มจธ. พัฒนาโมเดลเลี้ยงผึ้ง-ชันโรง สร้างอาชีพให้คนไทยอย่างยั่งยืน

“น้ำผึ้ง” นับเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่ขายดี ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพราะน้ำผึ้งถือเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยต้านทานโรคต่างๆ ได้ดี ทำให้หลายคนหันมาให้ความสนใจบริโภคน้ำผึ้งเพื่อรักษาสุขภาพกันมากขึ้น ส่งผลให้น้ำผึ้งได้รับความนิยมมากขึ้น

Beesanc  “สวรรค์ของผึ้ง”

รศ.ดร. อรวรรณ ดวงภักดี หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร หรือ Bee Park มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจร.) จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทางศูนย์วิจัยฯ ได้นำองค์ความรู้เรื่องผึ้งจากงานวิจัยไปต่อยอดขยายผลเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชนด้วยการเลี้ยงผึ้งและชันโรงกระจายสู่ชาวบ้านทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ Beesanc Model ซึ่งเป็นแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้การบริหารจัดการของภาคธุรกิจบวกกับความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมสังคมเป็นกลไกหลักในการกระบวนการผลิต พัฒนา สร้างน้ำผึ้งพื้นเมืองมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

โมเดลการเลี้ยงผึ้ง Beesanc มีความหมายว่า “สวรรค์ของผึ้ง” มาจากการรวมกันของคำว่า Bee ที่แปลว่าผึ้ง และ Sanctuary ที่แปลว่าสวรรค์หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โมเดลนี้สนับสนุนให้เกิดการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นมิตรกับผึ้ง ทั้งในแง่ความปลอดภัยจากสารเคมี การปลูกพืชอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณ  น้ำผึ้ง และการปลูกพืชสมุนไพรชนิดพิเศษ ที่เพิ่มคุณค่าทางสุขภาพให้กับน้ำผึ้งที่ผลิตได้ ซึ่งจะเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ขึ้นทีละน้อย จนวันหนึ่งก็จะมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตพืชปลอดสารพิษ์พร้อมกับสามารถผลิตน้ำผึ้งให้รายได้เสริมให้ครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม

Beesanc เป็นโมเดลการเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองไทย ที่ มจธ.ราชบุรี ได้นำองค์ความรู้การวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบคุณลักษณะน้ำผึ้งที่ตลาดต้องการ เช่น รส กลิ่น สี ปริมาณ ชนิดน้ำหวานจากดอกไม้ที่ผึ้งเก็บมาโดยมีคุณสมบัติทางยาบางชนิด ซึ่งความพิเศษดังกล่าวนำไปสู่การสร้างอาชีพกับชุมชนและเป็นการปลูกฝังให้กษตรกรลดการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร หันมาใสใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม โดยน้ำผึ้งที่เกษตรกรเครือข่ายนำมาขายกับศูนย์ฯ จะได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ผู้บริโภครับรู้ว่า ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตจากที่ไหน สามารถซื้อสินค้ากับเกษตรกรผู้ผลิตได้โดยตรง

ผลิตภัณฑ์ Beesanc เป็นน้ำผึ้งออร์แกนิกแท้ 100% ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานและคุณค่าบ่งชี้ทางสุขภาพจาก Lab วิจัย ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าอยากได้ค่าน้ำผึ้งแบบไหน อย่างไร รสชาติเป็นอย่างไร ด้วยแนวคิด “น้ำผึ้งธรรมชาติที่มีคุณภาพที่ออกแบบเองได้โดยผู้บริโภค” หรือ “น้ำผึ้งตามสั่ง” นั่นเอง ถือเป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคในการผลิตน้ำผึ้งที่มีมูลค่าสูงออกสู่ตลาด ที่ต้องการสื่อถึงรสชาติของน้ำผึ้งเขตร้อนในแต่ละมิติซึ่งมีความหวานของน้ำผึ้งแตกต่างกันออกไปตามรสชาติของดอกไม้ที่ผึ้งเก็บมา โดยมี Beesanc ทำหน้าที่เสมือนโชว์รูม ให้คนเข้ามาชิม ช็อป และสื่อสารกับผู้บริโภคสู่ความเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกหรือระดับสากล

เลี้ยงผึ้ง..ไม่ใช่เรื่องยาก

รศ.ดร. อรวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน Beesanc มีการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่ผู้สนใจในการเลี้ยงผึ้งและชันโรง โดยทางชุมชนได้ขยายเครือข่ายไปยังเด็กชายขอบและโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเนื่องจากกลุ่มเยาวชนในพื้นที่เหล่านี้ หลังจากจบการศึกษาระดับประถมไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ดังนั้น การมีอาชีพรองรับพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จะทำให้เด็กและเยาวชนนอกระบบเหล่านี้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว รวมทั้งสามารถดูแลระบบนิเวศในพื้นที่บ้านเกิดต่อไป

