ประเทศไทยจ่อนำเข้าก๊าซอื้อ เผยแหล่งในปท.จะหมดสัมปทานเพียบ เร่งถกพม่าสร้างคลังแอลเอ็นจีที่กันบ็อก

“อารีพงศ์” หวั่นก๊าซไม่พอใช้ เหตุแหล่งก๊าซในประเทศกำลังสิ้นสุดสัมปทานหลายแปลง คาดจะต้องนำเข้าทั้งแอลพีจี-แอลเอ็นจีเพียบ เตรียมเปิดเสรีและเร่งคุยพม่าสร้างคลังที่เมืองกันบ็อก

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศประมาณ 3,550 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน ควบคู่กับการซื้อก๊าซจากพม่า 1,050 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน รวมปริมาณก๊าซ ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน โดยปี 2565-66 จะมี 2 แหล่งใหญ่ในอ่าวไทยคือ เอวารัณและบงกช คิดเป็นปริมาณก๊าซ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน หมดอายุลง และปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดประมูลตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียมใหม่ ขณะที่ปี 2566-67 แหล่งก๊าซในพม่าสัญญาจะทยอยหมดอายุเหลือก๊าซที่จะป้อนให้ไทยเพียง 350 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน และแหล่งเจดีเอจะสิ้นสุดสัมปทานปี 2570 แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะต่อสัญญาเพื่อหาก๊าซมาป้อนให้ไทยแน่นอน

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ความต้องการใช้แอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ในประเทศอยู่ที่ 500,000 ตัน ต่อเดือน แบ่งเป็นครัวเรือน 170,000 ตัน ต่อเดือน อุตสาหกรรม 50,000 ตัน ต่อเดือน ขนส่ง 110,000 ตัน ต่อเดือน และปิโตรเคมี 160,000 ตัน ต่อเดือน ขณะที่ปริมาณการจัดหาในประเทศ 470,000 ตัน ต่อเดือน และนำเข้าจากต่างประเทศ 43,000 ตัน ต่อเดือน คิดเป็น 10% ของปริมาณการใช้ หากการผลิตก๊าซในประเทศมีปริมาณลดลง คาดว่าปี 2564-66 จะต้องนำเข้าแอลพีจีเพิ่มอีก 50,000 ตัน หรือ 20% และปี 2570 คาดว่าการนำเข้าจะเพิ่มเป็น 30% ขณะที่แอลเอ็นจีปัจจุบันนำเข้า 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน หรือ 5 ล้านตัน คิดเป็น 10% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ปี 2564-66 คาดว่าการนำเข้าแอลเอ็นจีจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% และปี 2570 คาดว่าสัดส่วนนำเข้าจะเพิ่มเป็น 50-60%

“จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยต้องเร่งวางแผนการนำเข้าแอลเอ็นจี และแอลพีจีพร้อมปรับโครงสร้างให้เป็นเสรี เพื่อสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้นำเข้าและมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยปัจจุบันดำเนินการในส่วนของก๊าซแอลพีจีสมบูรณ์แล้ว แต่กระทรวงพลังงานจะคงดูแลราคาขายปลีกแอลพีจี ใช้กลไกกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีเข้าดูแล ขณะที่แอลเอ็นจีปัจจุบัน ปตท.เป็นผู้นำเข้าหลักเช่นกัน และอยู่ในขั้นตอนเสรีเช่นกัน โดยผู้เล่นรายที่ 2 ที่เข้ามาธุรกิจแอลเอ็นจีคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนผู้เล่นที่เป็นเอกชนน่าจะเข้ามาในธุรกิจช่วงปี 2563-64” นายอารีพงศ์ กล่าวและว่า ผู้นำเข้าจะต้องสร้างคลังแอลพีจีของตนเอง พร้อมกับมีปริมาณการสำรองแอลพีจีเป็น 2% จากปัจจุบัน 1% หรือสามารถใช้ได้อีก 9 วันหากขาดแคลน ขณะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างเดินหน้าโครงการบริเวณอ่าวไทยจำนวน 5 ล้านตัน ต่อปี และอยู่ระหว่างการศึกษาก่อสร้างคลังที่ภาคใต้เพื่อรองรับแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 3 ด้วย ขณะที่ ปตท.จะลงทุนในเมืองกันบ็อก ประเทศพม่า อยู่ในขั้นศึกษาซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในเดือนกันยายนนี้ กระทรวงจะเสนอให้มีความตกลงในการลงทุนดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจากมติชนรายวัน