MarkRin เชียงใหม่ ชู 3 ปีนำโกโก้ไทยผงาดสู่ตลาดโลก

ราคาโกโก้ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 8,000 ดอลลาร์ต่อตันในตลาดโลก ทำให้เกษตรกรไทยผู้ปลูกโกโก้หลายคนตั้งความหวังว่า จะส่งผลดีต่อราคาโกโก้ไทย

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “กนกเกศ ละอองศรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์ค ริณ ฟาร์ม จำกัด และบริษัท มาร์ค ริณ ช็อกโกแลต จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ผลิตและแปรรูปช็อกโกแลตรายใหญ่ สัญชาติไทยแบรนด์แรก MarkRin Chocolate มาสะท้อนภาพตลาดโลกและตลาดไทย รวมถึงการดำเนินธุรกิจของมาร์ค ริณ

30 ปีพัฒนาพันธุ์ส่งเสริมปลูก

มาร์ค ริณได้ใช้เวลากว่า 30 ปีในการปรับปรุงและพัฒนาโกโก้สายพันธุ์ไทยขึ้นมาในชื่อพันธุ์ I.M.1 (ไอ.เอ็ม.1) ซึ่งเป็นโกโก้ที่จัดอยู่กลุ่มพันธุ์ Trinitario และได้เริ่มส่งเสริมการปลูกให้กับกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศมาเกือบ 20 ปี มีสมาชิกภายใต้เกษตรพันธสัญญา 3,000 กว่าราย รวมพื้นที่ปลูกประมาณ 6,000 กว่าไร่

โดยทำสัญญาระยะยาวครอบคลุมถึง 30 ปี เนื่องจากโกโก้มีอายุ 50-60 ปี จึงต้องมีสัญญารับซื้อชัดเจน และครอบคลุมไปถึงการควบคุมคุณภาพในการรับซื้อผลผลิต

ดังนั้น เรื่องพันธุ์ตามสัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับการทำตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต

บริษัทจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาต้นโกโก้ โดยไม่มีการบังคับซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรและปุ๋ยใดๆ และมีการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยริเริ่มส่งเสริมการปลูกโกโก้แบบอินทรีย์ ตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

โดยบริษัทได้การรับรองมาตรฐานอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2562 นอกจากนี้ มีแผนการรับรองการเกษตรยั่งยืนภายใต้มาตรฐาน Rainforest Alliance Program เริ่มดำเนินการรวบรวมเกษตรกรที่สนใจ โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรับรองระบบมาตรฐาน บริษัทเป็นผู้สนับสนุนให้แก่เกษตรกรทั้งหมด

“มาร์ค ริณอยากให้เกษตรกรใช้วิจารณญาณในการเลือกคู่ค้าที่จะทำงานกับตนเอง โดยต้องมั่นใจว่าคู่ค้านั้นเป็นผู้ที่เป็นตัวจริง และมีตลาดโกโก้ทั้งในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอย่างแท้จริง และไม่ไขว้เขวเพียงเพราะการเสนอราคาที่สูงกว่า เพราะมีพ่อค้าบางคนจะมีการมานำเสนอราคารับซื้อผลผลิตโกโก้ที่น่าสนใจกว่าราคาตลาดที่แท้จริง เพื่อต้องการขายต้นกล้า และรับซื้อเพียงชั่วคราว แต่ตลาดที่ยั่งยืน หรือผู้ผลิตช็อกโกแลตตัวจริงจะมีราคาที่มีหลักการที่ชัดเจน และมีราคาตลาดที่ขายได้เป็นตัวกำหนด”

แปรรูปครบวงจรตีตลาดใน-นอก

มาร์ค ริณมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เมล็ดโกโก้แห้ง, ผลิตภัณฑ์โกโก้กึ่งสำเร็จรูป, โกโก้นิบส์, โกโก้แมส, เนยโกโก้, โกโก้ผง, ผลิตภัณฑ์คาเคา ซึ่งผลิตด้วยวิธีการสกัดเย็น

กลุ่มผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต ประกอบด้วย ดาร์กช็อกโกแลต มิลก์ช็อกโกแลต และไวต์ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตวีแกน และช็อกโกแลตไร้น้ำตาล มีช็อกโกแลตสำหรับเคลือบไอศกรีม นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลตใหม่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น ช็อกโกแลตเคลือบผลไม้ภายใต้แบรนด์ TipPop ซึ่งเน้นตลาดส่งออก และมีการรับผลิตช็อกโกแลตสำหรับเคลือบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้กับตลาดต่างประเทศ เช่น ช็อกโกแลตเคลือบเยลลี่ และถั่วชนิดต่างๆ

ปัจจุบันตลาดของมาร์ค ริณมุ่งสู่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการขยายแบรนด์ตลาดโกโก้ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก มีตัวแทนจำหน่ายในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา สโลวีเนีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เป็นต้น

