‘โลกรวน’ ถึงตัวแล้ว! สวทช. ชี้เป้าข้าวพันธุ์ไหนถึกทนน้ำ? ลุยพัฒนาสายพันธุ์ ‘อยู่ใต้น้ำได้เป็นเดือน’

‘โลกรวน’ ถึงตัวแล้ว! สวทช. ชี้เป้าข้าวพันธุ์ไหนถึกทนน้ำ? ลุยพัฒนาสายพันธุ์ ‘อยู่ใต้น้ำได้เป็นเดือน’

วันที่ 2 มิถุนายน ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เครือมติชน นำโดย ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ ร่วมกับ กรมการข้าว ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยพันธมิตร จัดงาน ‘มหัศจรรย์ข้าวไทย 2024’ ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย

ในช่วงเวที “เล่าเรื่องข้าวในเชิงวิชาการ“ พันธุ์ข้าวแห่งอนาคต ทนร้อน ทนแล้ง ทนโรค พัฒนาการเกษตรยั่งยืนโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว กล่าวว่า สวทช. ได้มีการส่งเสริมเรื่องการผลิตข้าวของชาวเกษตร และภาคธุรกิจของผลิตภัณฑ์ข้าว ทางสวทช. มีสายพันธุ์กว่า 26 สายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และสายพันธุ์อื่นๆ

“โดยภารกิจของและจุดเด่น สวทช. นั้นเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประสานความร่วมมือภาครัฐและชุมชน สร้างนวัตกรรมให้เกิดภารกิจใหม่ได้ของประเทศ เสริมสร้างรายได้แก่ชุมชน”ดร.มีชัย กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า สภาวะโลกรวน จะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ ?

ดร.มีชัย กล่าวว่า เห็นได้ว่าปัจจุบัน โลกรวน โลกร้อน เข้ามาสัมผัสถึงตัวแล้ว วันนี้ฝนตกเยอะมาก และจะตกเยอะขึ้นในปลายฤดูฝน โดยกราฟค่าอุณหภูมิในปี2552 อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปถึง 10 องศา จากในอดีต ทำให้เกิดผลกระทบถึงโลกร้อน ซึ่งอุณหภูมิมีผลทำให้ปริมาณฝนเพิ่มขึ้น หรือน้อยลง จากอากาศร้อน

จะเห็นว่า 2 ปีที่แล้ว หากใครเป็นชาวนา จะปลูกข้าว ไม่มีฝนเลย จนมาเดือนกันยายนมีฝนเยอะ ขึ้นจะเห็นว่ามีความผิดปกติของการปลูกข้าวของชาวนา ต่อผลผลิตของข้าว ซึ่งปี 2567 มีการคาดการณ์ว่า ฝนจะเปลี่ยน ตัวกลางสำคัญคือ ‘อุณหภูมิ’ พออุณหภูมิสูงขึ้น มีผลต่ออุณหภูมิน้ำทะเล ก็ส่งผลต่อกระแสน้ำเย็น-กระแสน้ำอุ่น

“กระแสน้ำเย็นก็จะเกิดปรากฎการณ์ ‘เอลนีโญ ลานีญา’ พูดถึงน้ำร้อนก็จะวิ่งจากฝั่งทวีปเอเชีย ไปทวีปอเมริกา ก็จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ฝนจะเยอะฝั่งทวีปอเมริกา แต่ปีนี้ปรากฏการณ์จะเกิดตรงกันข้าม กระแสน้ำอุ่นจะจากฝั่งทวีปอเมริกา จะมาทวีปเอเชีย ฝั่งบ้านเราก็จะน้ำมาขึ้น

อุณหภูมิเกิดการเปลี่ยนแปลงมาก ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน นอกนั้นยังกระทบต่อน้ำแข็งละลาย ก็จะเกิดผลกระทบอย่างรุ่นแรงพื้นที่การเกษตรก็จะหายไป”ดร.มีชัย กล่าว

ดร.มีชัย กล่าวต่อไปว่า ก็กระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวของชาวนา ซึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับ ‘น้ำ’ น้ำมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ชาวนาอย่างได้น้ำที่พอดี ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโดยใช้น้ำฝน กว่า80% ไม่ใช่การกักปริมาณน้ำ มีประมาณ 20% ที่ใช้จากการกักปริมาณน้ำ จะกระทบต่อชาวนา และเกษตรกร

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า การปรับปรุงพันธุ์ข้าว มีการร่วมมือพันธมิตรร่วมด้วย?

ดร.มีชัย กล่าวว่า ในประเทศไทย80%อาศัยฝน 20 % เราอาศัยการกักเก็บน้ำ สิ่งที่สามารถช่วยชาวนาได้ คือกำเนิดพันธุ์ข้าวที่รองรับฟ้าฝนได้ หรือรองรับภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง โดยร่วมกับกรมการข้าว สร้างข้าวที่ทนน้ำได้ ‘กข 51’ เหมือนหอมมะลิทุกอย่าง ต่างที่ การทนทานได้ สามารถทนน้ำได้ อยู่ใต้น้ำเป็นเดือน หากน้ำใสเขาน่าจะอยู่ได้นาน เพราะมีแสงแดดพอส่องถึง

ปัจจุบัน เราพัฒนาต่อไปที่ ’ข้าวหอมสยามเบอร์2‘ ช่วยเรื่องน้ำน้อย เราต้องการลดความสูงของข้าว ทำให้ลดการสูญเสียผลผลิต 30% ส่วนมากจะเสียจากน้ำ มีการปรับปรุงให้รากใหญ่ขึ้น รากจะเป็นองศาแนวดิ่งเพื่อหาน้ำได้ในระดับที่ลึกขึ้น

“พื้นที่นาน้ำฝน ยังส่งผลกระทบต่อ โรคของข้าวมา เกิดจากความชื้นเยอะ ปัญหาใหญ่คือโรคจากเชื้อรา เกิดจากอากาศเย็นก็จะชื้น เราก็ทำการเก็บเชื้อ จนเกิดการวิจัย เราหาตำแหน่งพันธุกรรม ในการจัดการต้านทานเชื้อรา ทำให้ข้าวสยาม2 รองรับโรค และน้ำน้อยเกินไป“ดร.มีชัย กล่าว

ดร.มีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนพื้นนาชลประทาน แต่มีปัญหาที่ใหญ่ๆ อยู่ก็คือการปล่อยก๊าซอยู่3ตัว ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไนตรัส

ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัส คือสิ่งที่มีปัญหา เวลาน้ำขังอากาศไม่มี จุลินทรีย์จะทำปฏิกิริยาจะผลิตก๊าซมีเทนออกมา กลับกัน ในสภาพที่ไม่น้ำขังจะมีก๊าซไนตรัสออกมา

“ฉะนั้นทางกรมการข้าว และกรมชลประทาน เขาก็จะสร้างสมดุลในการพัฒนาเกษตรกรรม ไม่ชื้นเกินไป ไม่แห้งเกินไป จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซได้ดี โดยทางสวทช. ก็มีแผน5ปีข้างหน้าเราจะทำการศึกษา ในการลดการปลดปล่อยก๊าซร่วมด้วย”ดร.มีชัย กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า สวทช. เน้นข้าวชนิดไหน?

ดร.มีชัย กล่าวว่า ทำข้าวเน้นทุกกลุ่ม โดยข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวมลชนของประเทศ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ เราต้องเห็นพ้องต้องกันของทุกภาคส่วนทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และภาคส่งออกธุรกิจ

“ถ้าเราจะมีข้าวตัวใหม่ที่มาเสริมสร้างข้าวที่ดี และเหนือกว่าตัวเดิม องค์ประกอบของตัวข้าว รสชาติ ได้มีการศึกษาองค์ประกอบของโครงสร้างพันธุกรรมข้าวมี17ยีนส์ ต้องวิจัย ซึ่งทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ของตัวข้าว ทำให้เกิดความหอมความนุ่ม ตอนนี้ 90% แล้ว เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้น

การวิจัยข้าวเพียงแค่10วัน เราก็จะรู้ว่าแป้งดีหรือไม่ดี ต้านทางโรคไหม ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น “ดร.มีชัย กล่าว

เมื่อถามว่า ประสบความสำเร็จพันธุ์ใหม่กี่ชนิด?

ดร.มีชัย กล่าวว่า ข้าวหอมพื้นนุ่ม ‘ข้าวปทุมธานี1’ ที่ยังเทียบไม่ถึงหอมมะลิแต่รองลงมา ซึ่งเราทำร่วมกันหลายภาคส่วน เราทำให้ต้านทานต่อโรคต่างๆ เราช่วยเกษตรกรในการรักษาเสถียรภาพคุณภาคของผลิต

และเราจะเพิ่มระดับผลผลิต ในการทำข้าวหอมปทุมธานี1 ภาคกลาง 100ถังต่อไร่ ถ้าเรา120ทำเพิ่มให้เป็น 120 -150 ถังต่อไรนั่นเอง

“สิ่งที่สร้างรายได้สูงสุดของประเทศก็คือ ‘ข้าวขาว’ เมื่อก่อน อินเดียเคยส่งออกได้มาก แต่ต้องลดการส่งออก ทำให้ประเทศไทยส่งออกได้มากขึ้น นั้นเกิดจากโรคร้อนทำให้ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราทำตอนนี้ ก็คือกลุ่มของข้าวขาว ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่นาชลประทาน อายุข้าวต้องสูงขึ้น ส่วนใหญ่ประมาณ100วัน ปีหนึ่งปลูกได้ 1-2 รุ่น

ได้คุยทางสมาคมผู้ส่งออก เขาอยากได้1.2-1.5 ตันต่อไร่ ดีต่อเกษตรกรรายได้เพิ่มขึ้น ดีต่อห่วงโซ่การผลิต ผู้ส่งออกสามารถที่จะขายราคาได้ดีขึ้น“ดร.มีชัย กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ตั้งเป้าการส่งออกเช่นนี้ เขาต้องรู้ความเป็นไปได้ใช่หรือไม่?

ดร.มีชัย กล่าวว่า สมาคมผู้ส่งออกอยากได้ตรงนั้น คุยกับกรมการข้าว สวทช.ด้วย คือมันทำได้ สามารถยกระดับผลผลิตได้ เป็นประเด็นสำคัญของข้าวประเทศไทย

“ยกตัวอย่าง ‘ข้าวเวียดนาม’ มีการวิจัยข้าว

เวียดนาม เมื่อ20ปีที่แล้ว ยังส่ออกสู่เราไม่ได้ หลังจากนั้นรัฐบาลทุ่มเงิน3พันล้านบาท ทำให้มีการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าว เป็นที่มาทำไมถึงเวียดนามถึงก้าวหน้าได้ขนาดนี้ เขาเน้นพื้นที่ผลผลิตต่อไร่ น้ำเขาเยอะมากทางตอนใต้

เช่นกันเขาสามารถปลูกข้าวที่ไม่ไวแสงได้ ทำให้เวียดนามแซงเรา เขาทุ่มเงินลงทุนมหาศาล วันนี้เขาเห็นผลแล้ว ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ซึ่ง 1 อินเดีย อันดับ 2-3 ไทยเวียดนามเบียดกันอยู่”ดร.มีชัย กล่าว

เมื่อถามว่า 80 % ที่พึ่งพาฟ้าฝน มีผลสำรวจหรือไม่ว่ามันน้อยลงมากขนาดไหน?

ดร.มีชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูก 50-60 ล้านไร่ จริงๆ ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ แต่ปัญหาการผลิตน้อยลงเสี่ยงต่อฟ้าฝน โรคแมลง ไม่สามารถสร้างความมั่นคงที่จะปลูกข้าวของชาวนาได้ รายได้เกษตรกรเป็นสิ่งสำคัญ หากลงทุนเยอะ พันธุ์ข้าวที่เขาปลูก อาจจะไม่ต้านทานโรค

“แชร์ประสบการณ์ มี ‘โรคไหม้ลม’ เขาฉีดยาเพื่อป้องกันถึง6 ครั้ง ถ้าเราทำให้ลดตรงนี้เกษตรกรก็จะลดรายจ่าย ไม่จำเป็นต้องใส่สารเคมี นำไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์”ดร.มีชัย กล่าว

ดร.มีชัย กล่าวต่อไปว่า กลุ่มข้าวที่เราทานคือ กลุ่มข้าวโภชนาการ ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่คือตัวแรกที่ทำ มีสารที่ทำให้เกิดภูมติต้านท้านของร่างกาย อนาคตจะออกไรซ์เบอรี่ 2 ไรซ์เบอรี่ 3 ต้านทานโรคมากขึ้น

และมีข้าวเชิงการทางเที่ยว คือข้าว ข้าวสรรพสี มีหลายสีทำให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยง บางที่ทำเป็นภาพการ์ตูนบ้างก็มี

เมื่อถามว่า มีการติดตามเรื่องพันธุ์ข้าวอย่างไรบ้าง?

ดร.มีชัย กล่าวเวปไซต์ สวทช. ปัจจุบันเราร่วมกับกรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ทำให้ชาวนาเข้าถึงได้ง่าย เกษตรกรรับรู้รวดเร็ว

เมื่อถามว่า สายพันธุ์ที่ต้องการพัฒนาเหลือเยอะหรือไม่?

ดร.มีชัย กล่าวว่า ต้องการพัฒนาลดการปลดปล่อยแก๊ส ไม่เกิน10ปีข้างหน้า เขาจะเริ่มสร้างกำแพงภาษี ประเทศไหนปล่อยก๊าซ3ตัว จะเห็นราคาข้าวสูงขึ้นนั่นเอง ฉะนั้นประเทศไทยต้องมีหน่อยงานที่ทำตรงนี้

“ปีนี้หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการคำนวนกับปริมาณน้ำฝน ก็จะแจ้งเกิดปรากฏการณ์ของลานีญา เพิ่มมากเดือนตุลาคม ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวพฤจิกายน ถ้าน้ำเยอะเกินไปก็จะเกิดความเสียหาย อยากให้เกษตรกรรองรับทางน้ำไหล และเลือกข้าวที่ต้นทานน้ำ ขอฝากไว้”ดร.มีชัยทิ้งท้าย

งาน ‘มหัศจรรย์ข้าวไทย 2024’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน สถานีสามย่าน (BL27) ทางออกที่ 2 เข้างานฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย