เคล็ดไม่ลับ! ทำทุเรียนเกรดส่งออก ต้องเน้นออก ดอกดี ขั้วเหนียว ทรงสวย ถูกใจตลาด

“ทุเรียน” ได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ปลูกยากชนิดหนึ่ง เนื่องจากต้องอาศัยความใส่ใจในการปลูกสูง และยังมีปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อการให้ผลผลิตโดยตรง ทำให้เกษตรกรต้องใช้ประสบการณ์ในการสังเกต ดูแล วางแผนการจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุเรียนสามารถออกผลผลิตได้อย่างราบรื่น

ปกติแล้วทุเรียนจะเริ่มให้ผลผลิตหลังปลูกประมาณ 4-5 ปี แต่ที่แปลงของ เฮียสิน-คุณนิสิน จิตวิสุทธิ์ศรี ตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี สามารถปลูกทุเรียนให้ออกผลผลิตในเวลา 3 ปี เท่านั้น

คุณนิสิน เผยว่า การปลูกทุเรียนให้ได้ผลผลิตเร็ว มีพื้นฐานตั้งแต่การคัดเลือกกิ่งพันธุ์ การบำรุงต้น-ใบให้สมบูรณ์ รวมถึงการตัดแต่งกิ่งให้อยู่ในสภาพเหมาะสมสำหรับการออกดอก ซึ่งช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อเลยก็คือ “ช่วงติดดอก” เพราะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าทุเรียนนั้นจะให้ผลผลิตได้มาก-น้อยแค่ไหน ยิ่งในระยะหลังนั้นมีปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวน ก็ยิ่งส่งผลกับดอกทุเรียนโดยตรง หากเกษตรกรไม่สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสม ดอกอาจจะร่วงหมดจนไม่เหลือให้ติดผลเลยก็ได้

ปัจจุบัน คุณนิสินมีพื้นที่ปลูกทุเรียนประมาณ 60 ไร่ สามารถมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 80 ตัน โดยเป็นเกรดส่งออกมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จนี้เกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์กว่า 10 ปี

ถ้าอยากรู้ว่า ทำอย่างไรให้ทุเรียนออกดอกดี สามารถติดผลทรงสวย ได้เกรดส่งออกแบบนี้ คุณนิสิน จะมาเผยเคล็ดลับให้ฟังกันแบบเต็มๆ!

 

ปลูก “ทุเรียน” ให้ได้คุณภาพ
ต้องใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง     

“ทุเรียน” เป็นไม้ผลที่เริ่มให้ผลิตหลังปลูกตั้งแต่อายุ 4-5 ปี ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น โดยที่แปลงของเฮียสิน สามารถทำให้ทุเรียนได้ผลผลิตตั้งแต่ อายุ 3 ปีเท่านั้น โดยปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ทุเรียนได้ผลผลิตมีคุณภาพ ควรใส่ใจใน 3 เรื่องหลัก คือ

1. การปรับปรุงสภาพแปลงให้เหมาะสม เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง คุณนิสิน แนะนำว่า หากปลูกในพื้นที่ดอน ให้ศึกษาช่องทางการระบายน้ำภายในแปลงก่อน ถ้าบริเวณใดมีน้ำท่วมขัง ต้องทำทางน้ำไหลให้พร้อม หากปลูกในพื้นที่ลุ่ม หรือพื้นที่ฝนตกชุก ควรปลูกแบบ “นั่งแท่น หรือยกโคก” ให้ต้นอยู่สูงกว่าระดับดินปกติอย่างน้อย 0.8-1 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมขังราก

2. การวางระบบน้ำ ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก หากขาดน้ำในช่วงติดผล อาจทำให้ทุเรียนมีอาการ “เนื้อแกน” คือ เนื้อแข็ง มีซีด และมีรสขมได้ เกษตรกรจึงต้องเตรียมแหล่งน้ำสำรองให้เพียงพอ โดยในแปลงของคุณนิสิน จะใช้ระบบน้ำเป็น “ระบบน้ำหยด” จากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะไว้ถึง 3 บ่อ ช่วยให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูการผลิต

การปลูกแบบ “นั่งแท่น หรือยกโคก” จะพูนโคนสูงอย่างน้อย 0.8-1 เมตร

3. การวางผังปลูก สำหรับระยะปลูกทุเรียนที่นิยมใช้กัน คือ 8×8 เมตร จะปลูกทุเรียนได้ประมาณ 25 ต้น/ไร่ โดยคุณนิสิน เผยว่า ในความเป็นจริงที่มีพื้นที่จำกัด เกษตรกรอาจะใช้ระยะแคบกว่านี้ได้ แต่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง จัดการทรงพุ่มให้ดี เพื่อให้ต้นได้รับแสงอย่างทั่วถึง สามารถสังเคราะห์แสงได้มีประสิทธิภาพ และยังส่งผลดีต่อการถ่ายเทอากาศดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคผลเน่าจากเชื้อราที่แพร่มาจากใบได้

 

การเลือกกิ่งพันธุ์ และการดูแลทุเรียนเล็ก
เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

คุณนิสิน เผยว่า ทุเรียนที่ตนเองปลูกนั้นเป็นพันธุ์หมอนทองมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้คือกลิ่นไม่แรง เนื้อเยอะ ไม่แฉะ ถูกปากคนไทย ส่วนคนจีนก็ถูกใจไม่แพ้กัน และที่สำคัญคือ “ชื่อ” ของหมอนทองนั้นมีความเป็นสิริมงคล เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ชาวจีนจึงนิยมซื้อหาเป็นของฝากและใช้เป็นผลไม้มงคลในเทศกาลสำคัญ

อย่างไรก็ตาม คุณนิสินแนะนำว่า ไม่ว่าจะเลือกปลูกทุเรียนสายพันธุ์ใดก็ตาม แต่ข้อสำคัญคือ การเลือกกิ่งพันธุ์ โดยจะมีหลักในการพิจารณา ดังนี้

1. ใช้กิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าได้กิ่งพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้าทำลาย

2. กิ่งพันธุ์ต้องไม่ใหญ่เกินไป มีความสูงประมาณ 80-90 เซนติเมตร โคนกิ่งใหญ่ประมาณไม่เกินนิ้วชี้ เพราะหากกล้าที่ต้นสูง โคนใหญ่ แสดงว่าอายุมากกว่า 1 ปีแล้ว อาจจะมี “รากขด” ที่ก้นถุง

“ราก นั้นเกิดจากการปลูกทิ้งไว้ในถุงดำนานเกินไป ระบบรากที่ถูกจำกัดพื้นที่จะขดเป็นปมอยู่ภายในถุง ทำให้เวลานำไปปลูก ต้นจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เป็นสาเหตุให้บางคนปลูกทุเรียนมาหลายปีกลับไม่ให้ผลผลิตสักที

สำหรับการดูแลทุเรียนเล็ก (อายุ 1-3 ปี) ช่วงก่อนให้ผลผลิต จะยังไม่มีความซับซ้อนมาก เพียงแต่คอยดูแลไม่ให้ขาดน้ำ และมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์บ้าง จนกระทั่งต้นอายุประมาณ 3 ปี จะเริ่มตัดแต่งกิ่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำใบ โดยทุเรียนที่เริ่มให้ผลผลิตควรมีกิ่งประธาน 12-15 กิ่ง เวียนรอบต้น โดยกิ่งประธานแต่ละกิ่งควรมีกิ่งรอง 3-4 กิ่ง และมีกิ่งแขนงพอประมาณ ไม่บังแสงซึ่งกันและกัน

 

ทุเรียนคุณภาพ
เริ่มต้นที่ “การทำใบ”

การดูแลทุเรียนช่วงให้ผลผลิต จะมีความซับซ้อนมากกว่าทุเรียนช่วงเริ่มปลูก (อายุ 1-3 ปี) เพราะกว่าจะได้ผลทุเรียนที่มีคุณภาพ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างสัมพันธ์กัน เริ่มตั้งแต่การบำรุง “ต้น” เรื่อยไปจนถึง “ใบ” และ “ดอก” ซึ่งปริมาณดอกทุเรียนจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของใบ และหากดอกสมบูรณ์ ก็จะนำไปสู่ผลที่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

คุณนิสิน เผยว่า หลังจากตัดแต่งกิ่งทุเรียนเรียบร้อยแล้ว จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการ “ทำใบ” คือการเตรียมความพร้อมให้ใบสะสมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเจริญเติบโตของใบจะมี 3 ระยะ คือ 1. ใบอ่อน 2. ใบเพสลาด และ 3. ใบแก่ โดยการทำใบแต่ละชุดจะใช้เวลา 30-45 วัน รวมแล้วการทำใบทั้ง     3 ชุด จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

โดยคุณนิสิน แนะนำว่า ควรทำให้เกิดการแตกใบทั้งหมด 3 ชุด เพื่อให้เกิดการสะสมอาหารอย่างเพียงพอต่อการติดดอกและเลี้ยงผลในอนาคต ซึ่งในกรณีของทุเรียนเขตจังหวัดจันทบุรี นิยมทำใบให้เสร็จภายในเพื่อให้ทันกับช่วงกระทบแล้ง

ทั้งนี้ เทคนิคสำคัญในการ “ทำใบ” ของคุณนิสิน คือ หลังจากตัดแต่งกิ่งเรียบร้อยแล้ว จะใช้         “อโทนิค” ราดโคนต้น อัตรา 100 ซีซี/น้ำ ทั้งหมด 1 ครั้ง เพื่อให้พืชมีระบบรากที่ดี มีส่วนช่วยในการแตกราก สร้างรากใหม่ ทำให้พืชสามารถดูดซับอาหารทางดินได้ดี ส่งเสริมให้การสร้างใบดีขึ้น โดยหากใช้ “อโทนิค” ตั้งแต่ช่วงก่อนทุเรียนให้ผลผลิต จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรง สามารถให้ผลผลิตได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้แปลงทุเรียนของคุณนิสินนั้น สามารถให้ผลผลิตตั้งแต่อายุ 3 ปีเท่านั้น

ใช้ “อโทนิค” ราดโคนต้นทุเรียน ช่วยในการแตกราก สร้างรากใหม่

“หลังจากใช้อโทนิคได้ประมาณ 3-4 วัน เราจะสังเกตได้เลยครับว่า รากของทุเรียนบางส่วนที่อยู่เหนือดินจะแตกรากใหม่เป็นสีขาว เมื่อปริมาณรากเยอะ ก็จะหาอาหารได้ดี สภาพต้นและใบก็จะสมบูรณ์ตามไปด้วย โดยใบทุเรียนที่แก่ จะมีลักษณะสีเขียวเข้ม หนา เป็นมันเงา ถ้าใบสะสมอาหารพร้อม พอเจออากาศเริ่มแห้ง ลมหนาวเข้ามา ดอกทุเรียนจะเริ่มแตกขึ้นมาให้เห็นเลยครับ แต่ถ้าใบของเรายังไม่พร้อม ก็จะเสียโอกาสการติดดอกไป” คุณนิสิน เล่าถึงความสำคัญของการทำใบ

หลังใช้ “อโทนิค” จะเกิดการแตกรากใหม่ขึ้นอย่างชัดเจน

เคล็ดลับ ทำดอกทุเรียนดกและดี
ขั้วเหนียว ติดผลชัวร์ สู้อากาศแปรปรวน

ทุเรียนหนึ่งต้นนั้นสามารถออกดอกได้มากถึง 20,000-40,000 ดอก ซึ่งปริมาณดอกจะดกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรก คือ ความสมบูรณ์พร้อมของต้นและใบ หากเกษตรกรมีการบำรุงต้นและใบให้มีการสะสมอาหารอย่างเพียงพอ ทุเรียนก็จะสามารถสร้างดอกได้มากและเป็นดอกรุ่นเดียวกัน ทำให้สะดวกต่อการตัดแต่งผล การไว้ผล เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากที่สุด

ปัจจัยที่สอง คือ เรื่องของสภาพอากาศ โดยทุเรียนจะต้องผ่านช่วงฝนแล้งต่อเนื่องนาน 10-14 วัน จึงจะเพียงพอต่อการสร้างดอก แต่ในระยะหลังมานี้ ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะอากาศแปรปรวนทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นสัมพัทธ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผล กระทบต่อ “ช่วงออกดอก” โดยตรง

ปกติแล้วทุเรียนเขตภาคตะวันออก จะติดดอกในช่วงเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็น และบางครั้งเกิดอุณหภูมิแปรปรวนกะทันหัน หรือเกิดฝนหลงฤดู เป็นสาเหตุให้ทุเรียนดอกร่วง หลักสำคัญของคุณนิสิน คือ ต้องเข้าใจถึงช่วงเปราะบางในแต่ละระยะ เพื่อป้องกันให้ตรงจุด

โดยดอกทุเรียนจะมีทั้งหมด 9 ระยะ (ใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 2 เดือน) คือ 1. ระยะไข่ปลา 2. ระยะตาปู 3. ระยะเหยียดตีนหนู 4. ระยะมะเขือพวงอ่อน (หรือระยะกระดุม) 5. ระยะเม็ดมะเขือพวง   6. ระยะหัวกำไล 7. ระยะดอกเหลือง (หรือระยะดอกขาว) 8. ระยะดอกบาน และ 9. ระยะหางแย้

คุณนิสิน เผยว่า ช่วงสำคัญแรกของดอกทุเรียน คือ “ระยะดอกหัวกำไล” เพราะมักตรงกับช่วงที่อากาศเปลี่ยนเข้าสู่หน้าหนาว จะต้องดูแลดอกเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้หลุดร่วงง่าย เคล็ดลับสำคัญ คือใช้ “อโทนิค” อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นที่ตำแหน่งดอก เพื่อให้ดอกสมบูรณ์และขั้วเหนียว ทนต่อทุกสภาพอากาศที่แปรปรวน

ใช้ “อโทนิค” ฉีดพ่นตำแหน่งดอก ช่วง “ระยะดอกหัวกำไล” ช่วยให้ขั้วดอกเหนียวไม่หลุดร่วงง่าย

ช่วงถัดมา คือ “ระยะดอกบาน” เนื่องจากดอกจะมีกลิ่นหอมล่อแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรฉีดพ่นสารกำจัด “เพลี้ยไฟ” ก่อนดอกบานประมาณ 7-10 วัน

ส่วนการผสมดอก หรือที่ชาวสวนเรียกว่า “การปัดดอก” ควรเลือกช่วงเวลา 19.00-20.00 น. หากผสมช้ากว่านี้ ดอกจะร่วงหมด โดยการปัดดอกนี้ จะช่วยให้การผสมเกสรสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ถือเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้ได้ทุเรียนมีคุณภาพ มีพูเต็มจำนวน 4-5 พู

ส่วนช่วงที่สำคัญมากที่สุด คือ “ระยะหางแย้” เป็นระยะที่เริ่มเข้าสู่การติดผล ซึ่งมักตรงกับช่วงปีใหม่ที่อากาศหนาวหนาวจัดและลมแรง คุณนิสิน จะใช้ “อโทนิค” อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นที่หางแย้ เพื่อช่วยปรับสภาพของดอกให้ทนทานต่อสภาพอากาศ และพัฒนาเป็นผลได้เร็วขึ้น

ใช้ “อโทนิค” ช่วง “ระยะหางแย้” ช่วยให้ดอกพัฒนาเป็นผลอ่อนได้ไวขึ้น

“หลังฉีดพ่นอโทนิคได้ประมาณ 3-4 วัน จะสังเกตได้เลยว่า หางแย้นั้นเริ่มป่องเป็นผลและมีหนามเล็กๆ ขึ้นมา พอเห็นแบบนี้เราก็เริ่มเบาใจได้ในระดับหนึ่งครับ แม้ว่าเรื่องดิน ฟ้า อากาศ เราจะควบคุมไม่ได้ แต่ก็สามารถลดความเสียหาย เพิ่มอัตราการติดผลให้ทุเรียนเราได้ อย่างอโทนิคนี่ขาดไม่ได้เลย ชาวสวนทุเรียนจันท์คุ้นเคยกันดี ใช้แล้วรู้สึกมั่นใจว่าดอกแข็งแรง ขั้วเหนียว โอกาสติดผลสูง ถ้าไม่ใช้แล้วนอนไม่หลับเลยครับ” คุณนิสิน เล่าถึงความประทับใจใน “อโทนิค” ให้ฟัง

หลังฉีดพ่นอโทนิคได้ประมาณ 3-4 วัน หางแย้นั้นเริ่มป่องเป็นผลและมีหนามเล็กๆ ขึ้นมา

การตัดแต่งผล
เทคนิคง่ายๆ ช่วยให้ทุเรียนทรงสวย

การตัดแต่งผลเป็นขั้นตอนที่ “จำเป็น” สำหรับทุเรียนมาก หากเกษตรกรคัดเฉพาะลูกที่เหมาะสมไว้ จะช่วยให้ได้ผลผลิตที่ทรงสวย ผลใหญ่ พูเต็มในแบบที่ตลาดต้องการ

สำหรับช่วงเวลาที่ตัดแต่งผล จะทำทั้งหมด 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1  ขนาดผลเท่านิ้วโป้ง, ครั้งที่ 2 ขนาดผลเท่าไข่ไก่ และครั้งที่ 3 ก่อนโยงกิ่ง โดยคุณนิสิน จะมีหลักในการใช้คัดเลือกผล 3 ข้อ คือ

1. จำนวนผลควรสัมพันธ์กับอายุและความสมบูรณ์ของกิ่ง หากต้นอายุ 3-5 ปี ควรไว้ผลประมาณ 20-30 ผล/ต้น, ต้นอายุ 8 ปีขึ้นไป ควรไว้ประมาณ 50-80 ผล/ต้น และต้นที่อายุ 20 ปีขึ้นไป อาจไว้ได้ถึง 200 ผล/ต้น ซึ่งถ้าเหลือผลไว้บนต้นน้อยเกิน จะทำให้ได้ทุเรียนไซซ์ใหญ่จนตกเกรด แต่ถ้าไว้ผลมาก ก็จะทำให้ได้ผลขนาดเล็กเช่นกัน

2. ตำแหน่งผลในกิ่ง ควรไว้ผลในตำแหน่งช่วงกลาง หรือค่อนไปทางปลายกิ่ง หากผลที่อยู่ใกล้ ลำต้นควรปลิดทิ้ง เนื่องจากการพัฒนาจะไม่ดี

3. รูปทรงผล ควรเป็นผลที่มีทรงยาวเล็กน้อย เพราะจะขยายได้เสมอกันทุกด้าน พูเต็ม หากผลเบี้ยวหรือกลมควรปลิดทิ้ง เพราะทรงจะพัฒนาออกเฉพาะด้านข้างไม่สมดุล

การไว้ผลทุเรียนในตำแหน่งและทรงที่เหมาะสม เป็นปัจจัยให้ได้ทุเรียนเกรดเอ

ผลผลิตคุณภาพสม่ำเสมอ
เน้นขายล้งเหมายกสวน

ทุเรียนในเขตภาคตะวันออกส่วนใหญ่จะเริ่มออกผลผลิตช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าทุเรียนภาคอื่น เพราะตรงกับช่วงเทศกาลไหว้เจ้าของประเทศจีน ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงและสามารถขายได้ราคาดีมาก

โดยการแบ่งเกรดผลผลิต จะแบ่งออกตามน้ำหนักและจำพวนพู ดังนี้

– เกรดเอ น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม มีจำนวน 4-5 พูเต็ม
– เกรดบี น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม มีจำนวน 3 พูเต็ม กับอีก 1 เมล็ด
– เกรดซี น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม มีจำนวน 2 พูเต็ม กับอีก 1 เมล็ด
 ตกเกรด คือ ทุเรียนผิวไม่สวย น้ำหนักต่อผลเกิน 6 กิโลกรัม หรือน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ทุเรียนเกรดเอ บี ซี นั้นสามารถส่งออกได้ทั้งหมด โดยผลิตของคุณนิสิน นั้นเป็นเกรดเอมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้มีผู้รับซื้อ (ล้ง) มาติดต่อจองผลผลิตกันตั้งแต่ยังไม่ติดผลเลยทีเดียว

สำหรับผลผลิตที่สวนของคุณนิสิน จะขายในรูปแบบที่เรียกว่า “คว่ำหนาม” คือ ทุกผล ทุกเกรด จะจำหน่ายในราคาเดียว (ยกเว้นผลที่เป็นโรค-ผิวไม่สวย) โดยตัวแทนล้งจะเข้ามาเสนอราคารับซื้อเหมาสวนในช่วงก่อนผลผลิตออก หากตกลงราคาเรียบร้อยแล้วจะมีการทำสัญญากัน ซึ่งในแง่หนึ่ง การขายในรูปแบบนี้ก็เป็นการลดต้นทุนบางส่วน เพราะล้งจะเป็นฝ่ายนำแรงงานมาเก็บผลผลิต และนำไปยังโรงคัดบรรจุเอง โดยผลผลิตเฉลี่ยในแต่ละปีของคุณนิสิน จะอยู่ที่ประมาณ

ผลผลิตเป็น “เกรดเอ” มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

คุณนิสิน เผยว่า แม้ว่าตนเองจะปลูกทุเรียนมานานกว่า 10 ปี แต่ทุกวันนี้ก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะดินฟ้าอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่หาทางพัฒนารูปแบบการทำเกษตรบ้าง ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม

ประสบการณ์ของคุณนิสิน ถือเป็นแง่คิดสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทั้งมือเก่าและมือใหม่ว่า การจะดูแลทุเรียนให้ได้ผลผลิตนั้น นอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น การบำรุงต้น ใบ และดอกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการติดผลแล้ว การปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งหากเรามีการดูแล เฝ้าระวังอย่างตรงจุด ก็สามารถลดความเสียหาย และเพิ่มศักยภาพการผลิตของเราได้เช่นกัน


ติดตามข่าวสารอื่นๆ ข้อมูลสินค้า และข่าวสารจากอารักขาพืชเจียไต๋ เพิ่มเติมได้ที่
Facebook: www.facebook.com/ChiataiPlantprotection/
YouTube: www.youtube.com/c/ChiaTaiPlantprotection
ข้อมูลสินค้าอารักขาพืชเจียไต๋ : www.chiataigroup.com/business/plant-protection/chiataiplantprotection