พาณิชย์เฝ้าระวังสงครามซีเรีย ชี้ระยะสั้นไม่กระทบส่งออกไทย

พาณิชย์มั่นใจสงครามในซีเรียยังไม่มีผลกระทบไทยในระยะสั้น พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ติดตามใกล้ชิด เผย ราคาน้ำมันปรับขึ้น อาจส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าของไทยได้ราคาดีขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ในซีเรียว่า ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้กองทัพสหรัฐโจมตีนฐานทัพอากาศเชย์รัตของซีเรีย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 เพื่อตอบโต้การใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนในซีเรียนั้น กระทรวงพาณิชย์มองว่า การโจมตีซีเรียครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย แต่อาจจะทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องแบ่งกำลังทหาร และงบประมาณจากการต่อสู้ ISIS ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ จึงคาดว่าสหรัฐไม่น่าจะดำเนินการในซีเรียต่อไปนานนัก นอกจากนี้ กฎหมายสหรัฐมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี “ประกาศสงคราม” หรือ “แทรกแซงทางทหาร” ต่อรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งเกิดสถานการณ์รุนแรงและเลวร้ายที่อาจส่งผลกระทบต่อสหรัฐในอนาคต โดยปฏิบัติการทางทหารต้องเสร็จสิ้นภายใน 60 วัน และกองทัพสหรัฐมีเวลาไม่เกิน 30 วัน ในการถอนทหาร ดังนั้น หากสหรัฐจะทำสงครามกับซีเรียมากกว่าระยะเวลาดังกล่าว จะต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน ซึ่งอาจจะใช้เวลานานในการพิจารณา

นางอภิรดี มองว่า ตัวแปรสำคัญในขณะนี้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย เพราะรัสเซียมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลซีเรีย แต่ในเบื้องต้นรัสเซียแสดงความไม่พอใจกับปฏิบัติการของสหรัฐ โดยเห็นว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก่อน ซึ่งรัสเซียได้เรียกร้องให้สหรัฐรอผลการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นการใช้อาวุธเคมีจริงหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ทราบว่ารัฐมตรีต่างประเทศสหรัฐและรัสเซีย มีกำหนดจะพบกัน ซึ่งเป็นการนัดหมายไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ในซีเรีย ก็หวังว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้ในเชิงสร้างสรรค์

สำหรับพัฒนาการล่าสุดที่สหรัฐส่งเรือรบบรรทุกเครื่องบินเข้าไปใกล้เกาหลีเหนือนั้น คงต้องขอดูก่อนว่า จะมีปฏิบัติการใดตามมาหรือไม่ ก่อนที่จะให้ข้อคิดเห็นต่อไป

ส่วนผลกระทบต่อไทยในชั้นแรกนี้ คงจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งผลของปฏิบัติการทำให้ราคาน้ำมันวันศุกร์ปรับเพิ่มขึ้นทุกตลาด คือ WTI + 1.04% เป็น 55.24 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล และ ทอง (Comex) + 0.32% เป็น 1,257.30 เหรียญสหรัฐ ต่อออนซ์ และคาดว่าจะยังมีแนวโน้มและทิศทางที่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน อาจจะส่งผลดีในแง่ว่า การส่งออกสินค้าของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันอาจจะได้ราคาดีเพิ่มขึ้น แต่ผลในเชิงลบอาจจะมีมากกว่า โดยเฉพาะกรณีที่เกิดภาวะการสู้รบยืดเยื้อ เพราะความตึงเครียดอาจทำให้การค้าขายและการลงทุนโลกชะลอตัว สืบเนื่องจากการขาดความมีเสถียรภาพในเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาสินค้า ซึ่งอาจจะทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อมิให้ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การประมาณการตัวเลขส่งออกที่ 3.0-3.5% และอัตราเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดไว้ที่ 1.5-2.2% นั้น ใช้สมมติฐานว่า ราคาน้ำมันอยู่ระหว่าง 50-60 เหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในชั้นนี้ ยึงยังไม่น่ามีผลต่อการคาดการณ์ทั้งสองด้าน เพราะยังอยู่ในช่วงที่กระทรวงประมาณการไว้

 

ขอบคุณข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