Start Up แค่เอื้อม เกษตรกรเราก็ทำได้

ยุคที่โลกออนไลน์ก้าวเข้ามาควบคุมเกือบทุกอย่างบนโลกนี้ ภาคเกษตรที่ดูเหมือนไม่ได้มีความจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัยเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะยังสามารถดำเนินต่อไปในภาคเกษตรได้ โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี แต่สำหรับยุคนี้ น่าจะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว

ผลผลิตในภาคการเกษตร ถูกนำส่งในรูปของสินค้าสดและแปรรูป การแปรรูปมีเกษตรกรหลายกลุ่มดีดตัวเองขึ้นไปอยู่ระดับแถวหน้าของประเทศ ภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล

ยังมีอีกมากที่ยังไร้ทิศทาง ทั้งที่มีของดีอยู่ในมือ ซึ่งส่วนใหญ่ตอบมาชัดว่า เพราะขาดเงินทุน

เมื่อได้ยินการส่งเสริมให้สินเชื่อประชารัฐ เพื่อ Micro SME หรือเรียกง่ายๆ ว่า กลุ่มเล็กๆ ที่เริ่มทำธุรกิจ ซึ่งอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่เรียกตัวเองว่า ธุรกิจ ทำได้เพียงการผลิตแล้วขาย ก็จัดอยู่ในกลุ่ม Micro SME นี้เช่นกัน

จึงต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรก่อนว่า SME ไม่ได้หมายถึงเฉพาะกลุ่มภาคธุรกิจ แต่รวมถึงภาคเกษตรที่รวมกลุ่มกันซื้อขายเป็น SME ไปด้วย

สั้นๆ ง่ายๆ คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีวงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมอบให้ สสว. นำมาปล่อยกู้ให้กับ Micro SME และวิสาหกิจชุมชน รายละไม่เกิน 200,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกันและไม่คิดดอกเบี้ย เป็นเงินกู้ระยะยาว 10 ปี ไม่ต้องชำระคืนเงินต้นใน 3 ปีแรก เพื่อให้กิจการรายย่อย นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือปรับปรุงกิจการ

และโครงการหนึ่งที่ สสว. ดำเนินไปแล้ว ในปี 2559 แต่ขอนำมากล่าวในที่นี้อีกครั้ง เพื่อตอกย้ำให้ถึงภาคเกษตรกรที่มีองค์ความรู้อยู่แล้ว ได้รับทราบ เป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางให้กับเกษตรกร คือ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Start Up)

คุณวชิระ แก้วกอง

คุณวชิระ แก้วกอ ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สสว. บอกว่า เป็นการผลักดันและช่วยผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตเข้มแข็ง

ในระดับการอบรมความรู้พื้นฐานเบื้องต้น เป้าหมาย 10,000 ราย ผลที่ได้ ณ ปัจจุบัน 10,797 ราย เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีฐานเริ่มต้นมาจากเกษตรกรโดยแท้ เพียงร้อยละ 7 หรือ จำนวน 720 ราย เท่านั้น

ส่วนระดับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพร้อมจัดทำแผนธุรกิจ เป้าหมาย 5,000 ราย ผลที่ได้ ณ ปัจจุบัน 5,415 ราย เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่มีฐานเริ่มต้นมาจากเกษตรกรโดยแท้ เพียงร้อยละ 6 หรือจำนวน 363 รายเท่านั้น

ลองดูตัวอย่างของประเภทธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Start Up) ที่ผ่านมา อย่างน้อยก็เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรมีพลังใจในการลุกขึ้นสู้ เพราะแต่ละธุรกิจที่เปิดโอกาสให้รัฐเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน ก็เป็นธุรกิจหรือกลุ่มสินค้าที่ไม่ไกลตัวเลย

ธุรกิจด้านผลิต อาทิ การผลิตน้ำหอม เครื่องสำอาง การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก การผลิตขนมไทยและขนมพื้นเมือง การผลิตเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์

ธุรกิจด้านการบริหาร อาทิ การบริการอาหารในภัตตาคารหรือร้านอาหาร กิจกรรมสปาและการนวด กิจกรรมการจัดนำเที่ยว การบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โรงแรมและรีสอร์ท

ธุรกิจด้านการเกษตรแปรรูป อาทิ การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก เช่น ข้าวบด เครื่องแกง แปรรูปตาลโตนด น้ำผักพร้อมดื่ม การถนอมผลไม้และผักโดยทำให้แห้ง ทำเค็ม แช่ในน้ำมันหรือส้มสายชู เช่น ผลไม้อบแห้ง ทุเรียนทอด มะม่วงแช่อิ่ม การทำฟาร์มผสมผสาน การผลิตน้ำมันมะพร้าว เช่น โลชั่น เซรั่มบำรุงผม สมุนไพรต่างๆ การสีข้าว

ธุรกิจด้านอาหาร อาทิ การแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก เช่น แหนมซี่โครงหมู แปรรูปเนื้อไก่ ไส้กรอก ลูกชิ้นทรงเครื่องสมุนไพร การถนอมผลไม้และผัก ทำให้แห้ง ทำเค็ม แช่ในน้ำมันหรือน้ำส้มสายชู เช่น ไตปลาแห้ง กุ้งแห้ง ปลาแห้ง กะปิ กุ้งอบแห้ง การทำฟาร์มผสมผสานเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร การผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป เช่น การผลิตปลาเส้นปรุงรส ปลาอบปรุงรส ปลาอบกรอบ การสีข้าว

ธุรกิจด้านเฟอร์นิเจอร์ อาทิ การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางและวัสดุถักสาน การผลิตภาชนะบรรจุที่ทำจากไม้ การผลิตเครื่องใช้ในบ้านที่ทำจากไม้และไม้ก๊อก การผลิตผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างและประกอบอาคาร

ธุรกิจด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาทิ การผลิตเสื้อผ้า ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า การผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม วิชาชีพ นักเรียน และนักศึกษา การผลิตหมวกและเครื่องสวมศีรษะ การผลิตสิ่งทอประเภทการผลิตป้าย ผ้าแถบเครื่องหมาย

หากสังเกตให้ดี หลายผลิตภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือของเกษตรกร จึงอยากให้เกษตรกรมีความมั่นใจ จัดกระบวนการองค์ความรู้ที่มี แล้วคว้าโอกาสที่เข้ามา เพื่อความก้าวหน้าของเกษตรกรอย่างเราๆ

อ่านรายละเอียดการส่งเสริมและสนับสนุนจาก สสว. www.sme.go.th หรือ Call Center 1301