เกษตรแบบวีถียั่งยืน สร้างอนาคตรายได้มั่นคง

ความยั่งยืนและความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เกษตรกรในหลายพื้นที่ให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัยจากสารเคมีแล้ว ในเรื่องของความมั่นคงทางรายได้ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหากมองระบบการตลาดที่ชัดเจนก็จะช่วยให้มีผู้บริโภคเห็นภาพในตัวผลผลิตภัณฑ์ที่ชัดขึ้น 

เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ได้รวบรวม 3 ความยั่งยืนของวิถีเกษตรมาให้ได้อ่านกัน ตั้งแต่การทำนาอินทรีย์ไปจนถึงการเลี้ยงไก่ไข่ให้มีความปลอดภัยสู่การมีรายได้ยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองสามารถกำหนดในเรื่องของทิศทางตลาด และราคาของสินค้าให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี และยังช่วยสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามมาด้วยเช่นกัน 

ศาลานา สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ 

เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นอีกหนึ่งความใส่ใจสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรในหลายพื้นที่ให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการทำนาแบบอินทรีย์ไม่เพียงสามารถจำหน่ายสินค้าได้ราคาเท่านั้น ยังสามารถช่วยให้ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมได้รับความปลอดภัยไปพร้อมกัน คุณรมณ จริยธรรมรัตน์ Brand Manager ศาลานา กล่าวว่า ศาลานาถือเป็นหน่วยงานที่พร้อมจะให้ความปลอดภัย ในเรื่องของการผลิตข้าวที่พร้อมจะให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น พร้อมทั้งช่วยสร้างในเรื่องของเทรนด์ตลาดรักสุขภาพได้ที่กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมากในยุคนี้

คุณรมณ จริยธรรมรัตน์ Brand Manager ศาลานา

โดยศาลานามีทิศทางและเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมให้มีความยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่ด้วยคนใดคนหนึ่งที่ทำได้เท่านั้น แต่ต้องมีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“สำหรับศาลานาถือเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง เพราะลงพื้นที่ไปให้ความสำคัญ เพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกร และทำให้เกษตรกรสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ และผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ พร้อมทั้งทำสภาพเศรษฐกิจของเราให้ดีขึ้นได้ด้วย ส่วนในฝั่งของผู้บริโภคเอง ศาลานาก็เข้าไปทำความเข้าใจ เพื่อให้บริโภคข้าวอินทรีย์ และเป็นการสนับสนุนเกษตรกรด้วยอีกหนึ่งช่องทาง” 

สำหรับโมเดลความยั่งยืนของการทำเกษตรอินทรีย์ คุณรมณ กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมถือเป็นพื้นที่แรกที่ทางศาลานาได้เข้าไปสนับสนุน โดยเริ่มแรกมีเกษตรกรเพียง 5 รายเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีพื้นที่ขยายออกไปถึง 9 กลุ่ม ใน 6 จังหวัด โดยศาลานาได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ และมีเกษตรกรที่ต้องการมาปรับเปลี่ยนทำเกษตรอินทรีย์ด้วย 

เมื่อการรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งและมีสินค้าที่ส่งขายลูกค้าอย่างต่อเนื่อง คุณรมณ บอกว่า การตลาดถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งศาลานาได้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่ยุติธรรม โดยสินค้าที่ทางศาลานารับซื้อจากเกษตรกรนั้น เกิดจากการที่ได้ลงพื้นที่ฝึกอบรมและขยายองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร เมื่อเทรนด์สุขภาพเข้ามามีบทบาทมากขึ้น วงการทำตลาดข้าวก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน โดยศาลานาเองได้มีการผลิตสินค้าที่หลากหลาย และรับข้าวที่เป็นผลผลิตอินทรีย์เข้ามาจัดจำหน่ายหลากหลาย

“ข้าวของศาลานาถือเป็นข้าวอินทรีย์ 5 สายพันธุ์ ซึ่งปกติคนไทยจะติดการกินข้าวหอมมะลิ แต่จะไม่นิยมกินข้าวกล้องมากนัก เราก็ได้มีการปรับเปลี่ยนและทำสินค้าเป็นข้าวอินทรีย์ 5 สายพันธุ์ เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าข้าวแต่ละชนิด มีคุณประโยชน์แตกต่างกัน และมีรสสัมผัสที่น่ากิน เมื่อลูกค้ากินแล้วเกิดความรู้สึกว่านุ่มเหมือนข้าวขาว และได้สุขภาพไปพร้อมๆ กัน”

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการทำนาแบบอินทรีย์สู่วิถียั่งยืนต้องเริ่มต้นอย่างไรนั้น คุณรมณ แนะนำว่า การที่จะรวมสร้างความยั่งยืนให้กับการผลิตข้าวนั้น หากต้องการเข้าร่วมกับศาลานาสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ได้จากตัวของเราทุกคนได้ก่อนง่ายๆ เพราะทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนของห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  

แนะวิธีฟื้นฟูแปลงนาที่เคยใช้สารเคมี 

สู่แปลงนาอินทรีย์ ที่ให้ผลผลิตเพิ่มพูนทุกปี

พี่จอบ-คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ และ พี่อ้อย-ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวาณิชย์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและอดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว เล่าว่า ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้ง 2 ท่าน รู้สึกว่าเมืองกรุงไม่น่าอยู่แล้ว จึงตัดสินใจซื้อผืนนาแปลงหนึ่งที่ทุ่งน้ำนูนีนอย ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ เลี้ยงตัวเอง และแบ่งปันให้คนรอบข้าง โดยตั้งใจให้พัฒนาทุ่งน้ำและไร่นาเกษตรอินทรีย์นูนีนอยเป็นศูนย์ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธรรมชาติ 

พี่จอบ-คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ และ พี่อ้อย-ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวาณิชย์

ทุ่งน้ำนูนีนอยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสร้างขึ้นใหม่ในปี 2561 ท่ามกลางนาระบบเหมืองฝายโบราณและปล่อยให้ธรรมชาติและสัตว์ป่าฟื้นตัวขึ้นมาเอง เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ผลิตอาหาร ทุ่งน้ำนูนีนอย ใช้วิธีบำบัดน้ำตามธรรมชาติ ด้วยการขุดบ่อน้ำหลายบ่อ และปล่อยให้น้ำที่เข้ามาจากลำเหมืองด้านนอกค่อยๆ ไหลผ่านลำน้ำที่มีพืชน้ำคอยกรอง ผ่านก้อนหิน ก้อนกรวด เพิ่มออกซิเจนตามธรรมชาติ ไหลไปเรื่อยๆ มาพักแต่ละบ่อ จนน้ำตกตะกอน ค่อยๆ ใสขึ้น 

ในอดีตที่ดินผืนนี้ เป็นพื้นที่นาที่ใช้สารเคมีรุนแรงมาตลอด ภารกิจแรกคือ การฟื้นฟูดินและน้ำในระบบนิเวศทุ่งน้ำ (wetland) ให้ปลอดภัยจากสารเคมีเสียก่อน การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพาะปลูกจากที่นาใช้สารเคมีมาเป็นที่นาอินทรีย์ 

ดร.อ้อย กล่าวว่า แปลงเกษตรอินทรีย์ของที่นี่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใดๆ ใช้ความสมดุลของธรรมชาติมาจัดการเอง ในแปลงปลูกกุหลาบเพื่อขับไล่เพลี้ยไฟ คนทำเกษตรอินทรีย์เป็นทั้งผู้ผลิตอาหารและผู้ดูแลจัดการแผ่นดินด้วยหลักธรรมชาติ ช่วยลดปัญหาโลกร้อน โลกรวน สินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นวิถีการทำเกษตรที่ยั่งยืน

ปัจจุบันที่ดินผืนนี้ ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์ สลับหลังเกี่ยวข้าวเพื่อบำรุงดิน ปลูกกุหลาบ ผลิตชากุหลาบ แยมกุหลาบ ฯลฯ ภายใต้แบรนด์ นูนีนอย มีความมั่นคงทางอาหาร และมีรายได้พอเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว 

พี่จอบ กล่าวว่า เมื่อดินฟื้นตัวเต็มที่ ผลิตผลข้าวต่อไร่จะดีขึ้นตามลำดับ นาข้าวอินทรีย์ในปีแรก ได้ข้าวเปลือกหอมมะลิ 400 กิโลกรัมต่อไร่ ปีที่สองได้ข้าวเปลือกหอมมะลิ 525 กิโลกรัมต่อไร่ ใกล้เคียงกับผลผลิตจากข้าวที่ใช้ปุ๋ยเคมีทั่วไป ผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามการฟื้นฟูคุณภาพดินที่มีชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านที่ปลูกข้าวโดยใช้สารเคมี หันมาทำนาอินทรีย์กันมากขึ้นเพราะช่วยลดต้นทุนและได้ผลผลิตมากขึ้นในระยะยาว

“เลี้ยงไก่ไข่” โรงเรือนเปิดแบบไม่ใช้กรง 

เน้นทำตลาดชัด ช่วยให้อาชีพมีความยั่งยืน

การเลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันการคำนึงถึงในเรื่องของการทำตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสนใจมากขึ้น เพราะในแต่ละช่วงเวลาของการซื้อขายนั้น โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคมีเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

คุณบี หรือ คุณภานุวัฒน์ น้อยแก้ว เจ้าของ “บีอินดี้ คันทรี ฟาร์ม”

คุณบี หรือ คุณภานุวัฒน์ น้อยแก้ว เจ้าของ “บีอินดี้ คันทรี ฟาร์ม” เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ความสนใจการเลี้ยงไก่ไข่แบบปลอดภัย โดยเน้นในเรื่องของการปล่อยไก่ไข่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระภายในโรงเรือนบนบ่อเลี้ยงปลา เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงมีอารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยทำให้ไก่ไข่ภายในฟาร์มออกไข่ได้อย่างมีคุณภาพ 

สำหรับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้การเลี้ยงไก่ไข่มีความปลอดภัยนั้น คุณบี เล่าว่า การหาข้อมูลและสอบถามผู้รู้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสัตวแพทย์ที่เข้ามาตรวจเยี่ยมภายในฟาร์มของคุณบีอยู่เสมอ การสอบถามและการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยและดูแลเรื่องความสะอาด 

สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่สไตล์ “บีอินดี้ คันทรี ฟาร์ม” สิ่งสำคัญที่สุดตั้งแต่กระบวนการผลิตต้องเริ่มใส่ใจในเรื่องของอาหารที่ใช้เลี้ยง โดยอาหารที่นำมาให้ไก่กินเป็นวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน GAP เพื่อให้ทราบว่าวัตถุดิบที่นำมาจากแหล่งผลิตใดบ้าง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของแต่ละล็อตของวัตถุดิบที่ส่งเข้ามาได้ 

“ไก่ไข่ที่นำมาทำการเลี้ยงอายุ 16 สัปดาห์เป็นต้นไป หลังจากมาใส่ลงในพื้นที่เลี้ยงไม่นาน ก็จะเริ่มออกไข่มาให้เก็บได้แล้วครับ การออกไข่ตัวไหนที่สมบูรณ์พันธุ์ไว ก็จะออกไข่ได้ไวหน่อย แต่เมื่อเลี้ยงจนไก่ไข่ได้อายุที่ 35-40 สัปดาห์ ไก่ก็จะออกไข่ได้เต็มที่ ให้สามารถเก็บขายได้ตลอดทุกวัน” 

สำหรับในเรื่องของการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับไก่ไข่นั้น คุณบี บอกว่า ในเรื่องของการป้องกันถือว่ามีความสำคัญ หลักปฏิบัติจะเน้นในเรื่องของการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ภายในโรงเรือน และที่ขาดไม่ได้คือการทำวัคซีนให้กับไก่ไข่ในฟาร์มทุก 2 เดือนครั้ง

โดยตลาดส่งขายไข่ที่เลี้ยงในระบบปลอดภัยการสร้างความยั่งยืนมีความสำคัญมาก คุณบี บอกว่า ต้องมาทำการกำหนดทิศทางการขายใหม่ เพราะสมัยก่อนตลาดที่ครอบครัวทำจะเน้นส่งขายพ่อค้าคนกลาง แต่เมื่อได้มามองในเรื่องของความยั่งยืน เพื่อให้เจอกลุ่มลูกค้ามากขึ้น การเลี้ยงแบบปลอดภัยจึงสามารถทำตลาดได้ระยะยาว