แปลงผักลอยน้ำ ท่วม-อยู่-ได้ คืนสู่ชุมชนของ “TMB”

อาจเนื่องเพราะธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เอ็มบี” มีความเชื่อว่าคนทุกคนมีพลังที่จะ Make THE Difference ให้กับโลกรอบๆ ตัวเราได้ ในทุกๆ ก้าวที่เราเดิน ในทุกๆ คำที่เราพูด และในทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกของเรา
“เราทุ่มเท และยึดมั่นในปรัชญา Make THE Difference เราแน่วแน่ในการปฏิรูปการบริการของธนาคารอย่างครบวงจร และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ในการท้าทาย การพลิกแนวคิดเก่าๆ ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในทางบวกที่ทุกคนรับรู้ได้ ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน ไปจนถึงสังคมส่วนรวม”
จนทำให้เกิดความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หากยังใช้กรอบ และแนวคิดเดียวกันนี้ เปลี่ยนจากคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้มีแต่คำว่า “เป็นไปได้”
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ทุกๆ โครงการในกิจกรรมเพื่อสังคมของมูลนิธิทีเอ็มบี ไม่ว่าจะเป็นโครงการไฟ-ฟ้า, โครงการเดิน-วิ่งมินิมาราธอนการกุศล, โครงการเปลี่ยนหุ่นให้น้องอิ่ม, โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล และอื่นๆ รวมถึงโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference ทั้งสิ้น
ยิ่งเฉพาะกับโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ที่ทางทีเอ็มบีเข้าไปดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยการทำแปลงผักลอยน้ำที่โรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อไม่นานผ่านมา
“บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) “ทีเอ็มบี” กล่าวว่า เนื่องเพราะธนาคารของเรามีสาขาอยู่ทั่วประเทศประมาณ 460 สาขา พนักงานทั้งหมด 9,000 กว่าคน และที่สำคัญธุรกิจของธนาคารอยู่ได้เนื่องเพราะลูกค้าที่มาจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เราจึงต้องทำอะไรคืนกลับไปสู่ชุมชนของลูกค้าเราด้วย
“แรกเริ่มเราให้ผู้จัดการเขต ผู้จัดการสาขา ทำงานร่วมกับชุมชน แต่สำหรับปีนี้และปีต่อๆ ไป เราอยากให้พนักงานจิตอาสาจากแบงก์ใหญ่ลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนต่างๆ ที่เรามีโครงการด้วย เพราะมีความเชื่อว่า คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำในรุ่นถัดๆ ไปของแบงก์ จะต้องผ่านการมีส่วนร่วมในการเป็นอาสาสมัครเสียก่อน เพราะผมเชื่อว่าถ้าผู้นำไม่เคยคิดถึงผู้อื่น จะเป็นผู้นำที่ไม่ดี”