“ตอนนี้ ได้ขยายการเลี้ยงผึ้งและชันโรงไปยังเด็กชายขอบและเด็กนอกระบบ รวมทั้งมีการเพิ่มหลักสูตรเข้าไปในโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นการปูพื้นฐานการเลี้ยงตั้งแต่ตันจนกระทั่งเด็กจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เมื่อจบออกไปสามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้ครอบครัว ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมโครงการนี้สามารถนำน้ำผึ้งมาขายให้กับศูนย์ฯ ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ศูนย์กำหนด โดยเรามีการรับซื้อทั้งหมดเช่น เป็นน้ำผึ้งแท้จากธรรมชาติ มีการเก็บน้ำผึ้งที่ถูกสุขลักษณะ เป็นตัน ซึ่งราคาที่ได้จะเป็นไปตามกลไกของตลาด”

“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งพื้นเมืองและชันโรงอำเภอบ้านคา” เป็นหนึ่งในตัวอย่างสมาชิกเครือข่าย Beesanc ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงผึ้ง กลุ่มวิสาหกิจฯ แห่งนี้อยู่ภายใต้การนำของ ผู้ใหญ่แมนรัตน์ ฐิติธนากุล ทำหน้าที่ส่งเสริมให้สมาชิก จำนวน 300 คน มีองค์ความรู้เรื่องผึ้งและซันโรงที่ถูกต้องโดยทั่วไป โดยมี ผศ.ดร. อรววรณ ดวงภักดี และ อาจารย์ปรีชา รอดอิ่ม ผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านชีววิทยาผึ้ง ห้องปฏิบัติการวิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ.ราชบุรี เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ

ทางวิสาหกิจชุมชนฯ ทำหน้าที่รวบรวมน้ำผึ้งจากสมาชิกเพื่อส่งขายต่อให้กับศูนย์ฯ เพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ Beesanc โดยน้ำผึ้งโพรงทางศูนย์ฯ รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 500-600 บาท น้ำผึ้งชันโรงรับซื้อที่กิโลกรัมละ 1,000 บาท นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนฯ ยังมีทำกล่องหรือบ้านผึ้งส่งขายด้วย โดยมีออเดอร์ในแต่ละเดือนประมาณ 200-300 ใบ ต่อเดือน ซึ่งอาชีพดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้านยังเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรในการลดการใช้สารเคมี ก่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของการดูแลรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

ผลักดันมาตรฐานน้ำผึ้งเขตร้อน       

ประเทศไทยมีสภาพพื้นที่และอากาศเหมาะกับการทำเลี้ยงผึ้ง และผลิตน้ำผึ้งสูงเป็นลำดับ 36 ของโลก กลับมีรายได้จากการส่งออกน้ำผึ้งเพียงปีละ ประมาณ 600 ล้านบาท (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร, 2563) ขณะที่มูลค่าตลาดน้ำผึ้งโลก 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ข้อจำกัดของน้ำผึ้งไทย 2 เรื่องสำคัญคือ “มาตรฐานน้ำผึ้งสากล” และ “การสื่อสารเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ

รศ.ดร. อรวรรณ กล่าวว่า เนื่องจากมาตรฐานน้ำผึ้งในระดับสากลที่ใช้กันในปัจจุบัน (Codex standard for honey) เกิดจากการผลักดันของกลุ่มอุตสาหกรรมเลี้ยงผึ้งและผลิตน้ำผึ้งของประเทศผู้ผลิตและส่งออกในยุโรปและแอฟริกาที่เป็นน้ำผึ้งจากการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ (ผึ้งฝรั่ง)

ขณะที่การเลี้ยงผึ้งของคนเอเชียรวมถึงในบ้านเรา มีปัจจัยหลายอย่างต่างออกไป ที่นอกจากจะมีความหลากหลายของชนิดผึ้งแล้ว (ประเทศไทยมีการเลี้ยงผึ้งในเชิงเศรษกิจ เพื่อผลิตน้ำหวาน อย่างน้อย 6 สายพันธุ์) ยังมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศทั้งอุณหภูมิ หรือปริมาณแสง รวมถึงชนิดพันธุ์ของอาหารผึ้ง (ดอกไม้) ที่แตกต่างไป ทำให้น้ำผึ้งที่ได้ไม่ตรงตามมาตรฐานในหลายจุด เช่น สี ความเจือจาง ขณะเดียวกันในเชิงนโยบายประเทศไทยยังต้องสร้างกลไกความร่วมมือกันของกลุ่มผู้เลี้ยงผึ้ง ในระดับภูมิภาคเพื่อสร้าง  มาตรฐานน้ ผึ้งที่ใช้ได้กับทุกประเทศในแถบนี้”

ด้าน “คุณค่าทางโภชนาการ” รศ.ดร. อรวรรณ ในฐานะผู้บริหารของ Bee Park  กล่าวว่า แม้จะมีงานวิชาการที่ยืนยันมีคุณสมบัติอันโดดเด่นของน้ำผึ้งเขตร้อน ในการเป็นอาหารทางเลือก (functional food) หรืออาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Food) แต่ก็ไม่มีพลังที่จะสื่อสารสิ่งนี้ไปสู่การรับรู้ในระดับสากล”

หนึ่งในตัวอย่างของการวัดคุณภาพของน้ำผึ้ง คือ ค่า UMFHA (Unique Manuka Factor Honey Association) ในการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียตาม ธรรมชาติที่ใช้กับน้ำผึ้งมานูก้า (Manuka Honey) ด้วยเลข 5-10-15 และ 20 โดยหากเป็นน้ำผึ้งมานูก้า UMFAH 20 จะมีราคาซื้อขายถึงกิโลกรัมละ 18,000 บาท

ศูนย์ Bee Park ได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำผึ้งทั้งจากฟาร์มเลี้ยงในไทยและประเทศเพื่อนบ้านพบว่า มีน้ำผึ้งเขตร้อนที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า UMFHA 20 ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ศูนย์ฯ Bee Park หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ได้ค้นพบสารสำคัญอื่นๆ ในน้ำผึ้งไทยที่มีศักยภาพอีกหลายชนิด เช่น สารต้านการอักเสบ สารที่มีคุณสมบัติยับยั้งพิษ ฯลฯ แต่เสียงของประเทศไทยเพียงเสียงเดียว ไม่อาจเปลี่ยนทัศนคติที่มองว่าน้ำผึ้งเขตร้อนเป็นเพียงสารให้ความหวานไปสู่คุณค่าใหม่ๆ เหล่านี้ได้

ดังนั้น 6 ปีนับจากนี้ รศ.ดร.อรวรรณ ในฐานะหนึ่งในทีมบริหาร Apimondia ซึ่งเป็นสมาคมด้านการเลี้ยงผึ้งและธุรกิจน้ำผึ้งอันดับหนึ่งของโลกที่มีอายุกว่า 125 ปี (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1895) สิ่งที่ รศ.ดร.อรวรรณ ตั้งใจไว้ก็คือ การผลักดันให้เกิด “การสร้างมาตรฐานน้ำผึ้งเขตร้อน” และ “การสื่อสารคุณค่าของน้ำผึ้งเขตร้อน”  “บทบาทสำคัญของ Apimondio ในเวทีการค้าโลก คือการผลักตันทิศทางธุรกิจน้ำผึ้ง ทั้งนโยบาย การจัดการ รวมถึงกฎหมายและมาตรฐานต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม

รศ.ดร. อรวรรณ ในฐานะประธานภูมิภาคเอเชีย จะหารือประเด็นเหล่านี้กับสมาชิกในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือกันให้เกิดมาตรฐานน้ำผึ้งเขตร้อนให้ได้ รวมถึงการสนับสนุนผลักดันให้เครือข่ายเหล่านี้ผลักดันให้เกิดการนำมาตรฐานไปใช้ในประเทศของตนเอง ควบคูไปกับการช่วยกันสื่อสารข้อมูล จุดเด่นของน้ำผึ้งเขตร้อนในแง่ของการเป็นอาหารสุขภาพหรืออาหารทางเลือกไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังว่า ท้ายที่สุดแล้วจะทำให้เกิดการยอมรับมาตรฐานน้ำผึ้งเขตร้อนในระดับสากลได้ในที่สุด

รศ.ดร. อรวรรณ กล่าวว่า นอกจากมาตรฐานผึ้งเขตร้อนจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้เลี้ยงผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ผึ้งหลวง ชันโรง หรือฟาร์มผึ้งพันธุ์ฝรั่งของประเทศไทยแล้ว การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรในพื้นที่โดยรอบให้เหมาะสม โดยเฉพาะการทำการเพาะปลูกหรือปศุสัตว์ที่ลดการพาสารเคมีและยาฆ่าแมลง เพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากจะลดผลกระทบจากการใช้สารเคมีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และตัวเกษตรกรแล้ว ผึ้งยังสามารถช่วยเพิ่มการติดผลของพืชเศรษฐกิจ อันหมายถึงผลผลิตที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง