ทีมนักวิจัยไทยค้นพบกระเจียวศิริรักษ์ พืชสกุลขมิ้น (Curcuma L.) ชนิดใหม่ของโลก

ทีมนักวิจัยประกอบด้วย ดร.ศรายุทธ รักอาชา ดร.จรัญ มากน้อย และ ดร.วรนาถ ธรรมรงค์ จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.สุรพล แสนสุข จากสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ รศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ค้นพบพืชสกุลขมิ้น (Curcuma L.) วงศ์ขิง (Zingiberaceae) ชนิดใหม่ของโลก ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Tropical Journal of Natural Product Research ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 หน้า 6775-6780 โดยงานวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

กระเจียวศิริรักษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sirirugsae Saensouk & Rakarcha คำระบุชนิด “sirirugsae” เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ ศาสตราจารย์พวงเพ็ญ ศิริรักษ์ นักพฤกษศาสตร์ไทยคนแรกที่ศึกษาอนุกรมวิธานพืชวงศ์ขิง ลักษณะเด่นทางสัณฐานวิทยาของกระเจียวศิริรักษ์คือ เหง้าไม่แตกแขนง เกือบทุกส่วนของพืชมีขนปกคลุม ใบเป็นรูปรีกว้าง ดอกออกก่อนใบ ช่อดอกออกเป็นกระจุกติดกับพื้นดิน ใบประดับรูปไข่ถึงรูปหอก ใบประดับส่วนยอดมีโคนกลีบสีขาวอมชมพู ปลายกลีบสีแดง ดอกสีเหลืองอ่อน กระจายพันธุ์ตามป่าผลัดใบใกล้กับเขาหินปูนในจังหวัดสุโขทัย ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

กระเจียวศิริรักษ์จัดเป็นพืชถิ่นเดียว (endemic species) และมีสถานภาพด้านการอนุรักษ์ตามเกณฑ์ของ IUCN เป็นพืชใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered) ด้วยเหตุนี้องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จึงทำการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อเพิ่มจำนวน และมีแผนที่จะนำกระเจียวศิริรักษ์ ไปคืนถิ่นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ต่อไป

การค้นพบในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นอกจากนั้นแล้ว พืชวงศ์นี้ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ยาสมุนไพร หรือไม้ประดับ ในอนาคตคณะผู้วิจัยยังมีแผนที่จะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชกรรมต่อไปอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง : Rakarcha, S., Saensouk, P., Maknoi, C., Thammarong, W. & Saensouk, S. 2024. Curcuma sirirugsae, a new species of the family Zingiberaceae from northern Thailand. Tropical Journal of Natural Product Research 8(4): 6775–6780.