“ดังนั้น ตลอดระยะเวลาผ่านมาที่ธนาคารของเรามีสาขากระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ จึงต้องทำโครงการคืนกลับให้ชุมชน เพราะเราอยากให้พนักงานเป็นจิตอาสา เพราะเขาเองรู้จักชุมชนต่างๆ ดี อีกอย่างเราต้องการให้เขาทำงานร่วมกับชุมชน เพราะเขาเป็นคนรู้ดีที่สุดว่า ชุมชนที่แบงก์มีสาขาอยู่นั้นเขาต้องการอะไร และอะไรที่เขาขาดแคลน และเราจะไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง”
“ตอนที่เราเริ่มโครงการแรกๆ ตอนนั้นมีพนักงานจิตอาสาประมาณ 900 คน ผมจึงคิดว่าภายในปี 2560 ที่เรามีโครงการต่อเนื่องทั้งหมด 37 โครงการ จึงน่าจะมีพนักงานจิตอาสาประมาณ 5,000 คน ซึ่งเหมือนกับโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ก็ถูกจุดประกายจากพนักงานอาสาสมัครทีเอ็มบี สำนักงานเกษตร อ.พุนพิน และชุมชน อำเภอพุนพิน ร่วมกันทำแปลงปลูกผักลอยน้ำ ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก”
ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โครงการท่วม-อยู่-ได้ ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ โครงการแปลงผักลอยน้ำ โรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, โครงการคิดส์สนุก ต้านน้ำท่วม โรงเรียนอนุบาลป่าบอน จังหวัดพัทลุง และโครงการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้น้อง โรงเรียนบางตะพาน จังหวัดนครศรีธรรมราช
สำหรับโครงการท่วม-อยู่-ได้ แปลงผักลอยน้ำ โรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากจะเป็นการปรับวิถีชีวิตของชุมชนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ด้วยการรับมือกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก และน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เนื่องจากบ้านเรือนของชุมชนอยู่ในพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำตาปี ดังนั้นพอเกิดอุทกภัย บางพื้นที่น้ำจึงท่วมขังสูงถึง 3 เมตร ชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ทั้งยังขาดแคลนอาหารและเครื่องดื่ม เพราะน้ำท่วมขังประมาณ 1 เดือน จึงทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะเดียวกันเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ต้องหยุดเรียนกลางคัน เพราะโรงเรียนเองก็ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
ผลเช่นนี้ จึงทำให้ “สังเวียน ถ้อยทัด” ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นัยหนึ่งคือปราชญ์ชาวบ้าน จึงคิดหาวิธีแก้ปัญหา ด้วยการลองผิดลองถูกทำแปลงผักลอยน้ำขึ้นมา โดยใช้วัสดุหลักคือโฟมที่เหลือใช้จากการทำนากุ้ง และท่อพีวีซี
“ตอนปี”54 น้ำท่วมหนักมาก ชาวบ้านต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ลอยไปกับน้ำ ทั้งพื้นที่เพาะปลูกก็เกิดความเสียหาย เพราะแถบพุนพินเป็นพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมซ้ำซาก และท่วมขังเป็นเวลา 1 เดือน จนทำให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ไม่มีอะไรจะกิน ขณะที่ทางการเองก็เข้ามาลำบาก เราจึงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ตอนแรกผมทดลองปลูกพืชผักสวนครัวอย่างง่ายๆ เช่น ข่า ตะไคร้ พริก ผักบุ้งจีน แตงกวา อะไรพวกนี้”
“ปรากฏว่าใช้ได้ ผมจึงทดลองทำแพไก่ หมู วัว เพราะ ปี’55-56 น้ำยังท่วมอีก จนตอนหลัง ผมเริ่มทดลองปลูกไม้ยืนต้นบ้าง เช่น มะนาว มะละกอ มะเขือพวง ต้นแค รวมๆ แล้วกว่า 20 ชนิด ซึ่งต้นทุนต่อ 1 กระบะ สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวพวกนี้ประมาณ 500 บาท รวมท่อพีวีซีแล้ว ซึ่งพอเราทำแล้วเห็นผล ผมจึงนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปสอนชาวบ้าน”
“เริ่มจากคนใกล้ชิดก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายผลไปยังครอบครัวอื่นๆ จนตอนหลังเห็นว่านอกจากเราจะปลูกเพื่อยังชีพในระยะเวลาสั้นๆ แล้ว ผลผลิตที่เหลือน่าจะนำออกขายได้บ้าง ก็เลยเป็นอาชีพเสริมสำหรับแต่ละครอบครัวในชุมชนต่างๆ และตอนนี้หลังจากที่ธนาคารทีเอ็มบีให้ทุนตั้งต้นมาช่วยสร้างศูนย์เรียนรู้โครงการแปลงผักลอยน้ำ ขนาด 8 เมตร ทั้งหมด 9 แปลง ให้กับทางโรงเรียนบ้านหนองจอก จึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์อย่างมาก”
เพราะนอกจากจะให้ความรู้แก่ชาวบ้านในชุมชน ยังขยายองค์ความรู้ต่างๆ ไปยังชุมชนใกล้เคียงอื่นด้วย ที่สำคัญ “สังเวียน” บอกว่า เรายังมีโอกาสสอนนักเรียนให้รู้จักอยู่รอดจากภัยธรรมชาติ ทั้งยังนำผลผลิตที่นักเรียนเพาะปลูกพืชผักต่างๆ อาทิ ผักบุ้งจีน ผักกาด แตงกวา ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ฯลฯ ขายให้กับชาวบ้านในชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยทั้งนั้นเพื่อนำรายได้มาฝากกับธนาคารโรงเรียน
ถึงตรงนี้ “ถนอมจิต ศิริมุสิกะ” รักษาราชการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอำเภอพุนพินยังไม่มีศูนย์เรียนรู้ พอทาง

ผู้ใหญ่บ้านสังเวียน ถ้อยทัด ทำแปลงผักลอยน้ำจนประสบความสำเร็จ จึงขยายผลมาที่ทางโรงเรียน กอปรกับทางทีเอ็มบีให้ทุนตั้งต้นในการทำศูนย์เรียนรู้แปลงปลูกผักลอยน้ำด้วย จึงน่าจะทำให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวนักเรียน และชาวบ้านในชุมชนต่างๆ
“เพราะช่วงผ่านมาเวลาน้ำท่วม 1 เดือน เด็กนักเรียนจะขาดแคลนอาหาร แต่ต่อไปเด็กๆ จะมีผักกินอย่างแน่นอน เพราะตอนน้ำท่วมผักแพงมาก และออกไปซื้อก็ลำบากด้วย ดังนั้นภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้นอกจากจะมีแปลงสาธิตการทำแปลงผักลอยน้ำ ยังมีคู่มือรับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะเราจัดทำเป็นแผนที่ชุมชนบ้านหนองจอก พร้อมกับมีเบอร์โทรศัพท์ผู้นำชุมชน และเบอร์โทร. ฉุกเฉินให้ทุกคนทราบด้วย”
“นอกจากนั้นยังมีคู่มือการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ และคู่มือการทำแปลงผักลอยน้ำอย่างถูกวิธีอีกด้วย ส่วนธนาคารโรงเรียน เราต่อยอดมาจากการทำแปลงผักลอยน้ำ เพราะเราจะนำผลผลิตตรงนี้ไปขายให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะท้อน และเราจะนำรายได้ตรงนี้กลับมาฝากไว้ในธนาคารโรงเรียน เพราะนักเรียนของเรามีทั้งหมด 45 คน ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.6”
“โดยนักเรียนตั้งแต่ ป.3 เป็นต้นไปจนถึง ป.6 จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแปลงผักลอยน้ำ ตั้งแต่เพาะปลูกไปจนถึงเก็บผลผลิต พวกเขาจะแบ่งเวรกันดูแล รดน้ำ เพราะเราปลูกผักแบบง่ายๆ ก่อน เช่น ผักบุ้งจีน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า มะเขือพวง ใบโหระพา ใบกะเพรา อะไรแบบนี้ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะสามารถช่วยให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ครู และนักเรียนโดยตรง”

จนน่าจะเป็นโครงการนำร่องที่ “บุญทักษ์” เชื่อว่า หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งยังช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน ก็จะนำโมเดลการสร้างแปลงผักลอยน้ำไปใช้กับชุมชนอื่นๆ ที่ทีเอ็มบีมีสาขาอยู่ในชุมชนอื่นๆ ที่ถูกน้ำท่วมด้วย
เพราะ “บุญทักษ์” เชื่อว่า เราต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รู้จักการให้เสียก่อน เพราะการให้จะทำให้เรากับชุมชนมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน และต่อจากนั้นก็จะทำให้เรากับชุมชนอยู่กันได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

อันเป็นเป้าหมายหลักของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของทีเอ็มบี ที่เชื่อในความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ตลอดมา และตลอดไป

ขอบคุณข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