละ 25 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกมะละกอซ้ำในพื้นที่เดิมได้ โดยกำจัดเพลี้ย ที่เป็นแมลงพาหนะของโรคไวรัสวงแหวนออกไปจากแปลงปลูกเสียก่อน  

เนื่องจากมะละกอเป็นผักและผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ตลาดจึงมีความต้องการบริโภคมะละกอเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น มะละกอปากช่อง 2 จึงเป็นสินค้าทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คนไทยได้บริโภคผักและผลไม้รสอร่อยและมีคุณภาพดี สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 

 

บทความก่อนหน้านี้ครูพี่โอ๊ะ ชื่นชม ชาว กศน. จัดกิจกรรมป้องกันการแพร่ระบาด Covid-19  
บทความถัดไประวังเพลี้ยไฟ บุกสวนมังคุด