กวก. จับมือ 3 ผู้ส่งออก ล้ง เกษตรกร เดินหน้าปั้นทุเรียนใต้คุณภาพ ร่วมปักธงไทยแชมป์ส่งออกไปจีน 1.3 แสนล้านบาท 

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ประชุมผ่านระบบซูมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร สำนักวิจัยและพัฒนาการการเกษตรที่ 7 (สวพ.7) ผู้ส่งออกทุเรียน โรงคัดบรรจุ (ล้ง) และเกษตรกรภาคใต้ตอนบนเมื่อ 31 พฤษภาคม 2567 โดยมีผู้ประชุมผ่านระบบซูมและในห้องประชุมกว่า 200 คน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกทุเรียนภาคใต้ไปจีนซึ่งจะเริ่มตัดทุเรียนกลางเดือนมิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

ปีนี้คาดมีผลผลิตประมาณ 532,573 ตัน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ไทยรักษาแชมป์ผู้ส่งออกทุเรียนคุณภาพไปตลาดจีนที่แต่ละปีมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งแสนล้านบาท โดยให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออก ซึ่งปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกทุเรียนไปจีนได้มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.3 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม-29 พฤษภาคม 2567 ไทยส่งออกไปจีนแล้ว 4.7 แสนตัน มูลค่า 63,568 ล้านบาท

“ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารผลไม้ Fruit Board ที่มี ร้อยเอก ธรรมนัส เป็นประธานนั้น ทางผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ ชื่นชมแนวปฏิบัติงานของกรมและกระทรวงเกษตรฯ ที่ช่วยกันกลัดเข็มกลัดจนทำให้การส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนภาคตะวันออกที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี รมว.เกษตรฯ จึงมีนโยบายให้ใช้จันทบุรีเป็นโมเดลในการบริหารจัดการทุเรียนภาคใต้ ซึ่งในที่ประชุมของภาคใต้ตอนบนทุกฝ่ายเข้าใจแนวทางการส่งออกไปจีนที่ต้องปฏิบัติตามพิธีสารไทย-จีนอย่างเคร่งครัด ซึ่งกำหนดให้ต้องเป็นทุเรียนคุณภาพไม่ตัดอ่อน ปลอดแมลงศัตรูพืชและหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ดังนั้น ทุกแปลงต้องมีใบรับรองแปลงเกษตรที่ดี (GAP) และเป็นแปลงที่ทางการจีนตรวจรับรองแล้ว มีใบตรวจรับรองเปอร์เซ็นต์แป้งและใบรับรองสุขอนามัยพืช ล้งต้องมีใบ GMP สำหรับกรณีทุเรียนใต้ในบางพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคุณภาพเพื่อให้เข้าถึงเกณฑ์ส่งออกนั้น แปลงเหล่านี้ยังสามารถมีช่องทางจำหน่ายในประเทศและแปรรูปเป็นทุเรียนแช่เยือกแข็งซึ่งตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในที่ประชุมจึงได้กำชับให้ สวพ.8 ซึ่งดูแลภาคใต้ตอนล่างเข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรทำทุเรียนคุณภาพ เช่น การดูแลแปลง ขนาดน้ำหนักผล การปลอดโรคศัตรูพืช เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดทุเรียนส่งออกในอนาคต” นายรพีภัทร์ กล่าว

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้ย้ำต่อเกษตรกรและผู้ส่งออกว่า ต้องไม่ให้มีการสวมสิทธิ์แปลง GAP เด็ดขาด ไม่มีการซื้อขายใบ GAP กรณีพบว่ามีการกระทำผิด กรมจะดำเนินการตามระเบียบคือการพักหรือยกเลิกใบรับรองแปลง GAP และใบรับรองโรงคัดบรรจุ GMP และดำเนินคดีกับผู้ส่งออก และขอความร่วมมือไม่ตัดทุเรียนอ่อนที่จะกระทบต่อชื่อเสียงทุเรียนของไทย โดยจะเห็นปัจจุบันมีหลายประเทศพยายามเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาด

สำหรับแนวปฏิบัติที่ทำความเข้าใจ เช่น 1. การอำนวยความสะดวกในการตรวจรับรองคุณภาพ การตรวจเปอร์เซ็นต์แป้ง โดย สวพ.7 จะประสานกำลังกับ สวพ.6 จันทบุรีส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยเพื่อให้ทันกับผลผลิตที่ออกมา สำหรับการรับรองสุขอนามัยพืชจะมีนายตรวจพืชระดมช่วยเหลือเช่นกัน 2. วางแนวปฏิบัติกรณีระบบโลจิสติกส์มีปัญหา เช่น ตู้สินค้าไม่พอ หรือตู้ไม่ผ่านด่านปลายทางจะประสานกับทูตไทยประจำประเทศจีนช่วยแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนของสองประเทศเพื่อให้สามารถปล่อยตู้ได้รวดเร็วขึ้น