ขยายปลูก 3 หมื่นไร่ใน 10 ปี

ขณะนี้มาร์ค ริณมีโครงการแจกต้นกล้าทดแทนให้กับเกษตรกรสมาชิกเดิมที่ปลูกอยู่ เพื่อทดแทนต้นโกโก้ที่ตายไปโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งยังมีโครงการเปิดรับสมัครเกษตรกรที่ต้องการปลูกโกโก้เพิ่มเพียงต้นละ 15-20 บาท เพื่อรองรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยมีแผนขยายพื้นที่ปลูกเป็น 30,000 ไร่ ภายใน 10 ปี จากปัจจุบันมีประมาณ 6,000 กว่าไร่ เป็นการส่งเสริมโดยตรงจากบริษัท ไม่มีการผ่านตัวแทนหรือนายหน้าในการจำหน่ายต้นกล้า

มาร์ค ริณมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมให้มีความยั่งยืน ประกอบกับการขยายความตระหนักรู้ หรือ Brand Awareness ของแบรนด์ MarkRin เองให้ไปสู่ตลาดสากล ภายในปี 2570 ถึงแม้ว่าปัจจุบันเมื่อเทียบกับตลาดโลก มาร์ค ริณยังถือว่าเป็นผู้เล่นใหม่ในวงการโกโก้สากล แต่ด้วยความมุ่งมั่นของทั้งผู้บริหารและทีมงาน

รวมถึงเกษตรกรที่พร้อมร่วมแรงร่วมใจให้โกโก้ไทยเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศผู้ส่งออกหลักของโกโก้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

ทิศทางโกโก้ไทยในตลาดโลก

ราคาโกโก้ที่พุ่งสูงขึ้น ไม่มีผลต่อราคาโกโก้ในประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลตไทยจะได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักแล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดโกโก้ระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นตลาดที่มีความแตกต่างจากตลาด Craft Chocolate ที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม

นอกจากนี้ ผู้นำเข้าและผู้ซื้อโกโก้รายใหญ่จากทั่วโลกให้ความสนใจโกโก้ไทยเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบสำรอง จากสภาวะวัตถุดิบขาดแคลนและขึ้นราคาสูง

สำหรับการเพิ่มปริมาณของโกโก้ภายในประเทศ และลดการนำเข้าสามารถเป็นไปได้ในอนาคต แต่อุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยใช้ผลิตภัณฑ์โกโก้ผงเป็นหลัก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต และหากจะใช้ช็อกโกแลตมักเป็นช็อกโกแลตคอมพาวนด์ที่ไม่ใช่ช็อกโกแลตแท้ที่ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเบเกอรี่และขนมอบกรอบ หากจะลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์โกโก้จึงต้องมุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์โกโก้ผง ซึ่งการจะทำให้ต้นทุนการผลิตภายในประเทศต่ำลงได้นั้นมี 2 ปัจจัยที่มีความสำคัญ

1. ต้องมีการลงทุนเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิตสูงจากต่างประเทศ เนื่องจากเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการสกัดไขมันหรือเนยโกโก้ และผลิตโกโก้ผง ไม่มีผลิตภายในประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูง ซึ่งต้องมั่นใจว่าจะมีวัตถุดิบคือเมล็ดโกโก้แห้งที่เพียงพอต่อกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

2. ปริมาณเมล็ดโกโก้แห้งภายในประเทศยังไม่เพียงพอ หากประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการปลูกโกโก้อย่างยั่งยืน ทำให้ต้องนำเข้าเมล็ดโกโก้แห้งจากต่างประเทศ ในอดีตเคยมีโรงงานแปรรูปโกโก้ผงขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานแปรรูปในประเทศไทย และได้ปิดตัวลงเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เนื่องจากขาดเมล็ดโกโก้แห้งที่มีคุณภาพภายในประเทศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ซ้ำรอยจึงต้องมั่นใจก่อนว่าประเทศไทยจะมีเมล็ดโกโก้แห้งภายในประเทศที่เพียงพอ

จี้รัฐให้ความรู้เกษตรกร

ภาครัฐควรส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีความสามารถและความพร้อมเข้าสู่ตลาดสากล และควรมีการให้ความรู้ที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรผู้ปลูกไม่ให้ถูกหลอกจากพ่อค้าขายต้นกล้า และได้รับความรู้ด้านการตลาดโกโก้ที่ถูกต้องว่าตลาดที่แท้จริงเป็นอย่างไร และควรนำโกโก้ไปจำหน่าย ณ ที่ใด

และมีการจัดตั้งให้มีผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการแปรรูปหลังเก็บเกี่ยว (การหมักและตากเมล็ดโกโก้แห้ง) อย่างถูกต้อง