เจษฎา จันทสร ผู้ยึดหลักพอเพียง สร้างเงิน สร้างสุขจากไร่นาสวนผสม

การทำไร่นาสวนผสม เป็นการทำงานเกษตรหลายๆ ชนิดผสมผสานกันในบริเวณพื้นที่เดียวกัน เป็นการปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดมานานกว่า 25 ปี เช่น เลี้ยงสัตว์ ทำนา ปลูกไม้ผล ปลูกพืชไร่ มีการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และการจัดการที่ดี ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า คุ้มทุน เพื่อสร้างรายได้สู่ครอบครัว สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มั่นคงและยั่งยืน  

คุณเจษฎา จันทสร อายุ 35 ปี เดิมทีเป็นชาวกรุงเทพมหานคร แต่ปัจจุบัน ได้มาปักหลักปักฐานอยู่ที่บ้านภรรยาชาวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านโคกสว่าง หมู่ที่ 9 ตำบลค้อน้อย อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี

ปัจจุบันนี้ คุณเจษฎา จันทสร และ คุณมะลิจันทร์ เวียงคำ ผู้เป็นภรรยา ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง โดยได้ช่วยกันทำมาหากินด้วยการทำไร่นาสวนผสม ดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งปลูกพืชผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์บก สัตว์น้ำขาย สร้างรายได้อย่างงดงาม ท่ามกลางความสุขกับโซ่ทองคล้องใจ จำนวน 5 คน ไม่มีหนี้สินทั้งในและนอกระบบ และยังมีเงินหมุนเวียนเข้ามาทุกวัน พร้อมทั้งมีเงินฝากอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

คุณเจษฎา จันทสร กับ ภรรยา

คุณเจษฎา ได้เล่าถึงความเป็นมาในการพลิกผืนดินอันแห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์และเขียวชอุ่มตลอดปี มีรายได้ตลอดเวลาว่า เดิมทีผมเป็นคนกรุงเทพฯ และเปิดร้านโชห่วยอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาได้แยกทางกับภรรยาเก่า และมาแต่งงานกับคุณมะลิจันทร์ ผู้เป็นภรรยาคนปัจจุบัน จากนั้นก็ได้ต่อสู้ชีวิตเรื่อยมา ทั้งทำงานบริษัท แม้แต่วิ่งวินมอเตอร์ไซค์ก็เคยทำ ต่อมาได้มาสัมผัสกับต้นข้าวเขียวขจีในทุ่งนาและต้นหญ้าเขียวชอุ่มบนคันนาในหน้าฝนที่บ้านเกิดของคุณมะลิจันทร์ ซึ่งบรรยากาศดังกล่าว มันทำให้เขาเริ่มหลงใหลในธรรมชาติอันสดชื่นและสวยงาม และคิดไปว่าน่าจะหันมาทำการเกษตรในรูปแบบไร่นาสวนผสม บนผืนดินที่เรามีอยู่ที่บ้านเกิดของภรรยาตามที่อยู่ข้างต้น น่าจะดีเป็นแน่แท้

ผมก็เริ่มลงมือทำในปี พ.ศ. 2560 ทีแรกทำเพียง 7 ไร่ บนที่ดินของผมและภรรยา ต่อมาได้ที่ดินมรดกจากพ่อแม่ของภรรยาเพิ่มอีก 15 ไร่ และซื้อเพิ่มอีก 3 ไร่ รวมเป็น 25 ไร่ จากนั้นผมก็ไปศึกษาหาความรู้ ไปดูงานและอ่านตำราด้วยตนเอง แล้วก็ทำไร่นาสวนผสมอย่างจริงจัง ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ อันดับแรกเลย ผมเลี้ยงวัวก่อนเลย เพราะผมชอบการเลี้ยงวัวมาก โดยวัวที่นำมาเลี้ยงนี้เป็นวัวเพศเมียพันธุ์บราห์มันแดง 10 ตัว และพันธุ์อื่นอีก 5 ตัว ทุกตัวเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์”

ลูกชายของคุณเจษฎา ขอหล่อใกล้ๆ วัว

“ปัจจุบันนี้ ก็ตกลูกออกมาบ้างแล้ว ทำให้ทุกวันนี้ผมมีวัวเพิ่มเป็น 20 กว่าตัวแล้วครับ ผมผลิตวัวได้ขั้นต่ำ 10 ตัว ต่อปี และในอนาคตอันใกล้น่าจะผลิตวัวได้ 50 ตัว ต่อปี จะมีรายได้อย่างงดงามเลยทีเดียว คิดง่ายๆ ขายวัวเอาแบบถูกๆ เลยนะ วัวหย่านม ขายออกตัวละ 35,000 บาท ถ้าขายสัก 10 ตัว ก็จะมีรายได้ 350,000 บาท แล้วครับ ส่วนใหญ่จะขายออกเฉพาะวัวตัวผู้ ส่วนวัวตัวเมียถ้าสวยจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ แต่ถ้ามีคนสนิทสนมกันมาขอซื้อวัวตัวเมีย ก็อาจจะขายแบบขัดกันไม่ได้ และ ในการเลี้ยงวัวนี้ ต้นทุนหรือรายจ่ายจะน้อยมาก เพราะผมปลูกหญ้าเอง มีฟางอัดแท่งเอง รายได้นั้น นอกจากจะขายตัววัวแล้ว ยังขายมูลวัวด้วย หญ้าที่ปลูกไว้ก็มีคนมาขอแบ่งซื้อเป็นประจำ ซึ่งผมก็แบ่งขาย เป็นการสร้างรายได้จากการเลี้ยงวัวที่งดงามพอสมควร” คุณเจษฎา เล่า

อีกมุมหนึ่งของนาข้าว

คุณเจษฎา กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ผมยังได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 4 บ่อ แบ่งออกเป็นปลาเอาไว้กินเอง 1 บ่อ อีก 2 บ่อ เอาไว้ขาย อีก 1 บ่อ เอาไว้ดักปลานาและเอาไว้ใช้ในการเกษตร โดยปลาที่เลี้ยงจะเป็นปลานิล และเลี้ยงแบบอินทรีย์ ใช้ฟางกับหญ้าเป็นอาหาร ส่วนรายได้จากการขายปลาก็ขอบอกเลยว่า มีเงินหมุนเวียนเข้ามาทุกวันเป็นรายได้ที่งดงามเช่นกันครับ มีพ่อค้าแม่ค้าที่มาเป็นลูกค้าประจำมารับเอาถึงบ่อที่บ้าน ผมไม่ต้องขนปลาออกไปขายตามท้องตลาดให้เหนื่อยเลยครับ นอกจากนี้ ผมยังได้เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ เพื่อเก็บไข่ขาย และเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง (ไก่บ้าน) เอาไว้ชั่งกิโลขายเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ส่วนผลไม้และพืชผัก ตลอดจนดอกไม้ ก็ปลูกตามฤดูกาล เรียกว่า ปลูกทุกอย่างที่กินได้ พืชผักส่วนใหญ่จะกินกันเองในครอบครัวและแจกจ่ายให้ญาติพี่น้อง เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน แต่จำพวก มะละกอ แตงโม กล้วยน้ำว้า มะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็จะเน้นการขายเป็นหลัก ซึ่งพืชและไม้ผลทุกชนิดที่ปลูกไว้ ต่างให้ผลผลิตเก็บขายได้หมดแล้ว และที่นี่ยังปลูกกล้วยและมะม่วงเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละเดือนแต่ละปีก็จะมีรายได้จากการขายไม้ผลเหล่านี้ เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แต่สำหรับญาติพี่น้อง ให้กินฟรีเช่นเดียวกันกับจำพวกผัก

บรรยากาศดีๆ ในยามเช้า หมอกลงจัด

นอกจากที่กล่าวมานี้ ยังเพาะเห็ดนางฟ้า เอาไว้ขายและเอาไว้ประกอบอาหารกินกันเองในครัวเรือน พื้นที่ในส่วนที่ทำนาปลูกข้าว จะปลูกข้าวเพียง 7 ไร่ โดยปลูกข้าวเหนียว 4 ไร่ ปลูกข้าวเจ้า 3 ไร่ ก็ปลูกเอาไว้กินเอง ถ้าจะถามว่า มีรายได้จากการทำไร่นาสวนผสมในแต่ละเดือนประมาณเท่าไร

“ผมขอบอกว่า มันไม่ตายตัว ไม่คงที่ครับ แต่ละเดือนรายได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่า เดือนไหนเราขายอะไรได้มากได้น้อย บางเดือนมีการขายวัวออกไปด้วย ก็จะมีรายได้หลักแสน แต่ที่แน่ๆ แต่ละเดือน ก็มีรายรับหรือรายได้หลายหมื่นบาทครับ”

เก็บไข่ คัดไข่ ก็ไม่ต้องจ้าง เพราะภรรยาทำเอง

“ถ้าเราเดินตามพ่อหลวงและเอาหลักการจัดการยุคใหม่มาใช้ อย่างไร่นาสวนผสมที่ผมทำอยู่ ถึงไม่รวยแต่ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ไม่มีหนี้สิน แต่มีเงินเก็บ มีเงินฝาก ผมคิดว่า ถ้าใครทำเกษตรคือคนรวย รวยอย่างไร รวยความสุข รวยอากาศ รวยอาหาร ฯลฯ พูดวันนี้คงไม่จบ ซึ่งจริงๆ แล้ว อีสานบ้านเรามีพร้อมทุกอย่างครับ ใครที่ล้มเหลวในชีวิตลองลุกมาคิดใหม่ ทำใหม่ ในวันพรุ่งนี้เลย พลิกผืนดินอันมีค่า ให้เกิดประโยชน์มากกว่าทำนาปลูกข้าวอย่างเดียว บวกกับความขยัน อดทนและอดออม และหากท่านใดต้องการมาศึกษาดูงานที่บ้านผม ก็เชิญเลย ยินดีต้อนรับและพร้อมที่จะให้คำแนะนำสำหรับทุกท่าน แต่ขอให้แจ้งผมมาล่วงหน้าด้วย เพราะบางวันจะมีบุคคลหรือคณะบุคคลมาจากที่ต่างๆ ทั้งจากส่วนราชการและชาวบ้านทั่วไป มาศึกษาดูงานเป็นระยะๆ ยังไงๆ ผมก็อยากให้คนที่คิดจะทำไร่นาสวนผสมลองมาศึกษา เพราะที่ผ่านๆ มาผมเคยเห็นบางคนทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรพอเพียงแบบผิดวิธี ก็เลยขาดทุน และท้อแท้ จนเลิกทำเพราะไม่ประสบผลสำเร็จ ลองมาคุยกับผม ท่านอาจจะมีกำลังใจสู้ต่อไป อย่าลืมนัดหมายผมล่วงหน้า โทร.มาที่ (062) 620-1340 ยินดีต้อนรับครับ”     

ภายในโรงเรือนเพาะเห็ด

ฟางแช่ในน้ำ ใช้ไม้ล้อมเอาไว้เพื่อเป็นอาหารปลา
ฟางแช่ในน้ำ ใช้ไม้ล้อมเอาไว้เพื่อเป็นอาหารปลา
บทความก่อนหน้านี้มาลีฮวนน่า แบล็กคอฟฟี่ ร่วมสนับสนุนงานวิ่งการกุศล “ก้าวนี้เพื่อน้อง ครั้งที่ 1” ณ คลองท่อม จังหวัดกระบี่
บทความถัดไปโกช้าง มืออาชีพในวงการเลี้ยงไก่เบตง เผยเทคนิคเลี้ยงไก่เบตง ให้ติดตลาด ผลิตไม่ทันขาย ราคาดี