เกษตรกรลำปาง ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 3 ปี เห็นผล

จังหวัดลำปาง เป็นหนึ่งในทำเลทองของการปลูกมะม่วงในพื้นที่ภาคเหนือ มีพื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 11,510 ไร่ (2558) โดยมีแหล่งปลูกมะม่วงแปลงใหญ่สุดอยู่ที่ตำบลพิชัย อำเภอเมือง ประมาณ 200 ไร่ เป็นมะม่วงมหาชนก

คุณเอกภพ วิญญาภาพ เรียนจบชั้น ปวส. จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรลำปาง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง) ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) สาขาไม้ผล (รุ่น 4) ในปี พ.ศ. 2530 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้ทำงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกับพ่อ ตระเวนขึ้นเหนือล่องใต้หลายจังหวัดอยู่นานร่วม 30 ปี จนเกิดความเบื่อหน่ายและอยากใช้วิชาชีพที่ตนเองเรียนมาลงมือปฏิบัติเองบ้าง จึงใช้ที่ดินว่างเปล่าของพ่อ อยู่ที่ หมู่ที่ 7 บ้านห้วยฮี ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปางเพื่อทำการเกษตร

ปี 2555 เขานำรถแทรกเตอร์เข้าไถปรับพื้นที่ เพื่อเตรียมปลูกไม้ผล ตอนนั้นเขาไม่คิดจะปลูกมะม่วง เลย ต่อมาเขามีโอกาสปรึกษาเรื่องการทำสวนผลไม้ กับ ผศ. พาวิน มะโนชัย ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นเดียวกัน (รุ่น 51) และเป็นอาจารย์ภาควิชาไม้ผลของแม่โจ้ ผศ. พาวิน แนะนำให้เขาปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นสินค้าขายดี กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาสูง และกิ่งพันธุ์หาง่าย คุณเอกภพ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ในที่สุด

เดิมทีพื้นที่สวนแห่งนี้ คุณพ่อของคุณเอกภพ เคยซื้อไว้ในราคาเพียง ไร่ละ 500 บาท เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านห้วยฮี ใกล้กับคลองชลประทาน เมื่อขุดดินออกไปถมที่ กลายเป็นสระน้ำที่ซึมจากตาน้ำ ชาวบ้านนำวัวควายเข้ามาเลี้ยงกินน้ำจากสระนี้ ดินดี เหมาะที่จะปลูกพืชอะไรก็ได้ ชาวบ้านที่นี่ส่วนมากทำนากัน เมื่อคุณเอกภพตัดสินใจทำสวนมะม่วง พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นสวนมะม่วงแห่งแรกของหมู่บ้าน ที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ชาวบ้านเรียกสวนมะม่วงนี้ว่า สวนมะม่วงเสี่ยเอก

การปลูก

คุณเอกภพ ซื้อกิ่งพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 500 กิ่ง นำมาปลูกตามคำแนะนำของ ผศ. พาวิน มะโนชัย โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ขุดหลุมปลูก ขนาด 60×60 เซนติเมตร ใหญ่กว่าปกติที่นิยมขุดหลุม 50×50 เซนติเมตร โดยแยกหน้าดินไว้ด้านหนึ่งคลุกเคล้าปุ๋ยคอกที่หมักทิ้งไว้ 1 ปี รองก้นหลุมด้วยโดโลไมต์ก่อนเอากิ่งพันธุ์ลงปลูกจนครบ 500 กิ่ง แล้วขุดหลุมขนาดเดียวกัน ทำเหมือนกันอีก 700 หลุม เพื่อปลูกต้นตอมะม่วงแก้ว มะม่วงตลับนาค อายุ 8 เดือน สูง 80เซนติเมตร จนเต็มพื้นที่ รวม 1,200 ต้น ในพื้นที่ 20 ไร่ พร้อมปลูกบ้านพักคนงาน 1 หลัง เพื่อให้อาศัยอยู่กับครอบครัวในสวน

การให้น้ำ

ต้นมะม่วงที่ปลูกแต่ละหลุม จะวางหัวมินิสปริงเกลอร์ไว้ประจำต้นทุกต้น ปั๊มแรงดันสูงท่อส่งเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ส่งไปตามท่อย่อ พีวีซี 2 นิ้ว เป็นสายหลักเข้าไปในสวน ก่อนแยกเข้าท่อหัวสปริงเกลอร์ ขนาด 1/2 นิ้ว (4 หุน) น้ำสูบจากสระน้ำ กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 4 เมตร เป็นน้ำที่ซึมขึ้นมาจากตาน้ำ น้ำใสและมีน้ำซึมอยู่ตลอด เนื่องจากระดับน้ำในสระจะขึ้นๆ ลงๆ

ท่อดูดของปั๊มจึงใช้ท่ออ่อนเพื่อให้อ่อนตัวได้ตามการขึ้นลงของระดับน้ำที่หัวกะโหลกปลายท่อดูดติดกับลูกลอย การให้น้ำปล่อยสลับกัน ปล่อยแต่ละแถว 3-5 วัน ต่อครั้ง หรือความถี่ของการให้น้ำขึ้นอยู่กับสภาพการณ์

เมื่อต้นมะม่วงจากกิ่ง 500 ต้น เจริญเติบโตแตกยอดสมบูรณ์ดี อายุพอจะตัดไปเสียบยอดกับต้นตอแก้วและตลับนาค ทั้ง 700 ต้นแล้ว จึงตัดไปเสียบยอดจนครบ เมื่อใกล้ถึงฤดูหนาวได้สังเกตและคาดการณ์ระยะเวลาแล้วว่า มะม่วงควรจะออกช่อดอก จึงหยุดให้น้ำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่หน้าแล้งผ่านมาน้ำในสระแห้งไม่เพียงพอ จนต้องเจาะบาดาลลึก 132 เมตร สูบขึ้นมาช่วยและให้น้ำถี่ขึ้นทุก 2 วัน

การให้ปุ๋ย

สวนมะม่วงแห่งนี้ คุณเอกภพ ให้ปุ๋ยคอกหมักค้างปี ปีละ 4 ครั้ง ประมาณต้นละ 5 กิโลกรัม ส่วนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ให้ปีละ 4 ครั้ง การใส่ปุ๋ยครั้งแรก เมื่อใกล้จะแตกใบอ่อน จึงให้ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ในอัตรา 300-400 กรัม ต่อต้น เป็นเรื่องยากต่อการกะคำนวณปริมาณปุ๋ยที่ใส่ในแต่ละครั้ง จึงบอกให้คนงานใส่ปุ๋ย ครั้งละ 2 กระป๋องของกาแฟกระป๋อง จะได้ปริมาณใกล้เคียงกับ 300-400 กรัม

การใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 หลังจากใบอ่อนเปลี่ยนเป็นใบแก่ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนเท่าเดิม การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 เมื่อใกล้จะออกดอกจึงใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 ใช้ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ในอัตราเท่าเดิม และการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 4 ใส่ระยะที่ติดผล ใช้ปุ๋ย สูตร 18-24-24 ในอัตราเดิมเช่นกัน

ศัตรูพืช

ต้นมะม่วงที่ปลูกมักพบโรคพืช ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส เข้าทำลายใบอ่อน ทำให้ใบบิดเบี้ยวเป็นจุดสีน้ำตาล ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราอมิสตา ส่วนแมลงศัตรูพืชที่พบ ได้แก่ ด้วงงวงกรีดใบ แมลงค่อมทอง เพลี้ยจักจั่นมะม่วง เมื่อพบการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืช คุณเอกภพ จะใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงเซฟวินฉีดพ่นในช่วงแตกใบอ่อน

มะม่วงเริ่มมีช่อดอกจะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราผสมกับสารเคมีพวกคาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) และฮอร์โมนฉีดพ่น ปกติแล้วระยะดอกบานห้ามฉีดพ่นสารเคมี เนื่องจากการฉีดพ่นสารเคมีทำให้ดอกมะม่วงได้รับความเสียหายและสารออกฤทธิ์ของสารเคมีจะทำลายแมลงที่ช่วยผสมเกสร แต่ในช่วงดอกบานมักมีศัตรูเข้าทำลายจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการฉีดพ่นสารเคมีบ้าง หลังจากมะม่วงติดผลแล้วพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราอีกครั้ง การตัดหญ้าใช้เครื่องตัดหญ้าสะพาย ตัดตามสภาพเหตุการณ์

ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

เมื่อมะม่วงอายุได้ 2 ปี บางต้นเริ่มติดผลบ้างแล้ว ให้เด็ดทิ้ง เหลือติดต้นละ 2-3 ผล ห่อด้วยถุงคาร์บอน 2 ชั้น หรือถุงดำ ห่อพร้อมกันหมด ทำให้ไม่รู้ว่าผลไหนแก่พร้อมจะเก็บ คนงานต้องเสียเวลาแกะถุงเพื่อเปิดดูผลที่แก่ ผลผลิตที่ได้ในชุดแรกนี้มีจำนวนน้อยไม่กี่พันผล จึงขายบ้างแจกจ่ายให้กับเพื่อนๆ เพื่อประชาสัมพันธ์สวน จนเข้าสู่ปีที่ 3 ต้นมะม่วงสูงเท่ากับศีรษะ มีความสมบูรณ์เต็มที่ ติดผลมากขึ้น ได้ผลมะม่วงขนาด 11 เซนติเมตร ก่อนห่อด้วยถุงคาร์บอน 2 ชั้น หรือถุงดำ ผศ. พาวิน แนะนำเย็บริบบิ้นสีต่างๆ ติดกับถุงห่อมะม่วงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ซึ่ง คุณเอกภพ กำหนดไว้ 11 สี หรือ 11 ชุด ห่อสัปดาห์ละ 1 สี หรือสัปดาห์ละชุด ไล่ไปเรื่อยๆ จนครบ โดยเด็ดผลที่ไม่สมบูรณ์ มีตำหนิ ผลบิดเบี้ยวออก ให้เหลือผลที่สมบูรณ์ทรงสวยเพียงช่อละ 1 ผล

การเก็บเกี่ยว

ผลมะม่วงเริ่มแก่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน หรือนับจากติดผล ประมาณ 100-110 วัน ใบมะม่วงเริ่มลู่ลง จึงเริ่มแกะห่อผลมะม่วงชุดแรก สังเกตก้นผลเริ่มมีสีเหลืองจึงค่อยเก็บ เลือกผลที่แก่จัดเพื่อลดการบ่ม ผลมะม่วงที่ได้มีผิวสีเหลืองเข้มอร่ามนวลงามไร้ตำหนิ ผิวเต่งตึง ผลใหญ่ ที่ยังไม่แก่ก็ปล่อยไว้ก่อน รอเก็บในชุดต่อไป ทยอยเก็บไปเรื่อยๆ จนหมดทั้ง 11 ชุด การบริหารจัดการลักษณะนี้ ทำให้มีผลผลิตออกเป็นระยะๆ ไม่มากจนเกินไป ช่วยให้บริหารการตลาดได้ง่าย

การตลาด

การตลาดมักเป็นปัญหาหนักใจสำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมหาตลาดรองรับไว้ล่วงหน้า มะม่วงติดริบบิ้นชุดแรกที่เก็บได้ ตอนแรก วางแผนขายให้กับร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงในตัวเมืองลำปาง แต่ถูกกดราคารับซื้อ จึงเปลี่ยนแผนไปวางขายที่ตลาดสีเขียวหน้า ธ.ก.ส. ลำปาง ได้กระแสการตอบรับที่ดี นอกจากนี้ ภรรยาคุณเอกภพ ชื่อ คุณอำไพ ได้เสนอขายมะม่วงพร้อมข้าวเหนียว ผ่านตลาดออนไลน์ ตลาดให้การตอบรับดีมาก เพื่อนๆ นิยมสั่งซื้อเป็นของฝาก แจกจ่ายให้กับผู้ร่วมงาน

ขณะเดียวกันร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงในเมืองเชียงใหม่สั่งซื้อสินค้าทุกสัปดาห์ เพราะช่วงเวลาดังกล่าว มะม่วงสุกในตัวเมืองเชียงใหม่หมดฤดูแล้ว แต่ส่งขายได้ไม่กี่ครั้งมะม่วงก็หมดสวนเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่ามะม่วงจากสวน จำนวน 5 ตัน ขายได้หมดโดยไม่ผ่านตลาดขายส่งหรือตลาดส่งออกที่ผ่านมา เคยมีเพื่อนชาวสวนมะม่วงชวนให้คุณเอกภพ เข้าร่วมกลุ่มเพื่อผลิตมะม่วงส่งออกต่างประเทศ แต่คุณเอกภพ ก็ปฏิเสธไป

การตัดแต่งกิ่งเพื่อลดจำนวนกิ่ง  

การตัดแต่งกิ่งเร็วจะทำให้ต้นมะม่วงแตกยอดใหม่ ออกช่อเร็วตามการตัดแต่งกิ่ง เริ่มหลังจากเก็บมะม่วงหมดแล้ว คุณเอกภพจะเลือกตัดกิ่งที่ชี้ลงดิน กิ่งที่พุ่งเข้าหาทรงพุ่ม กิ่งกระโดง กิ่งโคนต้น เพราะกิ่งเหล่านี้มักไม่ออกช่อดอก และรูดใบทิ้งจนทรงพุ่มโปร่ง

ปัจจุบัน นอกจากปลูกมะม่วงแล้ว สวนของคุณเอกภพ ยังปลูกแก้วมังกร 100 ต้น มะนาวไร้เมล็ด 300 ต้น และไผ่กิมซุ่ง อีก 100 กอ ระบบการให้น้ำไผ่ไม่ต่างไปจากมะม่วง ทำให้มีรายได้หมุนเวียนระหว่างที่มะม่วงยังไม่ให้ผลผลิต คุณเอกภพ ได้ทำสวนส้มสายน้ำผึ้งอยู่ที่บ้านค่ากลาง ตำบลบ้านค่า อำเภอเมืองลำปาง ไม่ห่างกันมากนัก จำนวน 50 ไร่ ปลูกส้มสายน้ำผึ้ง 3,000 ต้น กับมะนาวไร้เมล็ดอีก 1,000 ต้น มีคนงานประจำ 5 คน คุณเอกภพจึงต้องเดินทางไปมาระหว่างสวนส้มและสวนมะม่วงเป็นประจำ

คุณเอกภพ วางแผนก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะม่วงและมะนาว เนื่องจากคุณอำไพได้ทำน้ำมะนาวพร้อมดื่มออกจำหน่าย ตามคำแนะนำของอาจารย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง

แม้คุณเอกภพ จะไม่มีประสบการณ์เรื่องการปลูกมะม่วงมาก่อน แต่โชคดีที่ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ผลมาเป็นที่ปรึกษาการผลิตทุกขั้นตอน ช่วยให้คุณเอกภพพัฒนากิจการสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจนประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และทำให้คุณเอกภพมีกำลังใจที่จะต่อสู้ในเส้นทางอาชีพเกษตรกรต่อไป ผู้สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกภพ วิญญาภาพ โทร. (093) 135-3131

 

 

บทความก่อนหน้านี้ซีพีเอฟ ผนึกกำลังคู่ค้า มอบอาหารคุณภาพ ต่อเนื่องปีที่ 5 ช่วยครอบครัวผู้ป่วยเด็กบ้านพักพิงฯ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ฯ
บทความถัดไปโคเนื้อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ มีทั้งลักษณะเด่นและด้อย