กรมการข้าวทยอยเปิดตัวข้าวจีไอพันธุ์ใหม่ เร่งปลูกข้าวรักษ์โลก ตอบโจทย์ตลาด

กรมการข้าวทยอยเตรียมเปิดตัวข้าวจีไอพันธุ์ใหม่ โดยมีนวัตกรรมเป็นตัวช่วยย่นเวลาวิจัยพันธุ์ข้าวได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และเร่งส่งเสริมการปลูกข้าวรักษ์โลก ตอบโจทย์ตลาด 

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เครือมติชน นำโดย ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ ร่วมกับ กรมการข้าว ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยพันธมิตร จัดพิธีเปิดงาน ‘มหัศจรรย์ข้าวไทย 2024’ โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน โดยอธิบดีกรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ มอบหมายให้ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ เป็นตัวแทนอธิบดีกรมการข้าวในพิธีเปิดงาน ‘มหัศจรรย์ข้าวไทย 2024’ ซึ่งเป็นการจัดงานข้าวไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจกลางกรุงเทพฯ โดยจัดขึ้นภายใต้แคมเปญ ร้อยเรื่องราวพันธุ์ข้าวไทย ที่รวบรวมความมหัศจรรย์ของข้าวในทุกมิติ

นายอานนท์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กรมการข้าวมีสายพันธุ์ข้าวจีไอที่เหมาะกับพื้นถิ่นกว่า 20 สายพันธุ์ ที่จดทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ในปีนี้ กรมการข้าวคัดเลือกข้าวจำนวน 10 สายพันธุ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ซึ่งแต่ละสายพันธุ์โดดเด่น ตรงความต้องการของตลาด และเป็นพันธุ์ข้าวที่สามารถปรับตัวได้กับสภาวะโลกรวน ทั้งอากาศร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วมในแต่ละภูมิภาค มีครบทุกกลุ่ม ทั้งข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวสี ข้าวเพื่อสุขภาพ หรือข้าวหอมมะลิ

นอกจากนี้ กรมการข้าววางแผนทยอยเปิดตัวข้าวจีไอ พันธุ์ใหม่เข้ามาอีกเรื่อยๆ เนื่องจากความก้าวหน้าทางนวัตกรรมงานวิจัย ช่วยย่นระยะเวลาวิจัยพันธุ์ข้าวไทยตัวใหม่ๆ ที่จดทะเบียนในนาม “พันธุ์ข้าว กข” ได้ไวขึ้นจากเดิมที่เคยใช้เวลานาน 8-10 ปี ก็เหลือแค่ 5-7 ปีเท่านั้น

นายอานนท์ กล่าวอีกว่า ชาวนาส่วนใหญ่ มักเก็บข้าวบางส่วนเพื่อนำมาวนปลูกใหม่ แต่คุณภาพข้าวก็ลดลง ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วไป ที่จำหน่ายในท้องตลาดประมาณ 10-12 บาทต่อกิโลกรัม กรมการข้าวจึงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ราคาถูก 3-4 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร โดยกรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ให้กับผู้ที่มาขึ้นทะเบียนเกษตรกร ประมาณ 3 แสนราย แต่ปีที่แล้ว มีผู้มาลงทะเบียนกับกรมการข้าวประมาณ 4.5 แสนราย เพิ่มขึ้น 150 เปอร์เซ็นต์เลย

อธิบดีกรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ จึงสั่งการให้ กองเมล็ดพันธุ์ เร่งขยายกำลังการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอไว้แล้วล่วงหน้า ซึ่งในแต่ละปี มีปริมาณความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ปีละ 1.4 ล้านตัน แต่โดยประมาณ 7 แสนตันก็น่าจะหมุนเวียนใช้ได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันกรมการข้าวสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ปีละ 1 แสนตัน ที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์ของเอกชน ศูนย์ข้าวชุมชน และกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

นายอานนท์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งส่งเสริมการผลิตข้าวรักษ์โลกหรือข้าวพรีเมียร์  เน้นไปที่วิธีการปลูกอย่างไรให้รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม เรียกว่า ข้าว Low Carbon เพราะในอนาคตไม่เกิน 1-2 ปี ตลาดทั่วโลกจะอยากได้ข้าวรักษ์โลก เรามีข้าวแต่อาจขายไม่ได้ ลูกค้าต้องดูว่า วิธีการปลูกเป็นอย่างไร เช่น ลดการใช้สารเคมี เน้นอินทรีย์ เปียกสลับแห้ง นาที่ทำร่วมกับกรมชลประทาน มีบางช่วงแห้ง บางช่วงเปียก ช่วงแห้งจะคลายคาร์บอนน้อย ซึ่งเป็นการรักษ์โลก Stamp ข้างถุงว่าเป็นข้าวรักษ์โลก ช่วยเกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น 30-40% แต่ทั่วโลกอยากได้

ทุกวันนี้เกษตรกรผลิตข้าวรักษ์โลกได้น้อย หลายคนอยากเรียนรู้ การปลูกเปียกสลับแห้งแต่บางส่วนยังมีความหวาดกลัวอยู่ว่า เอาน้ำเข้า เอาน้ำออก เดี๋ยวผลผลิตเขาไม่ได้ อันนี้เป็นงานใหญ่ของกรมการข้าว ที่จะไปสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรทราบว่า เราทำได้ มีตลาดรองรับ ผลผลิตอาจจะน้อยลง แต่ราคามันโดดขึ้นไป อย่างน้อย 40% ตลาดต้องการข้าวกลุ่มนี้ไม่อั้น ตอนนี้ผู้ค้าจากยุโรป นิวซีแลนด์ติดต่อกรมการข้าวว่าต้องการข้าวกลุ่มนี้ สามารถหาข้าวให้เขาได้ไหม  ดีมานด์ไม่อั้น อยากบอกให้เกษตรกรให้หันมาสนใจการปลูกข้าวรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้าวกลุ่มพรีเมียร์ ตลาดต่างประเทศรอรับซื้ออยู่ไม่อั้น ในราคาสูง

“การผลิตข้าวรักษ์โลก ใช้อายุการเก็บเกี่ยวและการจัดการแปลงไม่แตกต่างจากการปลูกข้าวทั่วไป แตกต่างที่วิธีการปลูก เอาน้ำเข้า น้ำออก มีขั้นตอนประณีตกว่า กรมการข้าวได้นำร่องส่งเสริมปลูกข้าวรักษ์โลก ในศูนย์วิจัยข้าวต่างๆ เช่น ศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี เร่งหาข้อสรุปว่า ข้าวรักษ์โลกสามารถลดคาร์บอนได้แค่ไหน ผลผลิตต่อไร่เท่าไหร่ เทียบกับราคาที่ต่างชาติรับซื้อ ทั้งนี้ การปลูกข้าวรักษ์โลก เน้นสำหรับการปลูกข้าวเขตชลประทานภาคกลาง เพราะต้องควบคุมน้ำ เดี๋ยวลด เดี๋ยวเพิ่ม ขณะที่นาข้าวภาคอีสาน เป็นการปลูกข้าวเปียกสลับแห้งโดยธรรมชาติเทียบไม่มีน้ำอยู่แล้ว ก็จะมีวิธีการอีกแบบหนึ่ง” รองอธิบดีกรมการข้าวกล่าวในที่สุด