เผยแพร่ |
---|
“สี่องค์กรที่มีนามว่า “ชลประทาน” วัดชลประทานรังสฤษดิ์, กรมชลประทาน, โรงเรียนชลประทานวิทยา, และโรงพยาบาลชลประทาน ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสองนักคิดนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ และหม่อมหลวงชูชาติ กำภู อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งท่านทั้งสองนี้เป็นแบบอย่างของผู้ให้อย่างแท้จริง เราทั้งสี่องค์กรจะร่วมกันสืบสานมรดกธรรมที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ให้เป็นปรัชญาของการใช้ชีวิตและการทำงานของพวกเราตลอดไป”
พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง ปาฐกถาธรรมในหัวข้อ พลังแห่งการให้ ยิ่งให้ ยิ่งได้ ว่า “โลกใบนี้เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ให้อากาศ ให้แสงสว่าง ให้ชีวิต ส่วนมนุษย์นั้นเป็นผู้รับจากธรรมชาติ พระพุทธเจ้าสอนให้เราระลึกถึงผู้มีพระคุณและคุณงามความดีที่ผู้ให้ได้มอบให้กับผู้รับ ดังนั้นผู้รับสามารถตอบแทนพระคุณผู้ให้ได้ง่ายๆ ด้วยการแสดงตนให้มีคุณค่า และใช้สิ่งที่รับมาอย่างรู้คุณค่า เพราะพลังแห่งการให้นั้นยิ่งใหญ่เสมอ
การให้แบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1. ให้วัตถุ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้และแบ่งปัน ดังนั้นการให้วัตถุจึงเป็นการให้ที่สามารถสร้างประโยชน์ได้เป็นรูปธรรมที่สุด 2. ให้วิทยาทาน หรือให้ความรู้ เป็นการให้ทักษะวิชาความรู้และประสบการณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ที่มีคุณค่าที่สุด 3. ให้อภัย เป็นการให้ที่ทำได้ ยากที่สุด เพราะมนุษย์เราล้วนมีกิเลสในใจ ดังนั้นการปล่อยวางและให้อภัยสิ่งต่างๆ ที่สร้างความขุ่นมัวในใจเราจึงเป็นการให้ที่ประเสริฐที่สุด
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้ใช้คำที่งดงาม ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” มาเป็นคติธรรม ให้ทุกคนทำความดีด้วยการให้ การให้ทั้ง 3 ประเภทนี้ จะเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีที่จะติดตัวเราแม้เมื่อถึงเวลาของการจากโลกนี้ไป เพราะไม่มีปิติใด จะดีเท่าการเป็นผู้ให้
มือของผู้ให้ อยู่สูงกว่ามือของผู้รับเสมอ” เราอยู่ในสังคม ดังนั้นเราต้องพึ่งพาอาศัยกันเฉกเช่นเดียวกับ 4 องค์กรนามว่าชลประทาน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เป็นผู้ให้ธรรมะ ให้จิตวิญญาณ, กรมชลประทาน ให้การพัฒนาและให้การจัดการด้านน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต, โรงเรียนชลประทานวิทยา ให้การประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้, และโรงพยาบาลชลประทาน ให้การรักษาชีวิต ให้สุขภาพที่ดีแก่ประชาชนและผู้ด้อยโอกาส ทั้ง 4 องค์กรจะพัฒนาและก้าวไปพร้อมๆ กัน ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เพราะพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน แม้ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลชลประทานได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน และโอนย้ายไปสังกัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพิ่มภารกิจด้านการให้วิชาความรู้ขึ้นมาด้วย ทำให้เพิ่มศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น และยังประกาศเจตนารมณ์เป็นโรงพยาบาลคุณธรรมโรงพยาบาลแห่งการให้ที่มุ่งนำธรรมะสู่การปฏิบัติงาน ให้การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ ทั้งผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และพระภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีด้วย ครอบครัวใหญ่ 4 องค์กรนี้ จะพัฒนาและทำความดีตอบแทนสังคมและธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน ตั้งมั่นในปณิธาน “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ตลอดไป
ในปี 2560 นี้ เป็นเวลาครบ 10 ปี ที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมรณภาพ เป็น 10 ปี แห่งความรักและเคารพที่พวกเราปรารถนาจะรักษาคุณงามความดีของท่านให้คงอยู่ นั่นก็คือเราต้องยึดหลักและปฏิบัติตามคำสอนของท่าน และน้อมใจน้อมกายร่วมกันส่งท่านคืนสู่ธรรมชาติ บัดนี้ได้กำหนดให้วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 เป็นวันแห่งการสลายสรีระธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ด้วยรับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จมาพระราชทานเพลิงศพ
ขอให้ท่านทั้งหลายได้ใช้โอกาสวันแห่งการสลายสรีระหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุนี้ เป็นวันแห่งการสลายจิตที่ขุ่นมัวในใจของท่าน สลายความโกรธ สลายความโลภ สลายความหลง เพื่อถวายแด่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถวายเป็นดอกไม้ใจ ดอกไม้ธรรม ให้ความดีเบ่งบานสวยงามในใจทุกคนตลอดไป”
ในอนาคตอันใกล้นี้ท่านจะได้พบกับการดูแลรักษาและสร้างสุขภาพดีอย่างครบวงจร ที่อาคารผู้ป่วยใหม่ สูง 20 ชั้น โรงพยาบาลชลประทาน ขอเชิญท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคารผู้ป่วยแห่งนี้ เพราะหนึ่งหยดน้ำใจของท่าน คือการต่อลมหายใจให้ผู้ด้อยโอกาส “ให้” เพื่อต่อชีวิต (คติธรรมของท่านปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์) สามารถโอนเงินเข้าบัญชี กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลชลประทาน ธนาคารกรุงไทย สาขาปากเกร็ด เลขที่บัญชี 123-0-18982-3 เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาแฟกซ์หลักฐานการโอนเงินมาที่ โทรสาร 02 502-2304 สอบถามรายละเอียดและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริจาคได้ที่ โทรศัพท์ 02 502-2345 ต่อ 1148 หรือ 02 502-2376