บ๊วย มีดีไม่ใช่แค่กินเล่น

Chinese plum หรือ Ume ชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่น ปลูกได้ง่ายตามพื้นที่สูงในภาคเหนือของบ้านเรา เนื่องจากมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี ผลของบ๊วยถูกนำมาแปรรูปได้หลายรูปแบบ เช่น เหล้าบ๊วย ซอสปรุงรส ขนมหวาน บ๊วยดอง บ๊วยเค็ม บ๊วยหวาน เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่นิยมในตลาดพอสมควร มีรายงานมูลค่าการตลาดของเหล้าบ๊วยในประเทศไทยว่า สูงถึง 36 ล้านบาทเลยทีเดียว

สรรพคุณทางยาของบ๊วยรักษาอาการไอ ลดไข้ บรรเทาอาการอ่อนเพลีย บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยรักษาอาการท้องร่วงเรื้อรังได้ โดยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนข้อมูลจากภูมิปัญญาอยู่หลายงานวิจัยด้วยกัน

สารสกัดบ๊วยยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งพบสารกลุ่มไตรเตอร์ปีนอยด์ (triterpenoids) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helico-bacter pylori แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในช่องปาก

การศึกษาทางคลินิกแบบในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 45 คน ให้กินสารสกัดของบ๊วย เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมเป็นเวลา 3 เดือน ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดบ๊วยมีฤทธิ์ลดประมาณของ alanine aminotransferase (ALT) aspartate aminotransferase (AST) และ gamma-glutamyl transpeptidase (GGT) แปลว่า ได้ผลในทางที่ดี เพราะหากค่าเหล่านี้สูง อาจหมายถึงสุขภาพของตับมีปัญหา นอกจากนี้ สารสกัดบ๊วยยังน่าจะดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากพบฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด และมีผลในการเปลี่ยนแปลงระดับไขมัน โดยเพิ่มระดับไขมันดี และลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้

ในเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า บ๊วยไม่ได้เพียงแค่การแปรรูปแล้วนำมากินเป็นของกินเล่นเท่านั้น เมื่อนำมาทำเป็นสารสกัด ยังมีฤทธิ์ปกป้องการทำงานของตับและอาจมีประโยชน์กับโรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน โรคที่เกิดจากการอักเสบ แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการศึกษาในผู้ป่วยจริง เพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพของบ๊วยในการนำมารักษาโรคต่างๆ ต่อไป