สมอ. หนุนยางล้อส่งออกทั่วโลก ผุดมาตรฐานบังคับเทียบยูเอ็นอาร์ 117 ได้ 2 เด้ง ระบายของ-เพิ่มรายได้เกษตรกร

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดมาตรฐานบังคับ (มอก.) ผลิตภัณฑ์ยางล้อ เป็น มอก.2721 โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล ยูเอ็นอาร์ 117 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เน้นความปลอดภัย ประหยัดพลังงาน

นายพิสิฐ กล่าวว่า ผลจากการประกาศมาตรฐานดังกล่าวจะมีส่วนช่วยดูดซับยางพาราในตลาดมากขึ้น และยกระดับรายได้เกษตรกร เพราะหากผู้ประกอบการได้ มอก.ดังกล่าวจะสามารถผลิตยางล้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถส่งออกยางล้อไปจำหน่ายได้ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทย คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการตามขั้นตอนคือ เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี หรือปี 2561

“มาตรฐาน มอก.2721 จัดทำขึ้นเพื่อยกระดับประเทศไทยในการผลิตยางล้อมาตรฐานสากล โดยหน่วยทดสอบมาตรฐาน่จะเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ กรอบวงเงิน 3,705 ล้านบาท พื้นที่ 1,234 ไร่ เขตสวนป่าลาดกระทิง ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฟสแรกศูนย์ทดสอบมาตรฐานยางล้อยูเอ็นอาร์ 117 จะเสร็จปี 2561 สอดรับกับ มอก.ที่จะออกมา” นายพิสิฐ กล่าวและว่า ปัจจุบัน มีบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยลงทุนและผลิตยางล้อตามมาตรฐาน สมอ. รวม 21 ราย คิดเป็นน้ำยางพารา 400,000 ตัน ต่อปี และเร็วๆ นี้ บริษัทต่างชาติยื่นขอส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มอีก 3 ราย คาดว่าจะมีการลงทุนจริงภายใน 1-2 ปีนี้

นายพิสิฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ กมอ.ได้พิจารณาปรับปรุงมาตรฐานบังคับผลิตภัณฑ์เหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานปัจจุบัน จำนวน 5 ชนิด ประกอบด้วย มอก.1390 เข็มพีดเหล็กกล้ารีดร้อน มอก.2140 เหล็กกล้ารีดเย็นแผ่นม้วน แผ่นแถบ และแผ่นตัด สำหรับงานรถยนต์ มอก.1999 เหล็กกล้ารีดร้อนแผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างรถยนต์ และ มอก.2060 เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนแผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานทั่วไปและงานถังก๊าซ รวมทั้งเห็นชอบร่างมาตรฐานตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 34 เรื่อง เพื่อเตรียมประกาศใช้ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ จำนวน 8 เรื่อง อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 6 เรื่อง อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ จำนวน 8 เรื่อง อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร จำนวน 6 เรื่อง และอุตสาหกรรมอื่นๆ จำนวน 6 เรื่อง

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน